เซนไม่เลือกปฏิบัติต่อ...
"ต้องเท่าเทียมกันในใจของเรา ไม่มีใครมาทำให้ใจของเรากระเพื่อมได้"
ความเสมอภาคมีอยู่จริงหรือ ในชีวิตประจำวันของเรา หรือว่ามีอยู่แต่ในทฤษฎีอันสวยหรูเท่านั้น? ความไม่เสมอภาคทางกายภาพ หรือทางร่างกายนั้น ยอมให้มีได้และเห็นได้ชัด แต่ความเสมอภาคทางจิตล่ะ มีไหม?
ไม่จำเป็นว่ากายภาพไม่เสมอภาคแล้ว จิตจะเสมอภาคไม่ได้ จิตเสมอภาค หมายถึง ความสัมพันธ์ของเราที่มีต่อคนอื่นๆ นั้นท่าเทียมกันตลอด ไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด ไม่ใช่ว่าถ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เราจะนอบน้อม ถ้าเป็นคนที่ต่ำต้อยเราจะข่มขี่! อย่างนี้เรียกว่า ไม่เสมอภาคทางจิต (ในจิตของเรามีความไม่เสมอภาคเสียแล้วนั่นเอง)
ในสังคมไทยมักคิดว่ามีคน 2 ระดับเท่านั้น คือผู้ใหญ่และผู้น้อย ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่ เราก็จะมีผู้น้อยอยู่ใต้เรา, หรือถ้าเราเป็นผู้น้อย ก็จะมีผู้ใหญ่อยู่เหนือเรา ไม่เคยเลยที่เราจะอยู่ตรงกลาง (ส่วนใหญ่เรามักจะจัดตัวเองเข้าไปในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้เสมอ ไม่น้อยก็ใหญ่ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วแต่สถานะความสัมพันธ์ในแต่ละขณะนั้นๆ)
การจำแนกเป็นผู้ใหญ่-ผู้น้อย ไม่ใช่สิ่งที่น่าเกลียด และการมีสัมมาคาระวะ ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าเกลียด แต่ทว่าในทางจิตแล้ว ในจิตใจของเรา จะต้องดำรงอยู่ศูนย์กลาง คือเป็นกลาง ให้ความเสมอภาคเท่าเทียมกันทั้งแก่ผู้ใหญ่กว่าเรา และผู้น้อยกว่าเรา
จำเป็นอะไรที่จะต้องไปแสดงอำนาจต่อผู้น้อยด้วย ในเมื่อต่อผู้ใหญ่กว่าเรา อ่อนน้อมนอบน้อมเสียจนสุนัขที่ว่ามีความภักดีสูงยังต้องอาจ ภารโรงกับผู้จัดการมีอะไรต่างกันหรือ ในความเป็นมนุษย์ เราจึงมีใจหรือเพ่งใจเข้าใส่คนทั้ง 2 ต่างกัน สำหรับพระพุทธเจ้าแล้ว พระเทวทัตกับพระอานนท์ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลยในจิตของพระองค์ แต่พระพุทธองค์โปรดที่จะไปไหนมาไหนกับพระอานนท์มากกว่า แต่ไม่ใช่ว่าเพราะเกลียดพระเทวทัตแน่นอน
ดังนั้น สำหรับเราแล้ว ภารโรงกับผู้จัดการ ต้องเท่าเทียมกันในใจของเรา ไม่มีใครมาทำให้ใจของเรากระเพื่อมได้ แต่แน่ละแบบแผนการปฏิบัติตนในสังคม ต้องต่างกันไปตามกติกาของสังคมนั้นๆ ซึ่งก็ต้องไม่ใช่แตกต่างเพราะเลือกปฏิบัติ (คนไหนให้ผลประโยชน์ก็เข้าไปพินอบพิเทา ใครไม่ได้ให้คุณให้โทษ ก็ไม่สนใจไยดี หรือบางทีก็ข่มขู่เขาเล่นๆ ก็มี นี่เป็นวุฒิภาวะของ "เด็กอมมือ" ทางจิตวิญญาณทีเดียว จัดว่าเป็น "คนพาล" หรือคนที่ยัง "อ่อน" อยู่มากต่อสัจจะของโลก พาลแปลว่าอ่อน!)
พระพ่อครัวรูปหนึ่งแห่งวัดของท่านบังเกอิ ชื่อ ไดเรียว ได้ตัดสินใจที่จะเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของท่านอายรย์ผู้ชรา ให้มากขึ้น และจะให้ท่านได้ฉันแต่มิโสที่สดๆ เท่านั้น (มิโส คือ แป้งถั่วเหลืองผสมกับแป้งข้าวสาลี หมักไว้จนชื้น ออกรสเปรี้ยว) ท่านบังเกอิได้สังเกตเห็นว่า ท่านได้รับมิโสที่ดีกว่าศิษย์ของท่านทั้งหมด ท่านจึงถามขึ้นว่า "วันนี้ใครเป็นพ่อครัว" (พระในวัดเซนจะต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาเป็นพ่อครัว ตามวาระที่กำหนดไว้ทั่วทุกองค์)
ไดเรียว จึงถูกส่งมาพบกับท่านบังเกอิ และท่านบังเกอิก็ได้ทราบว่า ด้วยเหตุแห่งวัยและตำแหน่งของท่านนั้น ท่านควรจะฉันแต่มิโสสดๆ เท่านั้น ดังนั้น ท่านจึงได้กล่าวแก่พระพ่อครัวว่า "แล้วเธอก็คิดว่าฉันไม่ควรจะกินอะไรเลย (ใช่ไหม?)" กล่าวเท่านี้แล้ว ท่านก็เข้าห้องของท่านและปิดประตูเงียบ
ไดเรียวนั่งอยู่ข้างนอกห้องของท่าน ร้องขออภัยจากอาจารย์ของเขา แต่ท่านบังเกอิไม่ตอบ จวบจน 7 วันผ่านไป ไดเรียวก็ยังนั่งอยู่ข้างนอก และท่านบังเกอินั่งอยู่ข้างใน
ในที่สุด พระผู้อุปัฏฐาก (รับใช้) องค์หนึ่งก็ตะโกนเรียกท่านบังเกอิด้วยเสียงอันดังลั่น "ท่านอาจจะถูก ท่านอาจารย์เฒ่า แต่เจ้าศิษย์น้อยผู้นี้ต้องกินอาหาร เขาไม่อาจจะอยู่ได้โดยไม่มีอาหารนะครับ!"
ได้ยินดังนั้น ท่านบังเกอิก็เปิดประตูออกมา ท่านยิ้ม และบอกแก่ไดเรียวว่า "ฉันยังยืนยันที่จะกินอาหารลักษณะเดียวกันกับลูกศิษย์ผู้ต่ำต้อยที่สุดของฉันอยู่ เมื่อเธอกลายเป็นครู ฉันไม่ต้องการให้เธอลืมเรื่องนี้"