ปาฏิหาริย์

"มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ เป็นสัตว์ที่มีปัญญา และมีเหตุผล
แต่เมื่อตกอยู่ในปัญหา มนุษย์ก็เหมือนคนตาบอด"

นักจิตวิทยาท่านหนึ่งกล่าวว่า มนุษย์เรามีประสบการณ์ในการเป็นผู้รับมาตั้งแต่ก่อนเกิดทีเดียว อยู่ในครรภ์มารดา ก็ไม่ต้องทำอะไร คอยรับอาหารจากมารดาอย่างเดียว ออกซิเจนก็ได้จากมารดาเพื่อการหายใจ พอคลอดออกมาก็ยังได้รับการดูแลฟูมฟักหรือเอาอกเอาใจจากมาดาอีก ฉะนั้น มนุษย์จึงติดนิสัยการเป็นผู้รับ ไม่อยากเป็นผู้ให้ เคยชินต่อการรับจากบิดามารดามาตั้งแต่เด็กๆ และมักจะติดนิสัยเอาแต่ได้ ไม่ชอบให้คนอื่น รวมไปถึงไม่อยากแลกเปลี่ยน ไม่อยากซื้อ มีแต่อยากได้ของฟรีๆ มากๆ ทั้งสิ่งของและอารมณ์

จะจริงอย่างที่ท่านกล่าวหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องพินิจดู สิ่งแวดล้อมต่างกัน มนุษย์ก็เติบโตต่างกัน คนไทยเคยชินกับระบบอุปถัมภ์หรือระบบพึ่งพิงผู้อื่น เวลามีปัญหาก็อดไม่ได้ที่ต้องการ "อัศวินม้าขาว" มาช่วยเหลือ ไม่ว่าทั้งการบ้านหรือการเมืองก็ตาม ความคิดที่จะช่วยตัวเองมีน้อยมาก

แนวโน้มเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ จึงมีอยู่สูงในสังคมไทย ไม่ได้พูดว่าปาฏิหาริย์มีจริงหรือไม่นะ พูดเพียงแต่ว่า การยึดติดหรือหวังพึ่งพิงในปาฏิหาริย์มีอยู่สูงมากเท่านั้น สำนักทรงเจ้าในเมืองไทยมีอยู่มากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของพวกเรา ในสังคมที่ชอบการแก้ปัญหาแบบปฏิหาริย์...มี "ปัญหาทางการเมือง" ในที่ทำงานหรือขัดแย้งกับผู้ร่วมงานก็แอบไปปรึกษาคนทรงเจ้า ว่าจะมีทางแก้ไขอย่างไรบ้าง

จากหน่วยเล็ก มันก็คืบคลานเข้าไปสู่หน่วยใหญ่ด้วย เมื่อมีเคราะห์หรือสิ่งอันไม่พึงประสงค์เข้ามาเยี่ยมเยือนครอบครัวของเรา เราหันเข้าหาคนทรงเจ้าเพื่อการขจัดปัดเป่า และหลังจากนั้นในตำแหน่งนายธนาคาร หรือนักการมือง นักการทหาร ฯลฯ พวกเราก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเข้าหาคนทรงเจ้า เพื่อปัดเป่าให้ (โดยเราไม่ต้องทำอะไรเลย) และขอให้ทำนายโชคเคราะห์ของธุรกิจ หรือชะตากรรมของบ้านเมือง!

ไปหาคนทรงแล้วก็ยังกังวลอีก เช่น คนทรงเจ้าคนนี้ทำนายแม่ยำดีไหม? เขามีตาทิพย์จริงๆ หรือ? หรือว่าเดาเอา? และถ้ามีตาทิพย์จริง อำนาจของเขาเสื่อมหรือยัง และ อ้อ.. ค่า "ครู" หรือค่าทำนายแพงไปไหม?

ที่จริงมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ เป็นสัตว์ที่มีปัญญาและมีเหตุผล แต่เมื่อตกอยู่ในปัญหามนุษย์ก็เหมือนคนตาบอด มองอะไรไม่ออก มองอะไรไม่เห็น เขาเรียกว่า "จิตตก" คือมันดูมืดไปหมด เคว้งคว้างเหมือนลอยคออยู่กลางทะเลทีเดียว อะไรลอยผ่านมาก็คว้าไว้หมด เพื่อช่วยพยุงตัวเอาไว้ และการเข้าพึ่งคนทรงเจ้าก็เป็นกรณีหนึ่ง

จิตที่ตกหรือจิตที่แฟบนั้น ทางศาสนาในหมู่นักปฏิบัติจะมีวิธี "ยกจิต" และในจิตที่ฟุ้ง นักปฏิบัติธรรมก็จะมีอุบายข่มจิตด้วย ถ้าทำไม่สำเร็จ ก็ต้องพึ่งกัลยาณมิตรหรือครูอาจารย์ให้ช่วย (ปลอบโยน-ดุด่า)

ในคนธรรมดาทั่วไป เมื่อจิตตก ก็จะได้อาศัยความช่วยเหลือปลุกปลอบจิตจากเพื่อน หรือญาติ หรืออำนาจลึกลับของคนทรงเจ้า แทนที่จะพึ่งตัวเอง ซึ่งในแง่นี้ก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าศรัทธาและความหวัง

ถ้าเราไม่ต้องการพบกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา แต่สะดวกใจที่จะไปพึ่งคนทรง ก็ขอให้ตรวจสอบหรือสังเกตอะไรบางอย่างดังนี้...

ถ้าคุณเชื่อการทรงเจ้า จงอย่าวางใจคนทรงเจ้า หรือเจ้า ที่แนะนำให้เราทำอะไรๆ ที่มันผิดศีลธรรม

ถ้าคุณเชื่อการทรงเจ้า จงระวังและอย่ายอมเจ้าหรือคนทรงเจ้า ที่เรียกร้องเงินทองหรือของบูชาที่แพงๆ เพื่อเป็นค่าตอบแทนในการแก้ไขโชคชะตาที่เลวร้ายของเรา เจ้าที่แท้จริงน่าจะต้องเต็มไปด้วยเมตตา ต้องมาให้ ไม่ใช่มาเอา หรือไม่คนทรงเจ้า ก็จะเอาเสียเอง ยิ่งไปหาเจ้ายิ่งทุกข์มากขึ้น จะไปหาทำไม มีอะไรก็แก้ไขเอาเองไม่ดีกว่าหรือ?

ประการสุดท้าย ถ้าคุณเชื่อการทรงเจ้า จงสังเกตวิถีชีวิตของคนทรงเจ้า ด้วยว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไร เป็นคน "สะอาด" ไหม? มีศีลธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ต้องเป็นคนเสียสละมากทั้งเวลาและเงินทอง (มานั่งทรงเจ้าเลยไม่ได้ทำมาหากินร่ำรวยอย่างคนอื่นๆ และคนทรงที่แท้จะต้องเป็นคนจน ด้วยไม่โลภ) คือคนทรงเจ้าที่ดีจะต้องไม่โลภ และต้องอดทนเป็นคนที่มีความอดทนสูง

เจ้าที่ดีหรือคนทรงเจ้าทีดี จะต้องให้ข้อแนะนำการปฏิบัติตนเป็นธรรมะอย่างง่ายๆ เพื่อให้ "ลูกช้าง" ทั้งหลายปฏิบัติธรรม ทำสมาธิภาวนา ด้วยเพื่อให้เกิดปัญญาหาทางออกจากปัญหาชีวิตได้ด้วยตัวของตัวเอง

"มนุษย์มักไม่ค่อยตระหนักว่า การหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานทั้งหลาย มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่จิตของบุคคลแต่ละคนนั่นเอง เริ่มจากการละความโลภ (เอาอีก, เอาอีก) ความโกรธ (ไม่เอา, ผลักไส, ทำลาย) และความหลง (งุนงง, สงสัย, มัวเมา)"

ต้องทำด้วยตัวเอง คนอื่นแนะได้ ให้กำลังใจได้ แต่ตัวเองต้องทำด้วยตัวของตัวเอง ไม่ต้องไปรอปาฏิหาริย์จากใครอะไรที่ไหน "ถ้าคุณ่ำไม่ได้ (ละโลภ โกรธ หลง ไม่ได้) ก็ไม่มีอะไรจะมาช่วยได้ ไม่มีใครจะมาช่วยคุณได้" และที่จริง ปาฏิหาริย์ที่แท้ ก็อยู่ในชีวิตประจำวันธรรมดๆ นี่เอง

ในขณะที่ท่านอาจารย์บังเกอิ ทำการสอนศิษย์อยู่ที่วัดริวมอนนั้น พระนิกายชินชูองค์หนึ่ง (ซึ่งเป็นนิกายที่ถือว่า การกล่าวนามหรือท่องบ่นชื่อของพระพุทธเจ้าอมิตาภะ อันเป็นพระพุทธเจ้าแห่งควาารรักอยู่เสมอๆ จะทำให้ถึงซึ่งความหลุดพ้นได้) พระนิกายชินชูองค์นี้อิจฉาในการที่ท่านอาจารย์บังเกอิมีศิษย์มากมาย จึงเดินทางมาเพื่อทำการโต้วาทีกับท่านอาจารย์บังเกอิ

พระนิกายชินชู ได้ดินทางเข้ามาสู่ที่ประชุม ซึ่งอาจารย์บังเกอิกำลังเทศนาสั่งสอนศิษย์อยู่ และส่งเสียงรบกวน ท่านอาจารย์จึงได้หยุดเทศนาและถามถึงการส่งเสียงเช่นนั้น

พระนิกายชินชูองค์นั้น ได้กล่าวด้วยท่าทางวางโตว่า

"นี่แนะ อาจาย์บังเกอิ ท่านอาจารย์ผู้ก่อตั้งนิายของฉันนั้น สามารถแสดงปาฏิหาริย์ได้อย่างมหัศจรรย์ คือตัวท่านยืนชูพูกันอยู่บนแม่น้ำฝั่งนี้ แล้วให้ลูกศิษย์ชูกระดาษอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ท่านสามารถเขียนพระนามของพระพุทธเจ้าอมิตาภะพุทะะในอากาศได้ ให้ไปติดในกระดาษฝั่งโน้นได้ แล้วคุณล่ะทำอะไรที่เป็นปาฏิหารย์อย่างนี้ได้ไหม?"

ท่านอาจารย์บังเกอิกล่าวตอบอย่างสงบว่า "บางทีสุนัขจิ้งจอกของท่านอาจสามารถแสดงกลนั้นได้ แต่นั่นมันไม่ใช่วิธีการของเซน ปาฏิหาริย์ของฉันมีดังนี้คือ เมื่อฉันรู้สึกหิวฉันก็กิน และเมื่อรู้สึกกระหายฉันก็ดื่ม

ประหลาดจริง พวกเราอยากได้ปาฏิหาริย์ที่มหัศจรรย์ในชีวิตประจำวันของเรา ความขัดแย้งในการงานของเรา เราก็ต้องการแก้ไขด้วยปาฏิหาริย์ต่างๆ ไม่ชอบแก้ไขด้วยหลักมนุษยสัมพันธ์ จิตวิทยา ฯลฯ อย่างเรียบๆ ง่ายๆ แต่ในเซนเรากลับพบว่า ปาฏิหาริย์ที่แท้นั้น ก็อยู่ในวิถีชีวิตประจำวันเรียบๆ ง่ายๆ ของเรานั่นเอง อย่าไปดิ้นรนหาเรื่องอะไรอื่น มาสุมให้ต้องยุ่งยากคอยถากคอยถางมันออกทิ้งไปในภายหลังเลย!