ทุ่มชีวิตตามเจตจำนง
"เป้าหมายของใคร ก็เป้าหมายของคนนั้น"
ชีวิตของเรามีองค์ประกอบอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนคือ ชีวิตในทางกายภาพ ชีวิตในทางจิต และชีวิตในทางจิตวิญญาณ ดุลยภาพของชีวิต คือ การใช้ชีวิตให้สัดส่วนทั้ง 3 นี้ ได้ดุลกัน ไม่หนักไปในทางด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ ตั้งเป้าหมายไว้ทั้ง 3 หมวดแล้วตรวจสอบให้ดีว่า แต่ละหมวดนั้นเหมาะสมพอที่จะนำเอาไปเป็นอุดมคติ กำหนดแนวทางชีวิตได้หรือไม่
เป้าหมายทางกายหรือทางกายภาพ เราจะตั้งว่าอย่างไรดี บางคนมุ่งที่ความงาม บางคนมุ่งที่อายุยืน บางคนมุ่งที่ปัจจัย 4 อุดมสมบูรณ์ และก็มีบางคนมุ่งหมายเกินเลยออกไปกว่าปัจจัย 4 มีถึงปัจจัยที่ 5, 6, 7 ฯลฯ ลองกำหนดขึ้นมาเองก็แล้วกันว่า ทางวัตถุและกายภาพนั้น เราต้องการอะไร แค่ไหน กี่อย่าง
เป้าหมายทางจิต เราจะยกระดับจิตไปถึงไหน ต้องการเพียงไม่เป็นโรคจิตโรคประสาทเท่านั้นหรือ หรือว่าต้องการมีสุขภาพจิตดี มีความยิ้มแย้มแจ่มใส มีมนุษยสัมพันธ์ดี มองโลกในแง่ดี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จิตใจสงบ ฯลฯ
เป้าหมายทางจิตวิญญาณ เราจะวางไว้ลึกล้ำเพียงใด จะมุ่งหลุดพ้น หรือหวังเพียงแค่ได้บุญกุศลทั่วๆ ไป มุ่งขจัดความทุกข์ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มุ่งกำจัดตัวตนอันเป็นมายาพิสดาร ซึ่งเป็นที่มาแห่งปัญหาทั้งปวง หรือเพียงหวังแค่เป็นคนดีมีตัวตนที่ดี (บางคนอาจจะมุ่งหลุดพ้น ละความยึดมั่นถือมั่นในทุกสิ่งในโลกนี้อย่างสิ้นเชิง ปล่อยวางสิ้นเชิงก็เป็นได้ ฯลฯ)
ทุกคนควรจะลองร่างความต้องการหรือเป้าหมาย 3 ประการนี้ดูด้วยตนเอง และตรวจสอบตรวจทานให้ดี นำไปเป็นกรอบการดำเนินชีวิตได้ ทั้ง 3 ประการควรจะสอดคล้องต้องกันไปโดยตลอด ประสานกันให้ดี อย่างน้อยนึกถึงปัญหาให้ชัด เช่น หากเกิดโรคทางกาย เราไปหาหมอที่โรงพยาบาล โรคทางจิตก็ต้องไปหาจิตแพทย์ หรือหมอทางโรคประสาท โรงทางกาย และทางติตต้องมี "เงิน" สื่อกลางแห่งการแลกเปลี่ยนไปด้วยนะ และโรคทางจิตวิญญาณ ก็ต้องพึ่งหมอสูงสุด คือ พระพุทธเจ้าหรือพระศาสดาทั้งหลาย (ฟรี) ชีวิตของเราก็ต้องบรรลุเป้าหมายทั้ง 3 ประเภทนี้อย่างสอดคล้องต้องกันไปด้วย
เป้าหมายของใครก็เป้าหมายของคนนั้น ไม่มีการดีกว่าหรือแย่กว่ากัน "คนอื่นไม่เกี่ยว" ที่นอกเหนือไปจากการตั้งเป้าหมายให้ชีวิต ทั้ง 3 ระดับนั้นแล้ว ต่อแต่นี้ไปก็เหลืออยู่แต่การลงมือกระทำ หรือปฏิบัติตามเป้าหมายของเราที่ได้วางเอาไว้ให้สัมฤทธิ์ผลเท่านั้น เหมือนเดินเรือไปตามทิศทางที่เราได้ตกลงขีดเส้นลากเป็นอุดมคติไว้บนแผนที่เดินเรือแล้ว ไม่ช้าก็เร็วต้องถึงจุดหมายแน่นอน
แต่ทว่า เรามีความบากบั่นหนักแน่นเพียงพอกับภาระธุระนี้หรือไม่? เราจะยอมทุ่มชีวิตตามเจตจำนงที่ได้ตั้งเอาไว้อย่างดีแล้วนั้นหรือไม่?
แม่ชีในพระพุทธศาสนาคนหนึ่งชื่อ เรียวเนน เกิดเมื่อ ค.ศ.1797 เป็นหลานสาวของท่านชิเงน ผู้เป็นนักรบที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เธอมีความสามารถในเชิงกวีเป็นอย่างมาก ประกอบกับความงามอันน่าหลงใหลของเธอด้วย ทำให้ในวัยเพียง 17 ปี เธอก็ได้เข้าไปถวายการรับใช้พระจักรพรรดินีในพระราชวังหลวง และแม้แต่ในวัยอันเยาว์เช่นนั้น ชื่อเสียงก็รอคอยเธออยู่แล้ว ต่อมาพระจักรพรรดินีผู้เป็นที่รักได้สิ้นพระชนม์ลงโดยฉับพลัน ทำให้ความฝันอันงดงามและเต็มไปด้วยความหวังของเธอต้องมลายลงไปด้วย เธอเริ่มสำเหนียกรู้ถึงความไม่เที่ยงถาวรของชีวิตในโลกนี้อย่างรุนแรง และปรารถนาที่จะศึกษาเซน
อย่างไรก็ตาม บรรดาญาติของเธอก็ไม่เห็นด้วย และได้บังคับเธอให้เข้าสู่วิวาห์ โดยให้คำมั่นสัญญาว่า เธอจะออกบวชเป็นแม่ชีได้ หลังจากได้ให้กำเนิดบุตรอย่างน้อย 3 คนแล้วเท่านั้น ซึ่งเธอก็ยินยอมตกลงตามนั้น ไม่ทันถึงอายุ 25 ปี เธอก็สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ครบถ้วน ดังนั้น สามีและบรรดาญาติพี่น้องของเธอก็ไม่สามารถกีดกันเธอจากความปรารถนาอันเข้มแข็งของเธอได้ เธอจึงได้โกรศีรษะและใช้นามว่า เรียวเนน ซึ่งหมายถึง การประจักษ์แจ้งอย่างแจ่มชัด แล้วเริ่มต้นออกธุดงค์
เธอได้มาถึงเมืองเอโด และขอให้ท่าน เตจิกิว รับเธอไว้เป็นศิษย์ แต่ด้วยการเหลือมองดูเธอเพียงแวบเดียว ท่านอาจารย์ก็ปฏิเสธที่จะรับเธอไว้ว เพราะว่าเธอมีความสวยมากเกินไป เรียวเนนจึงเดินทางไปหาอาจารย์ท่านอื่นอีกท่านหนึ่ง คือท่านฮะกูโอะ ซึ่งท่านฮะกูโอะก็ปฏิเสธเธอด้วยเหตุผลเดียวกันนั้นเอง โดยกล่าวว่า ความงามของเธอมีแต่จะก่อให้เกิดเรื่องยุ่งขึ้น
เรียวเนนจึงได้นำเอาเหล็กร้อนมาวางนาบลงบนใบหน้าของเธอ และในชั่วพริบตาเดียว ความงามของเธอก็สูญหายไปตลอดกาล ท่านฮะกูโอะ จึงรับเธอไว้เป็นศิษย์ เพื่อระลึกโอกาสนี้ เรียวเนนจึงเขียนบทกวีขึ้นบทหนึ่ง บนด้านหลังของกระจกส่องหน้าเล็กๆ ว่า
"ในการรับใช้พระจักรพรรดินีของฉัน ฉันเผาธุปหอมเพื่ออบเสื้อผ้าของฉันให้หอมหวน
เดี๋ยวนี้ในฐานะของนักบวช (ผู้ภิกขาจาร) ที่ไร้บ้าน ฉันเผาใบหน้าของฉันเพื่อสู่วัดเซน"
เมื่อเธอกำลังจะจากโลกนี้ไป เธอได้เขียนบทกวีขึ้นอีกบทหนึ่ง
"หกสิบหกครั้งแล้วที่ดวงตาคู่นี้ได้เห็นการแปรเปลี่ยนไปของฉากภาพแห่งฤดูใบไม้ร่วง.
ฉันมีแสงจันทร์มากพอแล้ว. ไม่ขออะไรอีก. แต่ขอเพียงให้ได้ยินเสียงของตนสนและต้นสีดาเมื่อยามลมสงบเท่านั้น"