"หากไม่ดูจิตก็จะไม่เห็นจิต จะไม่รู้จักตัวเอง"
เรื่องของกายไม่ค่อยมากเรื่องเท่าใดนัก เพียงไม่ป่วยไม่ไข้ก็ดีถมไปแล้ว (เรื่องการตกแต่งร่างกายให้สวยให้งาม นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่ง "เรื่องมาก" พอสมควร)
สำหรับเรื่องจิต เป็นเรื่องที่พวกเรามองข้ามกันเสมอ จนแม้กระทั่งการปฏิบัติธรรมก็ลืมปฏิบัติจิต ไปเน้นแต่รูปแบบท่าทางทางภายนอกกันไปเสียหมด พลาดจากสาระสำคัญไปเสียสิ้น ทั้งนี้เพราะ การปฏิบัติธรรมเป็นการปฏิบัติที่จิต ที่ร่างกายภายนอกนั้นไม่นับว่าเป็นประเด็นสำคัญอะไร ดังจะพบว่า บวชกายยังไม่สู้บวชใจ บางคนบวชกายโกนหัวเข้าวัดหรือเป็นนักบวชแต่ใจ "ต่ำ" ยิ่งกว่าชาวบ้านหัวดำๆ ที่อยู่ในสังคมโลก ซึ่งบวชใจแล้วไม่ได้
เซน ไม่เคยพลาดเรื่องนี้ เซนย้ำเสมอว่า การปฏิบัติธรรมเป็นการบำเพ็ญเพียรทางจิต เป็นการกระทำทางจิตใจ ดังโศลกของพระโพธิธรรมที่กล่าวว่า เซนเป็นการถ่ายทอดนอกคัมภีร์ ไม่พึ่งพาอยู่กับคำพูดหรือตัวอักษร ชี้ไปที่จิตให้เห็นจิต แล้วบรรลุเป็นพระพุทธะองค์หนึ่ง
เซน จึงเน้นการดูจิตดูใจเป็นสำคัญ และไปไกลถึงขนาดที่ว่านั่งสมาธิท่าอะไรก็ได้ ขอแต่ให้จิตมีสมาธิก็พอ ...แล้วพวกเราดูจิตกันบ้างหรือเปล่า? บางคนไม่เคยสังเกตจิตของตัวเองเลย แม้โกรธจัดอย่างไร ก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองโกรธ พอเพื่อนมาทักกลับเถียงอีกว่าไม่ได้โกรธ ที่เถียงนั่นก็ไม่ใช่ว่าจะเถียงแก้กลุ้ม หากแต่เถียงเพราะเข้าใจผิดด้วยไม่รู้ตัวว่า ตัวเองกำลังโกรธอยู่ ไม่รู้ว่าโกรธเพราะไม่เคยดูจิต จึงไม่รู้ว่าจิตปกติเป็นอย่างไร จิตที่โกรธเป็นอย่างไร จิตที่โลภเป็นอย่างไร จิตที่หลงเป็นอย่างไร
หลังจากที่อาจารย์บังเกอิได้มรณภาพไปแล้ว คนตาบอดคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ๆ กันกับวัดที่ท่านอาจารย์ได้เคยพำนักอยู่ได้พูดกับเพื่อนของเขาคนหนึ่งว่า "เพราะผมตาบอด ผมจึงไม่สามารถเฝ้าดูและสังเกตใบหน้าของคนอื่นๆ ได้ ดังนั้น ผมจึงต้องวินิจฉัยลักษณะอุปนิสัยของแต่ละคนโดยสังเกตเอาจากเสียงพูดของพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งตามปกติ เมื่อผมได้ยินใครคนหนึ่งกำลังแสดงความยินดีในความสำเร็จ หรือในความสุขของบุคคลอีกคนหนึ่ง ผมก็จะได้ยินน้ำเสียงแห่งความริษยา ปรากฏอยู่อย่างลึกๆ ด้วย และเมื่อมีการแสดงความเสียใจ และเห็นใจในโชคร้ายของบุคคล ผมก็ได้ยินความพอใจและความเบิกบานใจ ราวกับว่าคนที่เสียใจนั้นมีความดีใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ยังมีบางสิ่งหลงเหลืออยู่ให้เขาได้กอบโกยเอาไว้บ้างในโลกส่วนตัวของเขานั้น"