เปิดใจให้กว้างเอาไว้
"ปัญหาของสังคมและของปัจเจกบุคคลจะลดลงได้มา หากแต่ละคนเปิดใจให้กว้างไว้"
สังคมเจริญขึ้น เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น โลกที่เราอาศัยอยู่ดูจะเล้กลง แต่โลกแห่งการรับรู้ของเรากว้างขึ้น ทุกๆ วัน เราจะได้ยินได้ฟังได้พบได้เห็นอะไรๆ แปลกๆ ใหม่ๆ มากยิ่งขึ้นทุกทีๆ ถ้าเราไม่เปิดใจให้กว้างเอาไว้ ความขัดแย้งจะต้องเกิดมีขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสิ่งที่เราได้พบได้เห็นนั้นเกิดมาขัดกับทิฐิ หรือทฤษฎี หรือความคิด ความเชื่อของเราที่มีอยู่ก่อนนั้นเข้า
ยิ่งเทคโนโลยีก้าวไกลเท่าใด เราก็ต้องยิ่งเปิดใจให้กว้างมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เพราะมนุษย์จะมีความคิดความอ่านหลากหลายยิ่งขึ้นไปด้วยเช่นกัน
สิ่งอื่นนอกเหนือจากความรู้ความเข้าใจนอกเหนือจากที่เรารู้จัก อาจจะเป็นสิ่งที่ดี และถูกต้องยิ่งกว่าสิ่งที่เราได้เคยยึดถือเอาไว้ก็ได้ ไม่จำเป็นว่าของใหม่หรือคนอื่นจะผิดหมดแล้วของเราถูกอยู่แต่ผู้เดียว!
ปัญหาของสังคมและของปัจเจกบุคคลแต่ละคนจะลดลงได้มาก หากแต่ละคนเปิดใจให้กว้างไว้ และเข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น ไม่เอาแต่ทิฐิของตนเองเป็นศูนย์กลาง
นักศึกษามหาวิทยาลัยผู้หนึ่งได้ไปเยี่ยมทานกาซัน และถามว่า "ท่านเคยอ่านพระคริสต์ธรรมคัมภีร์บ้างไหม?"
"ไม่เคยเลย อ่านให้ฉันฟังซิ" ท่านกาซันกล่าวตอบ
นักศึกษาผู้นั้นเปิดพระคัมภีร์ และอ่านจากท่อนของเซนต์แมทธิว "และทำไมท่านจึงคิดถึงเสื้อผ้า? จงคิดถึงต้นลิลลี่ในสนามซิ มันเติบโตขึ้นมาได้อย่างไร มันไม่ได้ทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ อีกทั้งยังไม่ได้ปั่นฝ้ายอีกด้วย และกระนั้นข้าพเจ้าก็จะบอกแก่ท่านว่า แม้แต่กษัตริย์โซโลมอน ในระยะที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูที่สุด ก็ยังไม่ได้รับการตกแต่งประดับประดางดงามเหมือนอย่างพวกมันเหล่านี้เหลย... เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปคิดถึงวันพรุ่งนี้ เพราะวันพรุ่งนี้จะคิดถึงสิ่งต่างๆ ด้วยตัวของมันเอง"
กาซันกล่าวขึ้นว่า "ใครก็ตามที่เปล่งถ้อยคำเหล่านี้ออกมา ฉันคิดว่า เขาเป็นผู้ที่ตรัสรู้แล้วคนหนึ่งทีเดียว"
นักศึกษาผู้นั้นอ่านต่อไปอีก "จงร้องขอแล้วมันจะถูกนำมาให้ท่าน จงแสวงหาแล้วท่านจะพบ จงเคาะแล้ว(ประตู) จะเปิดให้ท่าน เพราะทุกๆ คนที่ร้องขอจะได้รับ และผุ้ที่แสวงหาจะได้พบ และสำหรับผู้ที่เคาะ (ประตู) มันก็จะเปิดออก"
กาซันกล่าวเสริมอีกว่า "นี่ยอดเยี่ยมมาก ใครก็ตามที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้อยู่ไกลไปจากพุทธภาวะเลย"