
" เซน " คือวิธีแห่งการรู้แจ้งอันสมบูรณ์ ใครก็ตามที่ได้ปฏิบัติเซน ย่อมสามารถเข้าถึง การรู้อย่างฉับพลัน และใช้ชีวิตใหม่ในสถานะแห่งพุทธะ
เซนอยู่ในชีวิตประจำวันนั่นเอง เป็นชีวิตตามธรรมดาๆ แต่ก็ไม่ใช่ธรรมดาตามธรรมดาที่เราเข้าใจกันอยู่โดยปกติทั่วไป
ที่จริงเซนนั้นก็เหมือนกับการตื่นนอน ล้างหน้า แปรงฟัน กินอาหาร อาบน้ำ ล้างถ้วย ล้างชาม อันเป็นกิจวัตรสามัญประจำวันของคนเรา ดำเนินไปตามครรลองที่มันควรจะเป็นเท่านั้นเอง
วิธีการปลุกเร้ากายใจให้สดชื่นนั้น คือ ถึงเวลาหิวก็กินข้าว ถึงเวลาอ่อนเพลียก็นอน ซึ่งเป็นท่วงทำนองของธรรมชาติ ที่ตัวตนจะดำรงอยู่ ณ ที่นี้อย่างแท้จริงอยู่เสมอ
จงใช้ชีวิตอยู่กับเหตุ ทิ้งผลไว้ให้แก่กฎอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล
จุดมุ่งหมายของเซน คือการทำให้เราตระหนักว่าไม่มีตัวตน
ใช้ชีวิตอยู่ในโลก แต่อย่าให้ฝุ่นของโลกเกาะติดได้ เหมือนดอกบัวเกิดในโคลนตม แต่ไม่ติดโคลนตมฉันนั้น
ชีวิตนี้แสนสั้น เราย่อมไม่อาจที่จะใช้ชีวิตที่มีเวลาอยู่นี้ ไปในการขบคิดใคร่ครวญเรื่องทางอภิปรัชญา อย่างไม่มีวันสิ้นสุด เพราะอภิปรัชญาไม่อาจนำไปสู่สัจจะอันยิ่งใหญ่ได้เลย
ชีวิตของเราจะสูญเปล่าไป หากเราหลีกหนีการใช้ชีวิตตามความจริง เมื่อไปอยู่ในโลกแห่งความคิดอันล้ำลึกแล้ว เราก็จะเป็นเพียงวิญญาณพเนจร หากยังวุ่นวายอยู่ด้วยความคิดว่ามีหรือไม่มี ชีวิตก็จะสูญเปล่าไปเสีย
ให้ดูทุกข์ และความไม่มีทุกข์ ที่มีอยู่ในใจ จึงจะเข้าถึงธรรมที่ปราศจากทุกข์ได้
ปาฏิหาริย์ที่แท้ อยู่ในชีวิตประจำวันธรรมดาๆ นี่เอง ให้กิจวัตรประจำวันดำเนินไปตามครรลองของมันอย่างเป็นธรรมชาติ ชีวิตคุณมีอยู่เพียงขณะเดียว อดีตก็ละไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด คนเราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ก็แต่ในขณะปัจจุบันเท่านั้น
เดี๋ยวนี้ คือสิ่งที่เรา เป็น มันไม่สามารถจะเป็น เป้าหมาย หรือ ภาวะ ที่เราจะต้อง มุ่ง ไปให้ถึง เดี๋ยวนี้ คือการกระทำ หรือ ความเคลื่อนไหว ซึ่งปรากฏอยู่ในขณะนี้ ก่อนที่ ความคิด จะปิดบังมันไว้เสีย
ถ้าเราพบความผิดในบุคคลอื่น เราเองก็ตกอยู่ในความผิดนั้นด้วยเหมือนกัน เมื่อผู้อื่นทำผิด เราไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่ เพราะมันจะเกิดความผิดขึ้นแก่เราเอง ในการที่จะไปรื้อหาความผิด
ทุกๆ ครั้งที่มีการเตือนตนเองให้ถ่อมตน อัตตาของตนก็จะขยายทั้งแง่ขอบเขตและกำลัง ความถ่อมตนที่แท้จะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่ได้นึกถึงความถ่อมตน วิปัสสนานั้นไม่ใช่การให้ความสำคัญแก่ตนเอง หรือการปฏิเสธละทิ้งตนเอง
มันจะมีประโยชน์อะไร ที่จะมานั่งอภิปรายกันว่า ต้นหญ้าและต้นไม้ตรัสรู้ได้อย่างไร ปัญหามันอยู่ที่ว่า ตัวท่านเองนั่นแหละ จะสามารถบรรลุถึงการตรัสรู้ได้อย่างไร
ยึดมั่นคราใดเป็นทุกข์ครานั้น การปฏิบัติทุกอย่างต้องมาลงที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น สิ่งใดหรือเรื่องใดที่ปฏิบัติแล้ว ยิ่งทำให้เกิดยึดมั่นถือมั่นมากยิ่งขึ้น ถือว่าผิดแล้ว
การตรัสรู้ธรรมหรือไม่ หาได้อยู่ที่การปฏิบัติเข้มงวด หรือเคร่งครัดเป็นเวลานานไม่ แต่ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ต่างหาก
ระหว่าง รู้ กับ ทำ นั้นช่างห่างไกลกันเสียเหลือเกิน
คำของปรมาจารย์รุ่นแรกสุดของเซ็น มีอยู่ 4 ประโยค
1. พ้นจากการบัญญัติ
2. เข้าถึงไม่ได้ด้วยการเรียนตามตำรา
3. ลัดตรงเข้าสู่ใจ
4. มองดู ( รู้ ) พุทธะก็เกิด
ฮวงโป
ไม่มีอะไรจะต้องลุถึง เพียงแต่ลืมตาตื่นเท่านั้นสิ่งๆ นั้นก็จะปรากฏแก่เธอ ( การลืมตาตื่นเพื่อเห็นสิ่งที่เต็มบริบูรณ์อยู่แล้วตรงหน้านั้น ไม่ได้หมายถึงการเริ่มลอกกิเลสเป็นชั้นๆ จนลอกหมดแล้วจึงตื่น แต่จิตนั้นเอง คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทันทีที่มีสติสัมปชัญญะ ไม่หลง ไม่เผลอ จิตปราศจากการครองคลุมของโมหะ เมื่อนั้นคือการตื่น หรือการรู้ ที่เราพูดถึงกันบ่อยๆ นั่นเอง
จิตที่ปราศจากโมหะ มีความรู้ตัว จะเห็นประจักษ์ธรรมต่อหน้าต่อตา เริ่มจากธรรมในฝ่ายที่เกิดดับ หรือสังขตธรรม จนปัญญาแก่รอบ สามารถปล่อยวางธรรมในฝ่ายที่เกิดดับได้ ก็จะเข้าไปรู้จักธรรมในฝ่ายที่ไม่เกิดไม่ดับ
ดังนั้น ทันทีที่รู้ ก็คือทันทีที่ตื่น พ้นจากภาวะหลับฝันทั้งที่ลืมตา และทันทีที่ตื่น จิตก็ถึงความเบิกบาน อันเป็นคุณสมบัติของจิตเอง ไม่ใช่รู้แล้วลอกกิเลสเป็นชั้นๆ ไปจนหมด จึงตื่น จิตรู้ หรือจิตตื่น มีความเบิกบานในตัวเอง ปลอดภัยอยู่ท่ามกลางความแปรปรวนและไฟกิเลส เหมือนลิ้นงู ในปากงู เหมือนดอกบัว ที่ไม่เปื้อนด้วยโคลนตม )
คนพาล ย่อมหลีกเลี่ยงปรากฏการณ์ภายนอก แต่ไม่หลีกเลี่ยงความคิดปรุงแต่ง คนฉลาดย่อมหลีกเลี่ยงความคิดปรุงแต่ง แต่ไม่หลีกเลี่ยงปรากฏการณ์ภายนอก
ท่านฮวงโป เดินเข้าไปในหอพระ เห็นรินไซ (หลินจิ) กำลังนั่งสัปหงกอยู่ ท่านฮวงโปเลยเอาไม้เท้าไปกระทุ้งพื้น พอรินไซเห็นก็แกล้งทำเป็นหลับต่อ พระอีกองค์นึงนั่งอยู่ใกล้ๆแต่ไม่สัปหงกกลับโดนท่านฮวงโปดุเอาว่า เอาแต่นั่งฟุ้งซ่านอยู่ได้ แล้วฮวงโปก็หันไปชมรินไซที่กำลังสัปหงกอยู่ว่า ปฏิบัติดี
รินไซ
เหมือนคนคิดว่าหัวของตัวเองหาย เมื่อเขาหยุดมองหาหัวของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาพบว่าไม่มีสิ่งใดต้องค้นหา
ก็รินไซนี่แหละครับ ที่ไปหาฮวงโปแล้วโดนกระบองตี เรื่องนี้ที่ผมเคยถามหลวงอา เพราะอ่านแล้วไม่เข้าใจเลย ท่านว่าธรรมะไปถามคนอื่นได้ไง หาได้ที่ตัวเอง
ตอนหลังท่านฮวงโปก็มอบให้รินไซสืบทอดคำสอนต่อ ท่านฮวงโปให้คนใช้ไปเอาตราประทับที่ได้จากอาจารย์ไปจ้างมาให้รินไซ (ตราประทับที่แสดงว่าท่านผู้นั้นสมควรได้รับการสืบทอดคำสอนไปยังรุ่นต่อไป สืบทอดกันมาเป็นรุ่นๆ พอฮวงโปสั่งคนใช้ให้ไปเอามา ท่านรินไซก็บอกให้คนใช้เอาไฟมาเผาด้วย
โพธิธรรม
อะไรเกิดขึ้นที่จิตก็ให้รู้ไป ไม่ต้องไปแบ่งแยกให้ค่าว่า อันนี้ถูก อันนี้ผิด ถ้าหลุดพ้นจากการให้ค่าพวกนี้ได้ ก็จะเข้าใจจิตได้ครับ
เค็งเซ็น
สิ่งที่ตาเธอเห็นอยู่นั่นแหละคือความจริง (ปรมัตถ์) ธรรมทั้งปวงก็คือปรมัตถ์ เธอจะต้องหาอะไรอีกเล่า
จ้าวโจ
บางที ก็มีพระมาถามว่า 'ผมถึงจุดที่ไม่ยึดถืออะไรแล้ว ผมจะต้องทำอย่างไรครับ' ท่านก็ตอบว่า 'ก็ทิ้งมันไว้ตรงนั้นสิ'
มีพระมาถามว่า 'ถ้าบรรลุถึงนิพพานแล้ว จิตจะเป็นยังไงครับ' ท่านอาจารย์บอกว่า 'ทำให้ถึงตรงนั้นก่อน แล้วฉันจะตามไปบอก'
พระองค์นึงถามอาจารย์จ้าวโจว่า 'ที่เมืองจีนใครเป็นอาจารย์องค์แรกครับ' ท่านจ้าวโจว่า 'ท่านโพธิธรรม' 'แล้วท่านอาจารย์เป็นอาจารย์อยู่ในลำดับที่เท่าไรครับ' 'ฉันอยู่นอกลำดับ' 'อยู่นอกลำดับแล้วตกลงอยู่ไหนครับ' 'อยู่ในหูเธอ' เข้าใจว่า พระองค์นั้นโดนดุเรื่องถามอยู่นั่นแหละ ก็พูดให้ฟังอยู่นี่แล้วยังไปสงสัยอะไรมากมาย คืออาจารย์องค์นี้ท่านมักจะใช้คำพูดให้ศิษย์หลุดออกมาจากความสงสัย อ่านดูศิษย์ท่านแต่ละคนช่างซักช่างถามเสียเหลือเกิน
โจซู
มีพระรูปหนึ่งไปถามท่านโจชูว่า ตัวเองปฏิบัติแบบนี้แล้วถูกรึเปล่า ท่านโจชูบอกว่าเริ่มปฏิบัติได้ก็ดีแล้วนี่ (ท่านไม่ตอบว่าถูกหรือผิดเลย) คำสอนพระท่านส่วนใหญ่จะเน้นให้ลูกศิษย์ละวางการให้ค่าสิ่งต่างๆ ที่เป็นคู่ๆ ว่า นี่ดี นี่ไม่ดี นี่ก้าวหน้า นี่ถอยหลัง อะไรทำนองนี้
อิ๊กคิวซัง
เหตุแห่งความทุกข์ และความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเกิดจากจิตที่เต็มไปด้วยอัตตา
Zen in the Martial Arts
สติที่เป็นสติสัมโพชฌงค์ ก็คือสติที่มีเองทุกขณะ โดยไม่ต้องออกแรงตั้งใจให้มีสติ และมีอยู่เองโดยไม่มีความต้องการที่จะให้มีสติ เพราะเห็นว่าสตินั้นมีประโยชน์
- วันทิพย์
การบรรลุธรรม หมายความอย่างง่ายๆ ถึงการตระหนักในความกลมกลืนกัน อันไม่อาจแบ่งแยกออกได้ในชีวิตประจำวัน ความรู้อันแท้จริงแล้วต้องผ่านประสบการณ์ตรง เราจะอธิบายรสน้ำตาลได้อย่างไร การบรรยายด้วยวาจาไม่อาจให้ความรู้สึกได้ การจะรู้รส ต้องมีประสบการณ์กับมัน ปรัชญาของศิลปแขนงนี้ ไม่ใช่ว่าจะครุ่นคิดออกมาได้เอง จะต้องมีประสบการณ์ ดังนั้น จึงช่วยไม่ได้ที่ถ้อยคำเป็นเพียงการนำความหมายไปได้บางส่วนเท่านั้น
- Joe Hyams
รู้จักคนอื่นเป็นความฉลาด รู้จักตนเองเป็นการตรัสรู้
- เล่าจื๊อ
เมื่อคุณแสวงหา คุณไม่อาจพบมัน
- บททายของเซน
คุณต้องเรียนรู้วิธีดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่อดีตหรืออนาคต เซนสอนว่า ชีวิตต้องยึดขณะปัจจุบัน โดยการอยู่กับปัจจุบัน คุณต้องสัมพันธ์กับตนเอง และสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ ต้องไม่ทำให้พลังของคุณกระจายไป ต้องพร้อมเสมอในปัจจุบัน ไม่มีความเสียใจต่ออดีต โดยการคิดถึงแต่อนาคต ก็ทำให้ปัจจุบันเบาบางลง เวลาที่จะดำรงอยู่คือ "เดี๋ยวนี้"
- อาจารย์หาน
ล่องลอยไปตามกระแส ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงปล่อยให้จิตใจเป็นอิสระอยู่ ด้วยความเป็นกลาง ด้วยการรับรู้สิ่งที่กระทำอยู่นั้น นี่เป็นสิ่งสูงสุด
- จวงจือ
จิตใจไม่ควรอยู่ที่ใดเป็นการเฉพาะ
- ต้ากวน
เวลาทำอะไร ทำให้ดี ขอให้ทำให้ไม่มีที่ติ ทำให้สุดความสามารถของคุณ แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญที่สุดด้านศิลปการต่อสู้ จะใช้เวลาหลายปีเรียนรู้เทคนิค และการเคลื่อนไหว นับร้อยท่าจนชำนาญ แต่ในยกหนึ่งๆ แชมป์จะใช้เทคนิคสี่หรือห้าอย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก เทคนิคเหล่านี้ เป็นเทคนิคที่เขาทำได้ดีเลิศ ไม่มีที่ติ ทั้งเขารู้ว่า เขาพึ่งเทคนิคเหล่านั้นได้
หยุดเปรียบเทียบตัวเองตอนสี่สิบห้ากับยี่สิบหรือสามสิบ อดีตเป็นมายา คุณต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และยอมรับว่า ตัวเองเป็นอะไรตอนนี้ สิ่งที่คุณขาด คือความยืดหยุ่น กับความปราดเปรียว ที่คุณต้องสร้างเสริมขึ้นมาด้วยความรู้ และการฝึกหัดอย่างคงเส้นคงวา
- บรุซ ลี

ปริศนาเซน และการสอน โดยการไม่สอน ไม่พูด
ถ้าท่านอ่านมาถึงตรงนี้ เกิดปัญหาขัดแย้งมากมาย นั่นเพราะท่านไปติด อยู่กับสมมติของภาษา ติดอยู่กับสิ่งที่รู้อยู่ก่อน มองไม่ออกถึงแก่น ของสิ่งที่เป็นจริง “การรู้ของจริง กับการจำของจริงมาพูด ” มันเป็นคนละเรื่องกัน ของจริงจะต้องรู้อย่างเดียวกัน (ของจริงในที่นี้คือ สภาวะ) แต่อาจอธิบายด้วยสำนวนภาษาที่ต่างกัน ผู้มีปัญญาเท่านั้นจึงจะเข้าใจกันได้
ผู้รู้ใช้ภาษาสมมติ แบบไม่แยแส เป็นตัวของตัวเอง เพราะรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวเอง มิได้จำคำที่ไหนมาพูด เมื่อจะสอนใครจึงรู้ถึงข้อจำกัด และ ความสามารถของสมมติภาษา จะสร้างความสับสนทางการตีความมากกว่า จะเกิดประโยชน์ในการปฏิบัต
ปริศนาธรรมของเซน ไม่ได้ให้มีไว้หาคำตอบเป็นสำคัญ แต่มีไว้สำหรับช่วงท้ายที่สุดในการตระหนักรู้ ว่าทำไม คนสอนถึงให้ปัญหานี้มา เพราะ ณ. จุดนั้น ผู้เรียนจะเข้าใจว่า อะไรคือ ต้นเหตุของความทุกข์ทั้งปวง
ปริศนาธรรมมีไว้เพื่อเปลี่ยนคนให้เป็น โสดาบัน ด้วยตัวของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อทำผู้ขบคิดให้เป็น อรหันต์ แต่หลังจากเป็นโสดาบันแล้ว จะพอมองออกเองว่า จะเดินไปจนสุดทางทำได้เช่นไร เมื่อนั้นปริศนาธรรมก็จะทำหน้าที่ต่อคนๆนั้นโดยสมบูรณ์


บทเพลงแห่งเซน
"การมีอยู่" ไม่ใช่ "การมีอยู่"
"การไม่มีอยู่" ไม่ใช่ "การไม่มีอยู่"
หากพลาดจากกฏนี้ไปแม้เพียงเท่าเส้นผม
จุดหมายก็จะอยู่ห่างไกลถึงพันไมล์
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นสู่ความเป็นจริง
ความดีที่เป็นรูปแบบใดๆย่อมไม่ปรากฏ
บุญกุศลที่ทำด้วยความยึดมั่น
ย่อมนำความเพลิดเพลินยินดีมาให้
แต่ก็เหมือนกับการยิงลูกศรขึ้นไปในอากาศ
เมื่อหมดแรงมันก็ตกลงมาที่พื้นอีก
จงทำงานตามลำพังเสมอ
จงเดินตามลำพังเสมอ
ศากยบุตรล้วนยากจนทางกาย
แต่ไม่ยากจนในวิถีทางแห่งเซน
เขาสวมเสื้อผ้าที่เก่าขาดเสมอ
แต่ย่อมแฝงเพชรอันมีค่ามิได้อยู่ภายใน
แม้ว่าจะใช้มันอย่างอิสระเพื่อช่วยผู้คนที่ผ่านพบ
ย่อมไม่มีทางที่จะใช้ได้หมดสิ้น
เมื่อไม่เข้าใจความหมายอันล้ำลึกของสรรพสิ่ง
สันติสุขแท้จริงของจิตใจก็ถูกรบกวนไม่ให้มีอยู่
การเปิดใจรับผัสสะและความคิดอย่างเต็มที่
ด้วยดวงจิตที่ตระหนักรู้ เป็นสิ่งเดียวกับธรรมชาติเดิมแท้.
พวกเซน มีปรัชญาชีวิตอย่างไร จึงใช้ชีวิตท้าทายโลก ท้าทายสังคม และท้าทายกฎระเบียบพิธีรีตองต่างๆ ทางศาสนาได้อย่างไม่ยี่หระอะไรเลย
บทความ "ปล่อยวางอย่างเซน" นี้จะเสนอปรัชญาชีวิตของเซนในรูปของบทความง่ายๆ อ่านสนุก จบเป็นตอนๆ ในตัวเอง โดยนำเอานิทานเซนและประวัติตลอดจนประสบการณ์ของอาจารย์เซนทั้งหลายมาประมวลไว้ พร้อมให้อรรถาธิบายโดยย่อประกอบ อันจะช่วยให้ทุกๆ ท่านสามารถทราบสาระแห่งเซนได้ดีขึ้น และสามารถเข้าถึงเซนในจิตใจของตนได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
พอล เรพส์ ได้เขียนไว้ในคำนำหนังสือ "เนื้อหนังและกระดูกแห่งเซน" (Paul Reps, Zen Flesh, Zen Bones, Peguin Books 1982) ว่า
ในประเทศจีน คำว่า เซน นี้จะถูกเรียกว่า ฌาน และฌานาจารย์หรือคณาจารย์เซนทั้งหลายนั้น แทนที่จะวางตัวเองในฐานะของศิษย์หรือสาวกแห่งพระพุทธะ กลับปรารถนาที่จะเป็นเพื่อนของพระองค์ คือมองว่าพระพุทธะเป็นเพื่อนผู้แสวงหาทางรอดด้วยกัน และยังกำหนดความสัมพันธ์ของท่านเหล่านั้นเองที่มีต่อจักรวาลนี้ ให้มีลักษณะเฉกเช่นพระพุทธะ และพระเยซูด้วย เหตุนั้น เซนจึงไม่ใช่นิกายแต่จะหมายถึงประสบการณ์ในการเข้าถึงธรรมเท่านั้น
กล่าวกันว่า ถ้าคุณมีเซนในชีวิตของคุณ คุณจะไม่มีความกลัว จะไม่มีความสงสัยอะไรในชีวิต จะไม่มีความละโมบ จะไม่มีอารมณ์อันปั่นป่วนรุนแรงชนิดเหวี่ยงไปสุดขั้ว (ดีใจสุด-เสียใจสุด เป็นต้น) และจะไม่มีอะไรมารบกวนคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำอันเห็นแก่ตัว หรือทัศนคติที่จำกัดเสรีใดๆ ก็ตาม คุณจะรับใช้มนุษยชาติอย่างสุภาพถ่อมตน และทำให้การมีชีวิตอยู่บนดลกนี้มีคุณค่าขึ้น ด้วยการเมตตาต่อทุกคน รวมทั้งให้ชีวิตของคุณล่วงผ่านไปดุจกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงไป จากดอกของมันด้วย ชีวิตจะมีแต่ความปลอดโปร่ง คุณจะเบิกบานกับชีวิตที่สงบอย่างล้ำลึก และนั่นเป็นสปิริต หรือวิญญาณของเซน ซึ่งมีเครื่องประดับเป็นวัดนับพันในประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น เป็นพระภิกษุและสามเณร เป็นทั้งความมั่งคั่งและเกียรติคุณ รวมไปถึงความเป็นพิธีรีตองต่างๆ ซึ่งมันจะข้ามไปให้พ้นด้วย
เซน คือ...
"อย่ายึดเอาข้อสรุปใดเป็นคำตอบ"
เซน คือ อะไร? สงสัยกันมาก สงสัยกันมานาน อ่านมาก็มาก ฟังมาก็มาก แต่เล้วเซน คืออะไร?
สิ่งที่พวกเซนเขามุ่งหมายกันนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดาทั่วๆ ไปที่บางคนเข้าใจ เพราะพวกเขาไม่สนใจเรื่องนรก-สวรรค์อะไรเลย แม้ว่าจะจัดว่าเป็นฝักใฝ่ทางศาสนาก็ตาม หากแต่เขามุ่งไปให้ไกลกว่านั้นมากนัก คือ เน้นไปที่ความหลุดพ้น การตรัสรู้ วิมุตติ การบรรลุธรรม ซึ่งดูให้ดี จะเห็นความแตกต่างไปจากแนวคติมหายานโดยทั่วไป ที่มักจะพากันเน้นที่การมุ่งเนำสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามพ้นวัฏสงสารให้ได้ก่อน แล้วตัวเองจึงค่อยบรรลุธรรม ดังนั้น ในแง่หนึ่ง เซน จึงคล้ายคลึกกับทางเถรวาทมาก และในข้อวัตรปฏิบัติบางประการ เซนก็ดูๆ ไปจะละม้ายกับเถรวาทสำนักวัดป่าที่เน้นวิปัสสนา เป็นอย่างมากเช่นกัน
ในขณะที่ท่านโตสุยกำลังทำน้ำส้มอยู่นั้น คนขอทานคนหนึ่งก็นำเอารูปของพระพุทธเจ้ามาให้ท่านใบหนึ่ง (รูปพระพุทธเจ้าอมิตาภะซึ่งฝ่ายมหายานถือว่า พระพุทธเจ้าองค์นี้อยู่ในสวรรค์ คอยช่วยเหลือมนุษย์ที่ท่องบนพระนามของพระองค์บ่อยๆ ให้ได้ขึ้นสวรรค์และจักได้นิพพานในเมืองสวรรค์นั้น) ท่านโตสุยได้แขวนภาพนั้นไว้ข้างฝาผนังกระท่อมของท่าน และเขียนไว้ที่ข้างๆ ภาพว่า
สิ่งที่พวกเซนเน้นมากก็เช่นเดียวกับคำสอนพุทธศาสนาสายอื่นๆ โดยทั่วๆ ไป คือเรื่องอนิจจัง เรื่องอนัตตา ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ความว่าง ฯลฯ
สุภูติ (สุ-ภู-ติ) เป็นศิษย์ของพระพุทธะรูปหนึ่งที่มีความสามารถเข้าใจในพลังอำนาจของความว่างได้เป็นอย่างดี ซึ่งมันก็เป็นแนวทัศนะที่ว่าไม่ได้มีอะไรปรากฏอยู่เลย นอกจากความสัมพันธ์ของอัตวิสัยและภาววิสัยเท่านั้น
เซน ตืออะไร ขอให้ขบกันต่อไป อย่ายึดเอาข้อสรุปใดเป็นคำตอบ จงแสวงหาไปอย่าหยุด จนกว่าจะพบ "เซน" เข้าด้วยตนเองอย่างตรงๆ
ปล่อยวางอย่างเซน
"ยึดมั่นคราใด เป็นทุกข์ครานั้น"
ความยึดมั่นถือมั่น เป็นโซ่ตรวนเส้นสำคัญที่ผูกพันพวกเราไว้ในวังวนแห่งวัฏสงสาร พระศาสดาเท่านั้นที่หักโซ่ตรวนเหล่านี้เสียได้ และพยายามสั่งสอนให้เราปฏิบัติตาม ทำลายโซ่ตรวนอันไร้สาระนี้เสีย
ท่านเว่ยหล่างหรือฮุยเหน็ง พระสังฆปรินายกแห่งเซนองค์ที่ 6 (สายจีน) ได้เน้นถึงความไม่ยึดมั่น ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นหัวใจของพุทธศาสนาอย่างหนึ่งทีเดียว การปฏิบัติทุกอย่างต้องมาลงที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดหรือเรื่องอะไรที่ปฏิบัติแล้วยิ่งทำให้เกิดยึดมั่นถือมั่นมากยิ่งขึ้นถือว่าผิด ไม่ยึดมั่น ในภาษาที่เราใช้กันโดยทั่วๆ ไปก็คือ "ปล่อยวาง" นั่นเอง ต้องรู้จักปล่อยวางเสียบ้างจะได้ไม่ทุกข์
ครั้งหนึ่งพระภิกษุทันซันและเอกิโด ร่วมเดินทางไปตามถนนซึ่งเป็นโคลนตมสายหนึ่ง ขณะนั้นฝนกำลังตกหนักจึงทำให้มีน้ำเจิ่งไปทั่วถนน เมื่อทั่งสององค์เดินมาถึงหัวโค้งถนน ก็พบหญิงสาวสวนคนหนึ่งแต่งกายด้วยเสื้อกิโมโนไหมที่มีสายคาดเป็นแพรเนื้อดี เธอไม่อาจเดินข้ามห้วงน้ำที่กำลังเจิ่งถนนตอนนั้นได้ (เพราะเกรงว่าเสื้ออันสวยงามของเธอจะเปียกเปื้อน) ทันใดนั้น พระภิกษุทันซันได้เดินเข้าไปหาหญิงสาวผู้นั้นและกล่าวว่า "มานี่ซิเธอ ฉันจะช่วย" ว่าแล้วก็อุ้มหญิงสาวบุกข้ามห้วงน้ำนั้นไป
ไหวพริบ - สิ่งอันเป็นที่ต้องการในทุกกรณี
"เราต้องไม่เข้าจัดการกับปัญหาต่างๆ ด้วยอารมณ์"
ในการเผชิญปัญหา ไม่ว่าปัญหาใดๆ การเดินหน้าเข้าใส่อย่างตรงๆ บางทีนอกจากไม่ได้ผลแล้วยังต้องเจ็บตัวฟรีอีกด้วย ในบางกรณีหรือส่วนมากแล้ว การใช้ไหวพริบเข้าจัดการอย่างมียุทธวิธีที่ดี จะอำนวยผลเป็นที่น่าพอใจเสมอๆ แต่ที่แน่ๆ เราต้องไม่เข้าจัดการกับปัญหาต่างๆ ด้วยอารมณ์ ด้วยอำนาจของโทสะ ต้องละมุนละม่อมและแยบคาย ดังประสบการณ์ของของอาจารย์บังเกอิเป็นตัวอย่างที่ตัวอย่างหนึ่ง
การที่อาจารย์บังเกอิมีผู้มาฟังมากๆ เช่นนี้ ทำให้พระนิกายนิชิเรนโกรธมาก เพราะบรรดาโยมอุปัฏฐากเขาได้หนีมาฟังคำสอนเซนกันหมด พระนิชิเรนผู้สำคัญตน (คิดถึงแต่ตนเอง เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง จึงได้มาที่วัดของอาจารย์บังเกอิ ตั้งใจจะมาโต้วาทะกับอาจารย์บังเกอิให้จงได้
เซนผู้ไม่หวั่นไหว
"พวกเซนก็เป็นอีกพวกหนึ่งที่ไม่กลัวความตาย"
ความตาย ใครๆ ก็กลัว หากไม่บ้าบิ่นหรือเลือดเข้าตา คนธรรมดาโดยทั่วๆ ไปต้องกลัวตาย… ที่จริงไม่ใช่กลัวตาย หากแต่เป็น "รักที่จะมีชีวิตอยู่" มากกว่า
ไม่ได้เสพติด "รส" ของการมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว พวกเซนก็เป็นอีกพวกหนึ่งที่ไม่กล้วความตาย หากจะตายขอตายอย่างมีสติรู้ตัว เผชิญหน้ากับความตายอย่างสงบๆ ไม่ต้องเรื่องมากวุ่นวายจนตายไปอย่างไร้สติดุจเช่นวัฒนธรรมการตายของคนสมัยใหม่ในปัจจุบัน
อาจารย์เซนชื่อโฮชิน ได้อาศัยอยู่ในประเทศจีนนานนับปี ต่อมา ท่านได้กลับมายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น มาสั่งสอนสานุศิษย์อยู่ที่นั่น เมื่อท่านชราภาพมากแล้วท่านได้เล่าถึงเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ที่ท่านได้ยินได้ฟังมา ให้แก่บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลายได้ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า
เคร่ง - ไม่เคร่ง
"ชีวิตที่มีค่าดูได้ที่เนื้อหาสาระ ไม่ใช่ดูที่รูปแบบอันสวยหรู"
รูปแบบและเนื้อหา เป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องคอยสังเกตอยู่ตลอดเวลา ในบางครั้งรูปแบบสวยหรูแต่ไม่มีเนื้อหาสาระเลย และบางครั้งรูปแบบไม่งดงาม หากแต่เต็มไปด้วยสาระ
ชีวิตที่มีค่าดูได้ที่เนื้อหาสาระของชีวิตนั้น ไม่ได้ดูที่รูปแบบอันสวยหรูของชีวิตนั้น รูปแบบโก้หรูแต่ที่จริงยากจน รูปแบบใหญ่โตน่านับถือ แต่เนื้อหาคือนักคอรัปชั่นชั้นเลว หรือรูปแบบเชยๆ เปิ่นๆ แต่เต็มไปด้วยความจริงใจสุจริต ฯลฯ กรณีมือถือสากปากถือศีล ก็เป็นเรื่องของรูปแบบและเนื้อหาเช่นกัน หรือหน้าซื่อใจคด ก็เช่นกัน
ในทางธรรม เมื่อเลิกอบายมุขแล้ว อย่าได้ไปดูถูกพวกที่ยังเลิกไม่ได้ว่าไม่ใช่คน เข้าวัดเข้าวาแล้วออกมาต้องสุขุม สงบ ใจเย็น มีแต่ความเอื้อเฟื้อและเมตตาต่อทุกๆ คน ทั้งมิตรและศัตรู ไม่ใช่ออกมาแล้วก็เหมือนเดิม อย่าเอาแต่รูปแบบว่าเข้าวัด นั่งฟังธรรม นั่งสมาธิ แต่เนื้อในแล้วใจคอเหี้ยมโหด ไม่ให้อภัยเพื่อนมนุษย์
วันหนึ่งอุนโชได้เยี่ยมตันซันผู้ซึ่งขณะนั้นกำลังดื่มเหล้าองุ่นอยู่ เครื่องดื่มชนิดนี้ไม่เป็นที่ต้องการให้แตะลิ้นของชาวพุทธเลยแม้แต่หยดเดียว
คนที่ไม่ถือศีลคงจะสู้คนที่ถือศีลไม่ได้ แต่คนถือศีลเยี่ยงอุนโชนี้ เห็นทีจะมีแต่รูปแบบ สู้ตันซันไม่ได้ เพราะตันซันยังใช้ชีวิตเป็นธรรมชาติมากกว่า ผู้รุปบอกว่า ที่จริงตันซันไม่ใช่นักเลงเหล้าอะไรดอก ที่ทำๆ ไปนั้นก็เพื่อจะสั่งสอนเพื่อนให้รู้รูปแบบและเนื้อหามากกว่า เพราะอย่างไรเสีย คนที่ไม่มีศีลก็จะสู้คนที่มีศีลมีธรรมไม่ได้
เปิดใจให้กว้างเอาไว้
"ปัญหาของสังคมและของปัจเจกบุคคลจะลดลงได้มา หากแต่ละคนเปิดใจให้กว้างไว้"
สังคมเจริญขึ้น เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น โลกที่เราอาศัยอยู่ดูจะเล้กลง แต่โลกแห่งการรับรู้ของเรากว้างขึ้น ทุกๆ วัน เราจะได้ยินได้ฟังได้พบได้เห็นอะไรๆ แปลกๆ ใหม่ๆ มากยิ่งขึ้นทุกทีๆ ถ้าเราไม่เปิดใจให้กว้างเอาไว้ ความขัดแย้งจะต้องเกิดมีขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสิ่งที่เราได้พบได้เห็นนั้นเกิดมาขัดกับทิฐิ หรือทฤษฎี หรือความคิด ความเชื่อของเราที่มีอยู่ก่อนนั้นเข้า
สิ่งอื่นนอกเหนือจากความรู้ความเข้าใจนอกเหนือจากที่เรารู้จัก อาจจะเป็นสิ่งที่ดี และถูกต้องยิ่งกว่าสิ่งที่เราได้เคยยึดถือเอาไว้ก็ได้ ไม่จำเป็นว่าของใหม่หรือคนอื่นจะผิดหมดแล้วของเราถูกอยู่แต่ผู้เดียว!
นักศึกษามหาวิทยาลัยผู้หนึ่งได้ไปเยี่ยมทานกาซัน และถามว่า "ท่านเคยอ่านพระคริสต์ธรรมคัมภีร์บ้างไหม?"
"ไม่เคยเลย อ่านให้ฉันฟังซิ" ท่านกาซันกล่าวตอบ
นักศึกษาผู้นั้นเปิดพระคัมภีร์ และอ่านจากท่อนของเซนต์แมทธิว "และทำไมท่านจึงคิดถึงเสื้อผ้า? จงคิดถึงต้นลิลลี่ในสนามซิ มันเติบโตขึ้นมาได้อย่างไร มันไม่ได้ทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ อีกทั้งยังไม่ได้ปั่นฝ้ายอีกด้วย และกระนั้นข้าพเจ้าก็จะบอกแก่ท่านว่า แม้แต่กษัตริย์โซโลมอน ในระยะที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูที่สุด ก็ยังไม่ได้รับการตกแต่งประดับประดางดงามเหมือนอย่างพวกมันเหล่านี้เหลย... เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปคิดถึงวันพรุ่งนี้ เพราะวันพรุ่งนี้จะคิดถึงสิ่งต่างๆ ด้วยตัวของมันเอง"
กาซันกล่าวขึ้นว่า "ใครก็ตามที่เปล่งถ้อยคำเหล่านี้ออกมา ฉันคิดว่า เขาเป็นผู้ที่ตรัสรู้แล้วคนหนึ่งทีเดียว"
นักศึกษาผู้นั้นอ่านต่อไปอีก "จงร้องขอแล้วมันจะถูกนำมาให้ท่าน จงแสวงหาแล้วท่านจะพบ จงเคาะแล้ว(ประตู) จะเปิดให้ท่าน เพราะทุกๆ คนที่ร้องขอจะได้รับ และผุ้ที่แสวงหาจะได้พบ และสำหรับผู้ที่เคาะ (ประตู) มันก็จะเปิดออก"
กาซันกล่าวเสริมอีกว่า "นี่ยอดเยี่ยมมาก ใครก็ตามที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้อยู่ไกลไปจากพุทธภาวะเลย"
ชีวิตประจำวันนั่นแหละคือเซน
"ชีวิตอย่าเซนก็คือชีวิตที่ธรรมดาๆ นั่นเอง"
พวกเรามีสัญชาตญาณอะไรบางอย่างที่ชอบสนใจเรื่องลึกลับๆ อะไรที่ดูง่ายๆ มักไม่ค่อยสนใจ เห็นไปว่าไร้ค่า ไม่น่านิยมยินดี พูดถึง "เซน " พวกเราก็มักนึกไปถึงอะไรบางอย่างที่ลึกลับๆ เข้าใจไม่ได้ พูดถึงการตรัสรู้ธรรม พวกเราก็นึกกันไปถึงอะไรบางอย่างที่เราจะได้รับมาจากการปฏิบัติท่าทางแปลกๆ รูปแบบพิสดารต่างๆ นานา และว่าเป็นสิ่งที่เร้นลับอย่างยิ่งยวด!
มีคำคมจีนประโยคหนึ่งที่ว่า "สูงสุดคืนสู่สามัญ" หมายความว่า ในที่สุดความต่ำต้องนั่นแหละที่สูงส่งที่สุด ความหมายก็อยู่ในนัยเดียวกันกับที่เรากำลังพินิจพิจารณากันอยู่นี้
เปรียบเทียบกับนักร้องก็ได้ เมื่อเริ่มแรกร้องเพลงไม่เป็นก็ร้องไม่ได้จังหวะจะโคน ฟังกระโดกกระเดกชอบกล พอขั้นที่สองเริ่มฝึกฝนก็ร้องได้อย่างมีระบบมีแบบแผน แตกต่างจากการร้องในขั้นที่หนึ่งอย่างยิ่ง มีทฤษฎี มีการกำหนดจังหวะเคร่งครัด ฯลฯ พอถึงขั้นที่สามที่เรียกว่าบรรลุธรรมทางการร้องเพลง ตอนนี้ ก็จะร้องเพลงกระโดกกระเดกและไร้ทฤษฎีอีกเช่นเดิม แต่ทว่าไม่เหมือนเดิมในขั้นแรกอีกแล้ว เพราะเป็นขั้นที่อยู่พ้นไปจากทฤษฎีต่างๆ ไม่ถูกกักขังอยู่ในวังวนแห่งทฤษฎีเช่นในขั้นที่สอง แต่ก็ไม่ใช่ไร้ทฤษฎีส่งเดชเช่นขั้นที่หนึ่ง หากแต่เป็นการไร้ทฤษฎี เพราะเป็นตัวทฤษฎีเสียเอง พอจะร้องเพลงก็เป็นเพลงเสียเอง ที่เรียกว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเพลง (เหมือนสำนวนนิยายกำลังภายในที่ว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับดาบ ดาบคือใจ หรือดาบอยู่ที่ใจนั่นเอง)
และก็มาถึงบทสรุปว่าเซนก็อยู่ในชีวิตประจำวันนั่นเอง เป็นชีวิตตามธรรมดาๆ นั่นเอง แต่ก็ไม่ใช่ธรรมดาตามธรรมดาที่เราเข้าใจกันอยู่โดยปกติทั่วไป ยิ่งเขียนยิ่งงง ดูเรื่องของเซนเขาดีกว่า
ดังนั้นกุสุดะจึงได้เดินทางไปเยี่ยมอาจารย์หนัน อิน เขานำเอามีดสั้นยาว 9 นิ้วครึ่งติดไปด้วย อยากจะพิสูจน์ให้รู้แน่ว่า ตัวอาจารย์น่ะกลัวตายหรือไม่
กุสุดะแวะไปเยี่ยมอาจารย์หนัน อิน 3 ครั้ง ทั้ง 3 ครั้งท่านหนัน อิน ก็บอกกับเขาเรื่องเดียวกันนั้นเอง "พวกหมดไม่ควรจะมาเสียเวลาที่นี่ เธอจงกลับไปบ้านและดูแลรักษาคนไข้ของเธอให้ดี"
กุสุดะ ขบปัญหาเรื่องมู (ไม่มีอะไร, ว่าง) เป็นเวลา 2 ปี ในที่สุด เขาก็คิดว่าเขาได้ลุถึงซึ่งระดับจิตอันมั่นคงแล้ว แต่อาจารย์กลับตอบกลับมาว่า "เธอยังไม่ถึงๆ"
โกอาน "มู ของโจซู" มีดังนี้ ในคัมภีร์แห่งมหายานกล่าวไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีธรรมชาติแห่งพุทธะด้วยกันทั้งนั้น (หมายถึงมีโอกาสตรัสรู้ได้ด้วยกันทั้งสิ้น) วันหนึ่ง พระรูปหนึ่งก็สงสัยในเรื่องนี้มาก และได้ไปเรียนถามอาจารย์โจซูว่า "อาจารย์ครับ แล้วหมามันมีธรรมชาติแห่งพุทธะหรือไม่ครับ" "มู" อาจารย์ตอบ
เงื่อนต่อสำคัญคือ ถ้าหากหมามีธรรมชาติแห่งพุทธะด้วยแล้ว ด้วยเหตุที่หมาเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ในสรรพสัตว์ทั้งหลาย เช่นนี้หมาก็คงจะบรรลุธรรมได้ด้วยละซิ... อาจารย์ตอบความช่างสงสัยนั้นด้วย "มู" ซึ่งตามตัวอักษรแปลว่าว่าง ไม่มีอะไร... พระรูปนั้นจะต้องขบปัญหานี้ให้แตกว่า "มู" ที่อาจารย์โจชูพูดนั้นหมายถึงอะไร ถ้าขบแตกก็จะบรรลุธรรม เห็นความหลอกลวงของปัญญาอย่างโลกๆ ที่อยู่ในวังวนแห่งอนิจลักษณะและอาตมลักษณะ (อัตตา) ฯลฯ และในเรื่องของกุสุดะ หมอหนุ่ม เขาก็เข้าใจเซนได้ในที่สุด
สปิริตแห่งเซน
"ชีวิตเซนเป็นชีวิตที่ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีอยู่แต่วันนี้"
สปิริตหรือจิตใจของเซน มีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร คำว่า "ไม่ถอย-ไม่สู้, ไม่อยู่-ไม่หนี" เป็นคำอธิบายขยายความสปิริตแห่งเซนได้ดี (แต่อ่านแล้วก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร?)
เมื่อทุกข์จงทุกข์ เมื่อสุขจงสุข มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ อดีตก็ละไปแล้ว อนาคนก็ยังไม่มา (อดีตเมื่อ 10 ปี 5 ปี ฯลฯ จนอดีตเมื่อวินาทีที่แล้วต่างก็ผ่านเลยไปแล้วไม่หวนกลับ, และอนาคตเมื่อ10 ปีข้างหน้า 5 ปีข้างหน้า ฯลฯ จนอนาคต "อีก 1 วินาทีข้างหน้า" ก็ยังไม่มาฉ จงใช้ชีวิตอยู่กับวันนี้ (ชั่วโมงนี้ นาทีนี้ วินาทีนี้) ทำขณะนี้ให้ดี วันพรุ่งนี้มันจะดูแลตัวของมันเองได้อย่ากังวลไปเลย... จนแม้แต่ความเป็นความตายก็ไม่สำคัญสำหรับเซน อยู่ที่จิตอันวิมุตติหลุดพ้น ปล่อยว่างวางธรรมทั้งปวงได้เป็นพอ
ชีวิตคุณมีอยู่เพียงขณะเดียว อดีตก็ละไปแล้ว อนาคนก็ยังไม่มา ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด "ไม่ถอย-ไม่สู้, ไม่อยู่-ไม่หนี"
ด้วยจิตอันโปร่งโล่ง
"รู้จักปลง รู้จักยอม รู้จักเย็น"
หมอผ่าตัดที่ว่าเก่งที่สุด พอลูกของตัวเองป่วยต้องผ่าตัด ก็ผ่าตัดลูกของตัวเองไม่ได้ ต้องขอให้หมอคนอื่นๆ ช่วยผ่าตัดให้ สถาปนิกยอดเยี่ยม ออกแบบบ้านใครต่อใครได้เลิศหรู พอถึงบ้านของตัวเองต้องขอให้สถาปนิกคนอื่นช่วยออกแบบให้ ตัวอย่างเช่นนี้มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
เมื่อเข้าไปที่วัดของโอบากุในเมืองเกียวโต เราจะเห็นตัวอักษรงดงามสลักอยู่เหนือประตูทางเข้ามีใจความว่า "หลักการอันแรกสุด" ตัวอักษรมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ คนที่ชอบการเล่นลายสืออันงดงามต่างพากันชื่นชมมันมากว่า เป็นผลงานอันยอดเยี่ยมจริงๆ ลายอักษรอันงดงามนี้วาดขึ้นโดยอาจาร์โกเสนเมื่อ 200 ปีมาแล้ว เมื่อครั้งที่อาจารย์โกเสนวาดมันขึ้นมา ท่านวาดมันลงบนกระดาษ แล้วจากนั้นคนงานก็นำมันไปขยายและสลักลงบนแผ่นไม้ ขณะที่อาจารย์โกเสนร่างตัวอักษรนั้น ศิษย์ผู้หนึ่งซึ่งออกจะห่ามๆ กล้าๆ อยู่สักหน่อยได้ช่วยฝนแท่งหมึก ทำน้ำหมึกสำหรับเขียนลายสือให้ท่าน อาจารย์หลายแกลลอนทีเดียว และวิพากษ์วิจารณืงานของอาจารย์ของเขามิได้หยุดหย่อน
"หลักการอันแรกสุด" คงจะไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการปล่อยวาง รู้จักปลง รู้จักยอม รู้จักเย็น และปล่อยให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปตามธรรมชาติ
"หากไม่ดูจิตก็จะไม่เห็นจิต จะไม่รู้จักตัวเอง"
เรื่องของกายไม่ค่อยมากเรื่องเท่าใดนัก เพียงไม่ป่วยไม่ไข้ก็ดีถมไปแล้ว (เรื่องการตกแต่งร่างกายให้สวยให้งาม นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่ง "เรื่องมาก" พอสมควร)
เซน ไม่เคยพลาดเรื่องนี้ เซนย้ำเสมอว่า การปฏิบัติธรรมเป็นการบำเพ็ญเพียรทางจิต เป็นการกระทำทางจิตใจ ดังโศลกของพระโพธิธรรมที่กล่าวว่า เซนเป็นการถ่ายทอดนอกคัมภีร์ ไม่พึ่งพาอยู่กับคำพูดหรือตัวอักษร ชี้ไปที่จิตให้เห็นจิต แล้วบรรลุเป็นพระพุทธะองค์หนึ่ง
ทำใจ
"ต้องมั่นใจให้ได้ว่า ไม่มีอะไรได้ดังใจเรา"
ชีวิตประจำวันของเราช่างเต็มไปด้วยปัญหาจริงๆ ปัญหาการเงิน ปัญหาการงาน (ทั้งการเมืองในสำนักงาน และปัญหาผู้ร่วมงานที่ร้ายกาจ ฯลฯ) ปัญหาครอบครัว ปัญหาความรัก ปัญหาคู่ครอง ปัญหาทางเพศ ฯลฯ ทำไมนะอะไรๆ ที่เราเข้าไปแตะจึงเป็นปัญหาไปเสียทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นอะไร ทำงานอะไร นายแบงก์ หรือเสมียนพนักงาน ต่างก็มีปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น จะใช้ชีวิตชาวบ้านหรือนักบวชก็ไม่เว้น แล้วจะทำอย่างไร?
ปัญหาทุกอย่างมีเหตุมีปัจจัยก่อให้เกิดขึ้นมา ผลักดันให้เกิดมีขึ้นมา หากขจัดเหตุแห่งปัญหาได้ ปัญหาก็จะสิ้นสุดลง แล้วจะทราบได้หรือไม่ว่า เหตุปัจจัยแห่งปัญหาของเรานั้นมีมาจากอะไร... ตอบว่า มันก็แล้วแต่ว่า เราจะมีเหตุมีปัจจัย ช่วยให้เราทราบถึงต้นเหตุแห่งปัญหานั้นหรือไม่ ...โอ๊ย! ปวดหัว
ทำใจได้ ก็จะสู้ต่อไปได้ ทำใจไม่ได้ก็จะหมดแรง ท้อถอย ว้าวุ้น แก้ปัญหาไม่ตรงจุดต่อไปอีก ทำใจยุ่งหนักขึ้นไปอีก ข้อสำคัญต้องมั่นใจให้ได้ว่า ไม่มีอะไรได้ดังใจเรา โลกนี้เป็นโลกแห่งเหตุผล มีแก่นสารเป็นความเปลี่ยนแปลงนิรันดร "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" ต้องแม่นยำอยู่ในคลองแห่งความคิดในจิตสำนึกอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีเหตุปัจจัยอย่างนั้น กรณีนั้นๆ ก็ต้องเกิดขึ้น และเราก็ต้องปลง ส่วนจะจัดทำแก้ไขอย่างไรต่อไป ก็ต้องดูว่ามีเหตุปัจจัยให้แก้ไขได้หรือไม่...ฯลฯ
ปลงให้ตก
"การปลง เป็นการยุติเรื่องนั้นให้หยุดอยู่แต่นั้น"
ภาษาไทยมีที่ใช้กว้างขวางลุ่มลึกมากในทางศาสนา คำบางคำช่วยบรรเทาทุกข์ได้ระดับหนึ่งทีเดียว (ไม่นับคำยุ สู้-สู้-สู้ หรือ ราวี-ราวี-ราวี) เมื่อมีเรื่องผิดคาด "มันเป็นเช่นนั้นเอง" มันเป็นของมันพรรค์นั้นแหละ" "รู้จักยอม-หยุด-เย็นเสียบ้างซิ" "จะไปยึดมั่นอะไรกันนักหนา" "สุดแต่บุญแต่กรรมเถอะ" "ปลงเสียเถอะแม่จำเนียร" ฯลฯ
ในกรณีทีเราทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำงานดีไม่มีเส้นสายเลยถูกกีดกัน ไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งกับเขาเสียที ก็ต้องปลง (ปลงให้ตกแล้วสู้ต่อไป อย่างชนิดที่ไม่มีความทุกข์ค้างอยู่ในจิต) ทำดีแทบตายแม่สามีไม่เห็นคุณความดีก็ต้องปลงให้ตก ท่านอาจจะเป็นคนเช่นนั้นมักก็ต้องเป็นเช่นนั้น จะไปทุกข์อะไรกับเรื่องนี้ แต่เราก็ต้องทำดีต่อไป (เพราะเรื่องดี-ไม่ดีในการกระทำของเรามันกระทบผูกพันที่ตัวเรา ไม่เกี่ยวกับคนอื่นว่าจะต้องมารับรองหรือไม่)
เก็สเส็น เป็นพระจิตรกรที่มีชื่อมากรูปหนึ่ง ก่อนที่ท่านจะเริ่มเขียนรูปหรือวาดรูป ท่านมักจะยืนกราน ให้มีการจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าเสมอๆ และค่าจ้างของท่านก็สูงเสียด้วย ผู้คนรู้จักท่านในนามของ "จิตรกรขี้เหนียว"
ดังนั้น วันต่อมาเก็สเส็น ก็ถูกเกอิชาคนนั้นตามตัวให้มาวาดภาพให้เธอขณะที่เธอกำลังจัดเลี้ยงรับรองแขกของเธออยู่ เก็สเส็นจัดการวาดภาพด้วยฝีมืออันงดงาม เมื่องานสำเร็จลง ท่านก็เรียกราคาค่าจ้างเป็นจำนวนเงินที่สูงที่สุดเท่าที่ว่าจ้างกันในเวลานั้น
เธอกล่าวแล้วก็เลิกกระโปรงชั้นนอกของเธอขึ้น และขอให้เก็สเส็นวาดภาพอีกภาพหนึ่ง ลงที่ด้านหลังของเพททิโคทของเธอ
"คุณจะจ่ายเท่าไร?" เก็สเส็นถาม
"โอ. เท่าไรก็ได้" หญิงสาวตอบ
เก็สเส็นเรียกราคาสูงลิ่ว แล้ววาดภาพอีกภาพหนึ่งตามที่เธอร้องขอ จากนั้นก็จากไป ทราบกันในเวลาต่อมาว่า เก็สเส็นมีเหตุผลบางประการในการต้องการเงินมาใช้จ่าย (คือ)
หลังจากที่เก็สเส็นได้สำเร็จผลในความปรารถนาทั้ง 3 ประการนี้แล้ว ท่านก็ขว้างพู่กันและอุปกรณ์ของจิตรกรทิ้ง และหลีกเร้นไปพำนักในภูเขา ไม่วาดภาพใดๆ อีกเลย
ปาฏิหาริย์
"มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ เป็นสัตว์ที่มีปัญญา และมีเหตุผล
แต่เมื่อตกอยู่ในปัญหา มนุษย์ก็เหมือนคนตาบอด"
นักจิตวิทยาท่านหนึ่งกล่าวว่า มนุษย์เรามีประสบการณ์ในการเป็นผู้รับมาตั้งแต่ก่อนเกิดทีเดียว อยู่ในครรภ์มารดา ก็ไม่ต้องทำอะไร คอยรับอาหารจากมารดาอย่างเดียว ออกซิเจนก็ได้จากมารดาเพื่อการหายใจ พอคลอดออกมาก็ยังได้รับการดูแลฟูมฟักหรือเอาอกเอาใจจากมาดาอีก ฉะนั้น มนุษย์จึงติดนิสัยการเป็นผู้รับ ไม่อยากเป็นผู้ให้ เคยชินต่อการรับจากบิดามารดามาตั้งแต่เด็กๆ และมักจะติดนิสัยเอาแต่ได้ ไม่ชอบให้คนอื่น รวมไปถึงไม่อยากแลกเปลี่ยน ไม่อยากซื้อ มีแต่อยากได้ของฟรีๆ มากๆ ทั้งสิ่งของและอารมณ์
แนวโน้มเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ จึงมีอยู่สูงในสังคมไทย ไม่ได้พูดว่าปาฏิหาริย์มีจริงหรือไม่นะ พูดเพียงแต่ว่า การยึดติดหรือหวังพึ่งพิงในปาฏิหาริย์มีอยู่สูงมากเท่านั้น สำนักทรงเจ้าในเมืองไทยมีอยู่มากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของพวกเรา ในสังคมที่ชอบการแก้ปัญหาแบบปฏิหาริย์...มี "ปัญหาทางการเมือง" ในที่ทำงานหรือขัดแย้งกับผู้ร่วมงานก็แอบไปปรึกษาคนทรงเจ้า ว่าจะมีทางแก้ไขอย่างไรบ้าง
ไปหาคนทรงแล้วก็ยังกังวลอีก เช่น คนทรงเจ้าคนนี้ทำนายแม่ยำดีไหม? เขามีตาทิพย์จริงๆ หรือ? หรือว่าเดาเอา? และถ้ามีตาทิพย์จริง อำนาจของเขาเสื่อมหรือยัง และ อ้อ.. ค่า "ครู" หรือค่าทำนายแพงไปไหม?
จิตที่ตกหรือจิตที่แฟบนั้น ทางศาสนาในหมู่นักปฏิบัติจะมีวิธี "ยกจิต" และในจิตที่ฟุ้ง นักปฏิบัติธรรมก็จะมีอุบายข่มจิตด้วย ถ้าทำไม่สำเร็จ ก็ต้องพึ่งกัลยาณมิตรหรือครูอาจารย์ให้ช่วย (ปลอบโยน-ดุด่า)
ถ้าเราไม่ต้องการพบกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา แต่สะดวกใจที่จะไปพึ่งคนทรง ก็ขอให้ตรวจสอบหรือสังเกตอะไรบางอย่างดังนี้...
เจ้าที่ดีหรือคนทรงเจ้าทีดี จะต้องให้ข้อแนะนำการปฏิบัติตนเป็นธรรมะอย่างง่ายๆ เพื่อให้ "ลูกช้าง" ทั้งหลายปฏิบัติธรรม ทำสมาธิภาวนา ด้วยเพื่อให้เกิดปัญญาหาทางออกจากปัญหาชีวิตได้ด้วยตัวของตัวเอง
ต้องทำด้วยตัวเอง คนอื่นแนะได้ ให้กำลังใจได้ แต่ตัวเองต้องทำด้วยตัวของตัวเอง ไม่ต้องไปรอปาฏิหาริย์จากใครอะไรที่ไหน "ถ้าคุณ่ำไม่ได้ (ละโลภ โกรธ หลง ไม่ได้) ก็ไม่มีอะไรจะมาช่วยได้ ไม่มีใครจะมาช่วยคุณได้" และที่จริง ปาฏิหาริย์ที่แท้ ก็อยู่ในชีวิตประจำวันธรรมดๆ นี่เอง
จัดชีวิตให้เป็นระเบียบ
"เคยชินต่อความเป็นระเบียบ แล้วจะประหยัดเวลา ประหยัดพลังงาน ประหยัดหัวสมอง"
โต๊ะทำงานก็รก บ้านก็รก ครัวก็รก เสื้อผ้าก็อีเหละเขะขะ จะทำอะไรก็ให้ว้าวุ่น วุ่นวายไปหมด งานง่ายๆ ก็เลยดูเป็นงานยาก เรื่องง่ายๆ อย่างเรื่องการแต่งตัวก็ยังลังเลว่าจะแต่งชุดไหนดี ใส่ตัวนี้เสร็จ ไม่ทันจะเดินไปได้กี่ก้าว เอ. เปลี่ยนเป็นอีกตัวหนึ่งดีกว่า เปลี่ยนอยู่นั่นแหละ ไม่รู้สึกสำนึกแ้แต่น้อยว่า กำลังใช้ชีวิตที่ซับซ้อนยุ่งเหยิง
คิดให้เป็นระเบียบ ทำให้เป็นระเบียบ จะเดิน จะนั่ง จะพูด ฯลฯ ต้องเดินต้องนั่งต้องพูด ฯลฯ ให้เป็นระเบียบ จะได้ไม่ต้องมาเสียพลังงานกับเรื่องยุ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ อันไม่จำเป็นขึ้นมาด้วย
โสเอน ชาขุ อาจารย์เซนชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้เดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวว่า "หัวใจของฉันเร่าร้อน (เผาไหม้) ดังไฟแต่ตาของฉันยังเย็นเฉียบดุจขี้เถ้าตายซาก" ท่านได้ตั้งกฎเกณฑ์ต่อไปนี้ขึ้น และท่านก็ปฏิบัติตามด้วย ตลอดชีวิตของท่าน
เซนเกะจิ อาจารย์เซนชาวจีนสมัยราชวงศ์ถัง ได้เขียนคำแนะนำให้แก่ลูกศิษย์ของท่านดังนี้
ผู้หญิงกับเซน
"ในเซนไม่มีหญิงไม่มีชาย มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ"
ในสังคมทั้งหลาย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ค่านิยมที่กดขี่ผู้หญิงหรือเอารัดเอาเปรียบผู้หญิง มีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา น่าอเนจอนาถใจจริงๆ แทนที่จะเห็นว่าเธอเป็นน้องสาวกลับไปคิดว่าเธอเป็นข้าทาสบริวารผู้รับใช้ ทำไมไม่คิดว่า เธอคือผู้เสริมชีวิตในโลกให้บริบูรณ์ เป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติที่สำคัญส่วนหนึ่ง อันจะขาดเสียมิได้
กิโช ได้ออกบวชเป็นแม่ชีเมื่ออายุได้ 10 ขวบ เธอได้รับการฝึกฝนดุจเดียวกันกับที่เด็กผู้ชายได้รับ เมื่อเธออายุได้ 16 ปี เธอได้เดินทางไปศึกษาธรรมกับอาจารย์หลายท่าน จากอาจารย์องค์นี้ไปสู่อาจารย์องค์นั้น เธอไปศึกษาอยู่กับอาจารย์อุนซัน 3 ปี ไปอยู่กับอาจารย์กุเคอิ 6 ปี แต่ก็ยังไม่อาจจะได้รับความเข้าใจที่ชัดเจน (เกี่ยวกับเซนหรือธรรม) ในที่สุด เธอก็ได้ไปหาอาจารย์อิซาน
กิโซ ได้ศึกษาอยู่กับอาจารย์อิซาน 13 ปี และในที่สุดเธอก็ได้พบกับสิ่งที่เธอเสาะแสวงหา! อาจารย์อิซานได้เขียนบทกวีสรรเสริญเธอไว้ดังนี้ "แม่ชีคนนี้ศึกษาอยู่ 13 ปี ภายใต้การชี้แนะของฉัน. ตอนเย็นเธอขบโกอานบทที่ลึกซึ้งที่สุด, ตอนเช้าเธอก็หมกตัวอยู่กับโกอานอีกบทหนึ่ง. แม่ชีชาวจีนชื่อเตจีมะซึ่งเก่งกว่าเธอ, และนับตั้งแต่มูจาขุมาทั้งหมดก็ไม่ได้เป็นคนจริงยิ่งกว่าเธอ-กิโชคนนี้! แต่นั่นก็ยังมีอีกหลายประตูที่เธอจะต้องผ่านไปให้ได้ตลอด. เธอยังคงน่าจะได้รับกำปั้นเหล็กของฉันเพิ่มเติมอีก."
ความคับแคบแห่งจิต
"หากไม่รู้จักตัวเอง เที่ยวเอาตัวเองไปเทียบเปรียบกับคนโน้นคนนี้
ไม่นานก็จะเห็นตัวเองน่าเกลียด"
ในโลกที่เจริญด้วยวัตถุธรรมเช่นทุกวันนี้ ดูๆ ไปแล้วมันก็เหมือนกับสวรรค์ในนิยายโบราณๆ ที่เราได้เคยอ่านกันมาเมื่อตอนเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการได้หูทิพย์ตาทิพย์ (โทรศัพท์ โทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์) หรือการดำน้ำลุยไฟ (เรือดำน้ำ ชุดสวมลุยไฟทนไฟ) ฯลฯ สมัยนี้พวกเราทำได้ทั้งนั้น จะไปไหนมาไหนก็ชั่วอึดใจเดียวเหาะไป (ขึ้นเครื่องบิน ยานอวกาศ) ไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ที่น่าอดสูใจก็คือ พวกเราที่อยู่บนโลกเป็นประดุจสวรรค์ ช่างไม่ได้ละม้ายแม้นเหมือนเทวดากับเขาเลย
คนสมัยไหนๆ ต่างก็มีกิเลสด้วยกันทั้งนั้น พระภิกษุที่ปฏิบัติบกพร่องก็มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว อะไรๆ ล้าหลังได้ แต่กิเลสไม่ล้าหลังกับใคร นอกจากนี้ยังอาจแปรรูปแสดงบทบาทได้กว้างขวางลึกล้ำยิ่งขึ้นเสียอีกด้วย หากไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักคุณความดีของตนเอง เที่ยวเอาตัวเองไปเทียบเปรียบกับคนโน้นคนนี้ ไม่นานก็จะเห็นตัวเองน่าเกลียดจนได้ และจะพาลอิจฉาตาร้อนคนอื่นๆ ไปอย่างไม่จำเป็น แล้วจะหาความสงบแห่งจิตได้ที่ไหน?
แม่ชีผู้หนึ่งซึ่งเสาะแสวงหาการตรัสรู้กับเขาด้วยคนหนึ่ง ได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นมาองค์หนึ่ง และเคลือบองค์พระด้วยทองคำเปลวเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ ไม่ว่าเธอจะไปยังที่ใด เธอจะนำพระพุทธรูปองค์นั้นไปด้วยเสมอ
เซนไม่เลือกปฏิบัติต่อ...
"ต้องเท่าเทียมกันในใจของเรา ไม่มีใครมาทำให้ใจของเรากระเพื่อมได้"
ความเสมอภาคมีอยู่จริงหรือ ในชีวิตประจำวันของเรา หรือว่ามีอยู่แต่ในทฤษฎีอันสวยหรูเท่านั้น? ความไม่เสมอภาคทางกายภาพ หรือทางร่างกายนั้น ยอมให้มีได้และเห็นได้ชัด แต่ความเสมอภาคทางจิตล่ะ มีไหม?
ในสังคมไทยมักคิดว่ามีคน 2 ระดับเท่านั้น คือผู้ใหญ่และผู้น้อย ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่ เราก็จะมีผู้น้อยอยู่ใต้เรา, หรือถ้าเราเป็นผู้น้อย ก็จะมีผู้ใหญ่อยู่เหนือเรา ไม่เคยเลยที่เราจะอยู่ตรงกลาง (ส่วนใหญ่เรามักจะจัดตัวเองเข้าไปในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้เสมอ ไม่น้อยก็ใหญ่ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วแต่สถานะความสัมพันธ์ในแต่ละขณะนั้นๆ)
จำเป็นอะไรที่จะต้องไปแสดงอำนาจต่อผู้น้อยด้วย ในเมื่อต่อผู้ใหญ่กว่าเรา อ่อนน้อมนอบน้อมเสียจนสุนัขที่ว่ามีความภักดีสูงยังต้องอาจ ภารโรงกับผู้จัดการมีอะไรต่างกันหรือ ในความเป็นมนุษย์ เราจึงมีใจหรือเพ่งใจเข้าใส่คนทั้ง 2 ต่างกัน สำหรับพระพุทธเจ้าแล้ว พระเทวทัตกับพระอานนท์ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลยในจิตของพระองค์ แต่พระพุทธองค์โปรดที่จะไปไหนมาไหนกับพระอานนท์มากกว่า แต่ไม่ใช่ว่าเพราะเกลียดพระเทวทัตแน่นอน
พระพ่อครัวรูปหนึ่งแห่งวัดของท่านบังเกอิ ชื่อ ไดเรียว ได้ตัดสินใจที่จะเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของท่านอายรย์ผู้ชรา ให้มากขึ้น และจะให้ท่านได้ฉันแต่มิโสที่สดๆ เท่านั้น (มิโส คือ แป้งถั่วเหลืองผสมกับแป้งข้าวสาลี หมักไว้จนชื้น ออกรสเปรี้ยว) ท่านบังเกอิได้สังเกตเห็นว่า ท่านได้รับมิโสที่ดีกว่าศิษย์ของท่านทั้งหมด ท่านจึงถามขึ้นว่า "วันนี้ใครเป็นพ่อครัว" (พระในวัดเซนจะต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาเป็นพ่อครัว ตามวาระที่กำหนดไว้ทั่วทุกองค์)
ไดเรียว จึงถูกส่งมาพบกับท่านบังเกอิ และท่านบังเกอิก็ได้ทราบว่า ด้วยเหตุแห่งวัยและตำแหน่งของท่านนั้น ท่านควรจะฉันแต่มิโสสดๆ เท่านั้น ดังนั้น ท่านจึงได้กล่าวแก่พระพ่อครัวว่า "แล้วเธอก็คิดว่าฉันไม่ควรจะกินอะไรเลย (ใช่ไหม?)" กล่าวเท่านี้แล้ว ท่านก็เข้าห้องของท่านและปิดประตูเงียบ
ไดเรียวนั่งอยู่ข้างนอกห้องของท่าน ร้องขออภัยจากอาจารย์ของเขา แต่ท่านบังเกอิไม่ตอบ จวบจน 7 วันผ่านไป ไดเรียวก็ยังนั่งอยู่ข้างนอก และท่านบังเกอินั่งอยู่ข้างใน
ในที่สุด พระผู้อุปัฏฐาก (รับใช้) องค์หนึ่งก็ตะโกนเรียกท่านบังเกอิด้วยเสียงอันดังลั่น "ท่านอาจจะถูก ท่านอาจารย์เฒ่า แต่เจ้าศิษย์น้อยผู้นี้ต้องกินอาหาร เขาไม่อาจจะอยู่ได้โดยไม่มีอาหารนะครับ!"
ได้ยินดังนั้น ท่านบังเกอิก็เปิดประตูออกมา ท่านยิ้ม และบอกแก่ไดเรียวว่า "ฉันยังยืนยันที่จะกินอาหารลักษณะเดียวกันกับลูกศิษย์ผู้ต่ำต้อยที่สุดของฉันอยู่ เมื่อเธอกลายเป็นครู ฉันไม่ต้องการให้เธอลืมเรื่องนี้"
กับคนบางคนพูดด้วยยาก
"คนมันไม่เหมือนกัน ต้องเข้าใจเขา เข้าใจเราให้ถูกต้อง"
วิชามนุษย์สัมพันธ์ ดูจะเป็นวิชาที่ท้าทายพวกเราในสังคมมาก ในเมื่อต้องอยู่ร่วมกันกับคนหมู่มาก ที่มีนิสัยใจคอและรสนิยมต่างๆ กันไป ซึ่งในทางศาสนาแล้ว เขาไม่คิดมาก พูดได้ด้วยสูตรสำเร็จว่า มนุษย์ทุกคนมีกิเลส คือ มีความโลภ โกรธ หลง เป็นสันดานอยู่แล้ว ไม่มากก็น้อยทุกคน หรือถ้าจะเจาะลงไปให้ลึก ก็ระบุไปว่า ปัญหาทุกอย่างอยู่ที่เรื่องตัวตน เกิดจากการมีตัวตน ยึดถือในตัวตน คิดว่ามีตัวของตัวที่แท้ เลยหล่อเลี้ยงปกป้องตัวหรือหน้าของตัว ใจของตัว ฯลฯ แล้วก็เกิดไปกระทบกระทั่งกับคนอื่นๆ ซึ่งต่างก็หล่อเลี้ยงและปกป้องตจัวของตัวเขาด้วยเช่นกัน เป็นปัญหาลูกโซ่ไม่รู้จบ... จะมองอย่างไรก็ถูกทั้งนั้น!
ใครที่มีเจ้านายแก่เหตุผลจะสบาย ถ้าทำอะไรๆ ตามหลักการตรงเผง แต่บรรยากาศจะดูแห้งๆ อย่างไรชอบกล เหมือนเดินไปบนพื้นดินแข็งโป๊ก ส่วนคนที่มีเจ้านายเจ้าอารมณ์ เอาแต่อารมณ์ ก็จะสบายถ้าหากทำถูกใจ (อาจเป็นการประจบสอพลอก็ยังได้ด้วย) ซึ่งบรรยากาศจะเหมือนกับเดินไปในแม่น้ำโคลน เดี๋ยวเจอดินแข็ง เดี๋ยวเจอหล่มโคนติดกึกกักอยู่ตรงนั้นเดายาก
กับเจ้านายบางครั้ง (ส่วนใหญ่) พูดด้วยยากมาก คือ ท่านไม่ค่อยจะเข้าใจอย่างที่เราจะให้เข้าใจ ท่านอยากเข้าใจของท่านอย่างนั้น พูดกับผู้ที่ต่ำกว่าเราในสายงาน หรือพูดกับเพื่อนร่วมงาน คู่ครอง เพื่อนบ้าน มิตรสหาย ฯลฯ ก็ในทำนองเดียวกัน พูดไปเถอะ เขาไม่ได้ยินกันดอก เขาได้ยินเสียงของตัวเขาเองในสมองดังกึกก้องอยู่ทุกเวลา พอเราอ้าปาก เขาก็ได้ยินเสียงก้องในสมองของเขาเอง แล้วว่าเราพูดอะไร มันจึงสื่อความกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ไม่ต้องนับถึงการพูดรู้เรื่องความกันดี แต่ไม่เอาเพราะไม่ถูกใจฉันอีกกรณีหนึ่ง การติดต่อสื่อสารสัมพันธ์กันนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ
ท่านโมกุไร เป็นอาจารย์เซนแห่งวัดเคนนินในเมืองเกียวโต ผู้มีชื่อเสียงมากองค์หนึ่ง ท่านชอบสนทนากับพ่อค้า นักหนังสือพิมพ์ เท่าๆ กับชอบสนทนากับลูกศิษย์ของท่าน ช่างทำถังน้ำคนหนึ่งเป็นคนไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เขาชอบมาถามปัญหาโง่ๆ กับท่านโมกุไร มาดื่มน้ำชาแล้วก็กลับ
วันหนึ่ง ขณะที่ช่างทำถังน้ำคนนั้นกำลังอยู่ที่นั่น ท่านอาจารย์ก็ประสงค์ที่จะให้คำแนะนำการปฏิบัติธรรมเป็นการส่วนตัวแก่ลูกศิษย์ของท่านคนหนึ่ง ดังนั้น ท่านจึงได้ขอร้องให้ช่างทำถังน้ำคนนั้นไปรอที่อีกห้องหนึ่ง
"ผมเข้าใจว่าท่านเป็นพระพุทธะที่มีชีวิต" ชายผู้นั้นประท้วงขึ้น "แม้แต่พระพุทธะหินในวันนี้ ก็ไม่เคยเลยที่จะปฏิเสธผู้คนทั้งหลายที่มาชุมนุมอยู่เฉพาะหน้าของพระองค์ แล้วทำไมผมจะต้องถูกกีดกันออกไปด้วยล่ะ?
ท่านโมกุไร จึงจำเป็นต้องออกไปพบกับลูกศิษย์ข้างนอก
ทุ่มชีวิตตามเจตจำนง
"เป้าหมายของใคร ก็เป้าหมายของคนนั้น"
ชีวิตของเรามีองค์ประกอบอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนคือ ชีวิตในทางกายภาพ ชีวิตในทางจิต และชีวิตในทางจิตวิญญาณ ดุลยภาพของชีวิต คือ การใช้ชีวิตให้สัดส่วนทั้ง 3 นี้ ได้ดุลกัน ไม่หนักไปในทางด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ ตั้งเป้าหมายไว้ทั้ง 3 หมวดแล้วตรวจสอบให้ดีว่า แต่ละหมวดนั้นเหมาะสมพอที่จะนำเอาไปเป็นอุดมคติ กำหนดแนวทางชีวิตได้หรือไม่
เป้าหมายทางจิต เราจะยกระดับจิตไปถึงไหน ต้องการเพียงไม่เป็นโรคจิตโรคประสาทเท่านั้นหรือ หรือว่าต้องการมีสุขภาพจิตดี มีความยิ้มแย้มแจ่มใส มีมนุษยสัมพันธ์ดี มองโลกในแง่ดี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จิตใจสงบ ฯลฯ
เป้าหมายทางจิตวิญญาณ เราจะวางไว้ลึกล้ำเพียงใด จะมุ่งหลุดพ้น หรือหวังเพียงแค่ได้บุญกุศลทั่วๆ ไป มุ่งขจัดความทุกข์ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มุ่งกำจัดตัวตนอันเป็นมายาพิสดาร ซึ่งเป็นที่มาแห่งปัญหาทั้งปวง หรือเพียงหวังแค่เป็นคนดีมีตัวตนที่ดี (บางคนอาจจะมุ่งหลุดพ้น ละความยึดมั่นถือมั่นในทุกสิ่งในโลกนี้อย่างสิ้นเชิง ปล่อยวางสิ้นเชิงก็เป็นได้ ฯลฯ)
เป้าหมายของใครก็เป้าหมายของคนนั้น ไม่มีการดีกว่าหรือแย่กว่ากัน "คนอื่นไม่เกี่ยว" ที่นอกเหนือไปจากการตั้งเป้าหมายให้ชีวิต ทั้ง 3 ระดับนั้นแล้ว ต่อแต่นี้ไปก็เหลืออยู่แต่การลงมือกระทำ หรือปฏิบัติตามเป้าหมายของเราที่ได้วางเอาไว้ให้สัมฤทธิ์ผลเท่านั้น เหมือนเดินเรือไปตามทิศทางที่เราได้ตกลงขีดเส้นลากเป็นอุดมคติไว้บนแผนที่เดินเรือแล้ว ไม่ช้าก็เร็วต้องถึงจุดหมายแน่นอน
แม่ชีในพระพุทธศาสนาคนหนึ่งชื่อ เรียวเนน เกิดเมื่อ ค.ศ.1797 เป็นหลานสาวของท่านชิเงน ผู้เป็นนักรบที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เธอมีความสามารถในเชิงกวีเป็นอย่างมาก ประกอบกับความงามอันน่าหลงใหลของเธอด้วย ทำให้ในวัยเพียง 17 ปี เธอก็ได้เข้าไปถวายการรับใช้พระจักรพรรดินีในพระราชวังหลวง และแม้แต่ในวัยอันเยาว์เช่นนั้น ชื่อเสียงก็รอคอยเธออยู่แล้ว ต่อมาพระจักรพรรดินีผู้เป็นที่รักได้สิ้นพระชนม์ลงโดยฉับพลัน ทำให้ความฝันอันงดงามและเต็มไปด้วยความหวังของเธอต้องมลายลงไปด้วย เธอเริ่มสำเหนียกรู้ถึงความไม่เที่ยงถาวรของชีวิตในโลกนี้อย่างรุนแรง และปรารถนาที่จะศึกษาเซน
เธอได้มาถึงเมืองเอโด และขอให้ท่าน เตจิกิว รับเธอไว้เป็นศิษย์ แต่ด้วยการเหลือมองดูเธอเพียงแวบเดียว ท่านอาจารย์ก็ปฏิเสธที่จะรับเธอไว้ว เพราะว่าเธอมีความสวยมากเกินไป เรียวเนนจึงเดินทางไปหาอาจารย์ท่านอื่นอีกท่านหนึ่ง คือท่านฮะกูโอะ ซึ่งท่านฮะกูโอะก็ปฏิเสธเธอด้วยเหตุผลเดียวกันนั้นเอง โดยกล่าวว่า ความงามของเธอมีแต่จะก่อให้เกิดเรื่องยุ่งขึ้น
"ในการรับใช้พระจักรพรรดินีของฉัน ฉันเผาธุปหอมเพื่ออบเสื้อผ้าของฉันให้หอมหวน
เดี๋ยวนี้ในฐานะของนักบวช (ผู้ภิกขาจาร) ที่ไร้บ้าน ฉันเผาใบหน้าของฉันเพื่อสู่วัดเซน"