ชีวิตประจำวันนั่นแหละคือเซน

"ชีวิตอย่าเซนก็คือชีวิตที่ธรรมดาๆ นั่นเอง"

พวกเรามีสัญชาตญาณอะไรบางอย่างที่ชอบสนใจเรื่องลึกลับๆ อะไรที่ดูง่ายๆ มักไม่ค่อยสนใจ เห็นไปว่าไร้ค่า ไม่น่านิยมยินดี พูดถึง "เซน " พวกเราก็มักนึกไปถึงอะไรบางอย่างที่ลึกลับๆ เข้าใจไม่ได้ พูดถึงการตรัสรู้ธรรม พวกเราก็นึกกันไปถึงอะไรบางอย่างที่เราจะได้รับมาจากการปฏิบัติท่าทางแปลกๆ รูปแบบพิสดารต่างๆ นานา และว่าเป็นสิ่งที่เร้นลับอย่างยิ่งยวด!

ถ้ามีใครมาบอกว่าชีวิตอย่างเซน ก็คือชีวิตที่ธรรมดาๆ นั่นเอง คิดว่าพวกเราไม่น้อยคงจะสงสัย และไม่ค่อยจะเชื่อ หรือบอกว่าการตรัสรู้มิใช่ว่ารู้สิ่งใดๆ หากแต่เป็นการรู้จักจิตของตนอย่างถ่องแท้นั่นเอง พวกเราก็ดูจะไม่สะใจ ต้องดูดกันด้วยศัพท์หรูๆ หรือใช้ถ้อยคำแปลกๆ ให้ฟังกันแล้วเวียนหัว จึงจะดูน่าศรัทธาน่าเลื่อมใสดี! เป็นกันเสียอย่างนั้น

มีคำคมจีนประโยคหนึ่งที่ว่า "สูงสุดคืนสู่สามัญ" หมายความว่า ในที่สุดความต่ำต้องนั่นแหละที่สูงส่งที่สุด ความหมายก็อยู่ในนัยเดียวกันกับที่เรากำลังพินิจพิจารณากันอยู่นี้

ชีวิตของเรามีอยู่ด้วยกัน 3 ขั้นตอน แบ่งอย่างง่ายๆ คือ ขั้นแรก เป็นชีวิตธรรมดาสามัญของพวกเราชาวบ้านทั่วๆ ไป ขั้นที่สอง เป็นขั้นที่ปลีกตัวแยกออกต่างหาก จากกลุ่มกลายเป็นพวกพิเศษออกไปอย่างโดดเด่น บางทีถึงกับเป็นปฏิปักษ์ต่อชีวิต ตามขั้นตอนแรกเสียด้วยซ้ำไป พอขั้นที่สาม ชีวิตจะเป็นไปในรูปแบบเดิมเหมือนขั้นหนึ่งอีก แต่เป็นขั้นเดิมที่ไม่เหมือนขั้นเดิม หรือเป็นขั้นที่หนึ่งที่ไม่เหมือนขั้นที่หนึ่ง

เปรียบเทียบกับนักร้องก็ได้ เมื่อเริ่มแรกร้องเพลงไม่เป็นก็ร้องไม่ได้จังหวะจะโคน ฟังกระโดกกระเดกชอบกล พอขั้นที่สองเริ่มฝึกฝนก็ร้องได้อย่างมีระบบมีแบบแผน แตกต่างจากการร้องในขั้นที่หนึ่งอย่างยิ่ง มีทฤษฎี มีการกำหนดจังหวะเคร่งครัด ฯลฯ พอถึงขั้นที่สามที่เรียกว่าบรรลุธรรมทางการร้องเพลง ตอนนี้ ก็จะร้องเพลงกระโดกกระเดกและไร้ทฤษฎีอีกเช่นเดิม แต่ทว่าไม่เหมือนเดิมในขั้นแรกอีกแล้ว เพราะเป็นขั้นที่อยู่พ้นไปจากทฤษฎีต่างๆ ไม่ถูกกักขังอยู่ในวังวนแห่งทฤษฎีเช่นในขั้นที่สอง แต่ก็ไม่ใช่ไร้ทฤษฎีส่งเดชเช่นขั้นที่หนึ่ง หากแต่เป็นการไร้ทฤษฎี เพราะเป็นตัวทฤษฎีเสียเอง พอจะร้องเพลงก็เป็นเพลงเสียเอง ที่เรียกว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเพลง (เหมือนสำนวนนิยายกำลังภายในที่ว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับดาบ ดาบคือใจ หรือดาบอยู่ที่ใจนั่นเอง)

อาจารย์เซนท่านหนึ่งบอกว่า เมื่อแรกก่อนปฏิบัติเซนเห็นภูเขาเป็นภูเขา เห็นแม่น้ำเป็นแม่น้ำ พอปฏิบัติเซนก็เห็นภูเขาไม่ใช่ภูเขา แม่น้ำไม่ใช่แม่น้ำ แต่พอบรรลุธรรมก็เห็นภูเขาเป็นภูเขา เห็นแม่น้ำเป็นแม่น้ำอีก หรือในพระไตรปิฎกก็มีคำกล่าว่า เด็กเป็นฉายาของพระอรหันต์ คือเด็กเล็กๆ กับพระอรหันต์นั้นเหมือนกัน แต่ทว่าก็ไม่เหมือนกัน (เหมือนกันตรงที่จิตสะอาดเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันตรงที่พระอรหันต์ คือผู้ที่บรรลุแล้วจิตบริสุทธิ์ถาวรแล้ว ส่วนเด็กทารกยังไม่บรรลุธรรม จิตอันประภัสสรอาจจะถูกกิเลสจรเข้ามา ทำให้แปดเปื้อนเมื่อไรก็ได้)

และก็มาถึงบทสรุปว่าเซนก็อยู่ในชีวิตประจำวันนั่นเอง เป็นชีวิตตามธรรมดาๆ นั่นเอง แต่ก็ไม่ใช่ธรรมดาตามธรรมดาที่เราเข้าใจกันอยู่โดยปกติทั่วไป ยิ่งเขียนยิ่งงง ดูเรื่องของเซนเขาดีกว่า

นายแพทย์หนุ่มคนหนึ่งในเมืองโตเกียว ชื่อว่า กุสุดะ ได้พบกับเพื่อนร่วมวิทยาลัยคนหนึ่ง ซึ่งกำลังศึกษาเซนอยู่ จึงได้ถามเพื่อนคนนั้นว่า เซนคืออะไร
"ผมไม่สามารถจะบอกคุณได้ว่ามันคืออะไร" เพื่อนคนนั้นกล่าวตอบ "แต่สิ่งที่แน่นอนอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าคุณเข้าใจเซนคุณจะไม่กลัวตายเลย"
"ดีจริง" กุสุดะกล่าวขึ้น "ผมจะลองดู แล้วผมจะหาอาจารย์ได้ที่ไหน
"ไปหาอาจารย์หนัน อิน ซีครับ" เพื่อนผู้นั้นบอกกับหมอหนุ่ม

ดังนั้นกุสุดะจึงได้เดินทางไปเยี่ยมอาจารย์หนัน อิน เขานำเอามีดสั้นยาว 9 นิ้วครึ่งติดไปด้วย อยากจะพิสูจน์ให้รู้แน่ว่า ตัวอาจารย์น่ะกลัวตายหรือไม่

เมื่อท่านหนัน อินเห็นกุสุดะท่านก็อุทานว่า "สวัสดีเพื่อน เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือ?" เราไม่ได้เจอกันนานแล้วนะ!"
เรื่องนี้ทำให้กุสุดะงุนงงมาก เขากล่าวตอบว่า "เราไม่ได้เคยพบกันมาก่อนเลยนะครับ"
"เออ จริง" ท่านอาจารย์หนัน อินกล่าวตอบ "ฉันเข้าใจเธอผิดคิดว่าเป็นหมออีกคนหนึ่ง เขาเคยมาฟังคำสอนที่นี่"
ด้วยการเริ่มต้นเช่นนั้น กุสุดะก็หมดโอกาสทดสอบอาจารย์ เขาจึงเรียนถามอาจารย์หนัน อินอย่างไม่สู้เต็มใจใจนักว่า เขาจะรับคำสอนเซนได้บ้างหรือไม่
ท่านหนัน อินกล่าวขึ้นว่า "เซนไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเธอเป็นหมอ เธอจงรักษาและปฏิบัติต่อคนไข้ของเธอด้วยความเมตตากรุณา นั่นแหละเซนละ"

กุสุดะแวะไปเยี่ยมอาจารย์หนัน อิน 3 ครั้ง ทั้ง 3 ครั้งท่านหนัน อิน ก็บอกกับเขาเรื่องเดียวกันนั้นเอง "พวกหมดไม่ควรจะมาเสียเวลาที่นี่ เธอจงกลับไปบ้านและดูแลรักษาคนไข้ของเธอให้ดี"

กุสุดะไม่เข้าใจเลยว่าคำสอนเช่นนั้นจะช่วยขจัดความกลัวตายได้อย่างไร ดังนั้น ในการแวะเยี่ยมครั้งที่ 4 เขาจึงบ่นตออาจารย์ว่า "เพื่อนของผมบอกผมว่า ถ้าเราเรียนเซนเราก็จะหมดความกล้วตาย แต่ทุกครั้งที่ผมมาที่นี่ ทั้งหมดที่ท่านอาจารย์บอกผม ก็คือให้กลับไปดูแลรักษาคนไข้ของผมให้ดี ผมทราบเรื่งอนี้ดีอยู่แล้ว และถ้าท่านอาจารย์ว่านั่นเป็นเซนแล้วละก็ ผมจะไม่แวะมาเยี่ยมท่านอาจารย์อีก"
อาจารย์หนัน อิน ยิ้มและตบไหล่หมอเบาๆ "ฉันเข้มงวดต่อเธอมากเกินไปสักหน่อย เอาละ ฉันจะมอบโกอานให้แก่เธอสัก 1 บท" แล้วท่านก็มอบโกอาน "มู ของโจซู" ให้กุสุดะนำเอาไปเพ่งพินิจ โกอานบทนี้เป็นปัญหาสำหรับปลุกจิตบทแรก อยู่ในหนังสือรวมโกอานชื่อ "ประตูที่ไร้ประตู"

กุสุดะ ขบปัญหาเรื่องมู (ไม่มีอะไร, ว่าง) เป็นเวลา 2 ปี ในที่สุด เขาก็คิดว่าเขาได้ลุถึงซึ่งระดับจิตอันมั่นคงแล้ว แต่อาจารย์กลับตอบกลับมาว่า "เธอยังไม่ถึงๆ"

กุสุดะเพิ่งโกอ่านบทนั้นต่อไปอีก 1 ปีครึง จิตของเขาก็สงบเงียบลง ปัญหาต่างๆ สลายไป ความไม่มีอะไร (ความว่าง) กลายเป็นสัจจะสูงสุดสำหรับเขา เขาดูแลบริการคนไข้ของเขาอย่างดี และในที่สุดก็เป็นอิสระได้จากเรื่องตาย-เกิด (ชีวิตและความตาย) โดยไม่รู้ตัว เมื่อเขากลับไปเยี่ยมอาจารย์หนัน อินอีกครั้ง ท่านอาจารย์เฒ่าก็เพียงแต่ยิ้ม

โกอาน "มู ของโจซู" มีดังนี้ ในคัมภีร์แห่งมหายานกล่าวไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีธรรมชาติแห่งพุทธะด้วยกันทั้งนั้น (หมายถึงมีโอกาสตรัสรู้ได้ด้วยกันทั้งสิ้น) วันหนึ่ง พระรูปหนึ่งก็สงสัยในเรื่องนี้มาก และได้ไปเรียนถามอาจารย์โจซูว่า "อาจารย์ครับ แล้วหมามันมีธรรมชาติแห่งพุทธะหรือไม่ครับ" "มู" อาจารย์ตอบ
เงื่อนต่อสำคัญคือ ถ้าหากหมามีธรรมชาติแห่งพุทธะด้วยแล้ว ด้วยเหตุที่หมาเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ในสรรพสัตว์ทั้งหลาย เช่นนี้หมาก็คงจะบรรลุธรรมได้ด้วยละซิ... อาจารย์ตอบความช่างสงสัยนั้นด้วย "มู" ซึ่งตามตัวอักษรแปลว่าว่าง ไม่มีอะไร... พระรูปนั้นจะต้องขบปัญหานี้ให้แตกว่า "มู" ที่อาจารย์โจชูพูดนั้นหมายถึงอะไร ถ้าขบแตกก็จะบรรลุธรรม เห็นความหลอกลวงของปัญญาอย่างโลกๆ ที่อยู่ในวังวนแห่งอนิจลักษณะและอาตมลักษณะ (อัตตา) ฯลฯ และในเรื่องของกุสุดะ หมอหนุ่ม เขาก็เข้าใจเซนได้ในที่สุด