เซนผู้ไม่หวั่นไหว
"พวกเซนก็เป็นอีกพวกหนึ่งที่ไม่กลัวความตาย"
ความตาย ใครๆ ก็กลัว หากไม่บ้าบิ่นหรือเลือดเข้าตา คนธรรมดาโดยทั่วๆ ไปต้องกลัวตาย… ที่จริงไม่ใช่กลัวตาย หากแต่เป็น "รักที่จะมีชีวิตอยู่" มากกว่า
ชาวพุทธที่แท้ไม่กลัวตาย เขาไม่ได้รักชีวิต เพราะรู้ว่าชีวิตและความตายเป็นเพียงธรรมชาติธรรมดาของโลกเท่านั้น และเขาหมดเยื่อใยต่อโลกเสียแล้ว
ไม่ได้เสพติด "รส" ของการมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว พวกเซนก็เป็นอีกพวกหนึ่งที่ไม่กล้วความตาย หากจะตายขอตายอย่างมีสติรู้ตัว เผชิญหน้ากับความตายอย่างสงบๆ ไม่ต้องเรื่องมากวุ่นวายจนตายไปอย่างไร้สติดุจเช่นวัฒนธรรมการตายของคนสมัยใหม่ในปัจจุบัน
วัฒนธรรมของชาวพุทธ ก่อนตายจะรำลึกถึงพระพุทธคุณ สั่งสอนลูกหลายเป็นวาระสุดท้ายถึงเรื่องราวของชีวิต การทำบุญทำทาน การปล่อยวาง และดับไปอย่างสงบอย่างมีสติรู้ตัวตลอดเวลา เป็นการเผชิญความตายอย่างกล้าหาญยิ่งใหญ่เพียงใดลองคิดดู
อาจารย์เซนชื่อโฮชิน ได้อาศัยอยู่ในประเทศจีนนานนับปี ต่อมา ท่านได้กลับมายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น มาสั่งสอนสานุศิษย์อยู่ที่นั่น เมื่อท่านชราภาพมากแล้วท่านได้เล่าถึงเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ที่ท่านได้ยินได้ฟังมา ให้แก่บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลายได้ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า
ในวันที่ 25 เดือนธันวาคมในปีหนึ่ง อาจารย์โตกุฟุ ผู้ชราภาพมากแล้วได้กล่าวแก่สานุศิษย์ของท่านว่า "ฉันจะไม่อยู่ไปถึงปีหน้า ดังนั้น พวกเธอทั้งหลายจงปฏิบัติต่อฉันในปีนี้ให้ดีๆ หน่อย" พวกลูกศิษย์พากันคิดว่าท่านพูดตลกหรือล้อเล่น แต่เพราะท่านเป็นครูผู้มีจิตใจอันยิ่งใหญ่ บรรดาลูกศิษย์แต่ละคนจึงผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาหาปฏิบัติรับใช้เลี้ยงดูท่านในวันต่อๆ มาของปีนั้น ในวันก่อนขึ้นปีใหม่ 1 วัน ท่านไดกุฟุได้กล่าวสรุปว่า "พวกเธอดีต่อฉันมาก ฉันจะจากพวกเธอไปในวันพรุ่งนี้แล้ว ในตอนบ่าย เมื่อหิมะได้หยุดแล้ว" พวกลูกศิษย์พากันหัวเราะ คิดกันไปว่าท่านอาจารย์แก่แล้วชอบพูดอะไรที่เหลวไหล เพราะว่าคืนนั้นอากาศแจ่มใสและปราศจากหิมะสิ้นเชิง แต่แล้วพอเที่ยงคืนหิมะก็เริ่มตกลงมา และในวันรุ่งขึ้น พวกเขาก็ไม่พบครูของพวกเขาเสียแล้ว พวกเขาพากันค้นหาไปจนถึงหอสมาธิ ที่นั่นท่านอาจารย์ของพวกเขานั่งสมาธิจากไปอย่างสงบ อาจารย์โฮชินผู้เล่าเรื่องนี้ได้บอกกับลูกศิษย์ทั้งหลายว่า "ไม่จำเป็นที่อาจารย์เซนจะต้องทำนายถึงการจากไปของท่าน แต่หากท่านปรารถนาที่จะทำเช่นนั้นท่านก็สามารถกระทำได้" "แล้วท่านละ ทำได้ไหม?" ลูกศิษย์คนหนึ่งถามขึ้น "ได้" ท่านอาจารย์โฮชินตอบ "ฉันจะแสดงให้พวกเธอดูถึงสิ่งที่ฉันสามารถกระทำได้ 7 วันนับแต่นี้ไป" ไม่มีลูกศิษย์คนใดเชื่อท่านเลย และพวกเขาทั้งหมดต่างก็พากันลืมคำพูดของอาจารย์ไปเสียสิ้น เมื่ออาจารย์โฮชินได้เรียกประชุมครั้งใหม่ "เมื่อ 7 วันที่แล้ว" ท่านกล่าวขึ้น "ฉันพูดว่าฉันจะจากพวกเธอไปแล้ว และมันเป็นธรรมเนียมที่จะต้องเขียนบทกวีอำลาขึ้น 1 บทด้วย แต่ฉันก็ไม่ได้เป็นทั้งกวีและไม่ได้เป็นทั้งนักเขียนลายสืออักษรงามด้วย พวกเธอคนหนึ่งจงมาช่วยจารึกคำสุดท้ายของฉันหน่อยเถิด" สานุศิษย์ของท่านพากันคิดว่าท่านกำลังล้อเล่น แต่มีคนหนึ่งเตรียมพร้อมเขียน "เธอพร้อมหรือยัง?" อาจารย์โฮชินถาม "พร้อมแล้วครับ ท่าน" ศิษย์ผู้นั้นตอบ ท่านอาจารย์โฮชินจึงบอกให้เขียนดังนี้ ฉันมาจากความสุกใส และกลับสู่ความสุกใส. นี่มันคืออะไร? บทกวียังขาดอยู่อีก 1 บรรทัด จากธรรมเนียมการเขียนซึ่งจะต้องมี 4 บรรทัด ดังนั้น ลูกศิษย์ผู้ทำหน้าที่เขียนตามคำบอกจึงพูดขึ้นว่า "อาจารย์ครับ เรายังขาดอยู่อีก 1 บรรทัดครับ" ท่านอาจารย์โฮชินตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังกึกก้องดุจสิงโต (ราชสีห์) ผู้มีชัยว่า "ก้า!" แล้วก็ดับลง (สิ้นลม, ตาย)
คำว่า "ก้า" นี้เป็นคำที่อาจารย์รินชาย นิยมใช้เป็นเครื่องมือปลุกจิตสำนึกของลูกศิษย์ให้ตื่นขึ้นเสมอๆ เช่น พระนั่งสัปหงกขณะอยู่ในชั่วโมงปฏิบัติสมาธิภาวนาจะถูกพระหัวหน้าผู้ควบคุมการฝึกเข้ามาตะโกน "ก้า" กรอกหูปลุกให้ตื่นเสมอๆ (รินชาย เป็นอาจารย์เซนชาวญี่ปุ่นผู้นำเซนสาขาฮวงโป มาสู่ประเทศญี่ปุ่นคนแรก และเซนสายนี้ ต่อมาเรียกกันว่า "รินชายเซน") อาจารย์แต่ละท่านจะมีวิธีการต่างๆ กันไปเป็นพิเศษเฉพาะตัว เช่น อาจารย์โตกุซัน หากมีลูกศิษย์มาถามปัญหาฟุ้งซ่านไร้สาระท่านจะ "หวด 30 ที"