จากที่ท่านได้พูดถึงเรื่อง Hard และ Head นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจและต้องมีแทรกอยู่กับทุกหน่วยงาน ในเรื่อง Hard นั้นเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อนเป็นอย่างมากที่จะนำมาปฏิบัติทั้งๆที่ดูแล้วเป็นเหมือนเรื่องง่ายก็ตาม ซึ่งตัวดิฉันคิดว่าหากทำได้แล้วจะสามารถสร้างคุณค่าทางจิตใจได้เพิ่มมากขึ้น ส่วนในเรื่องของ Head นั้น เป็นเรื่องของกระบวนการคิดและนำมาปฏิบัติให้ได้ออกมาเป็นผลงาน คนที่มีเหตุที่ดีนั้นจะต้องมีทั้ง Mission และ Vision มองอะไรให้กว้างๆ ไม่ใช่ว่าเคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นตลอด
สังคมในปัจจุบันคนมี head มักจะได้ เปรียบคนมี heart ตัวอย่างเช่นการขับรถเวลารถติดคนมี head มักจะคิดหาช่องทางไปให้ไวกว่าโดยขับออกตรงทางเข้าหรือการออกทางซ้ายแล้วไปเบียดเข้าทำให้คนมีheart ไปได้ช้ากว่าหรืออาจเกิดเดือดร้อนได้รับอุบัติเหตุเพราะเบรคให้คนมี head
สรุปคนทำผิดได้ไปไวกว่าจริงหรือเปล่า?
จริงๆแล้วคนที่มี Heart ไม่ได้หมายความว่าไม่มี head …
ในทำนองเดียวกันคนมี head ไม่ได้หมายความว่าไม่มี Heart `แต่ทำอย่างไรทั้งสองสิ่งจะสมดุลนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข…
อย่างแรกที่ต้องกล่าวต้องเป็นคำว่าขอบพระคุณอย่างยิ่งที่ท่านได้สละเวลาอันมีค่าของท่านมาสอนพวกเรา นักศึกษาปริญญาโท ม.เกษตร คณะจิตวิทยาอุตสาหกรรม รุ่น 12
จากที่ท่านได้พูดถึงเรื่อง Hard และ Head นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจและต้องมีแทรกอยู่กับทุกหน่วยงาน ในเรื่อง Hard นั้นเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อนเป็นอย่างมากที่จะนำมาปฏิบัติทั้งๆที่ดูแล้วเป็นเหมือนเรื่องง่ายก็ตาม ซึ่งตัวดิฉันคิดว่าหากทำได้แล้วจะสามารถสร้างคุณค่าทางจิตใจได้เพิ่มมากขึ้น ส่วนในเรื่องของ Head นั้น เป็นเรื่องของกระบวนการคิดและนำมาปฏิบัติให้ได้ออกมาเป็นผลงาน คนที่มีเหตุที่ดีนั้นจะต้องมีทั้ง Mission และ Vision มองอะไรให้กว้างๆ ไม่ใช่ว่าเคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นตลอด
เมื่อวานที่ท่านพูดถึง Engineer นั้นดิฉันเองได้ทำงานอยู่ในแวดวงนี้ซึ่งเกี่ยวกับงานรับเหมาก่อสร้างซึ่งมีหัวหน้างานเป็นชาวญี่ปุ่น และเป็น Engineer ซึ่งการทำงานของเค้าไม่มีระบบระเบียบ คิดอยากจะทำ หรืออยากจะได้ของก็ต้องเอาเดี๋ยวนั้นจะไม่สนใจว่าจะหามาได้หรือไม่ หากได้ก็ดีไป แต่เมื่อไม่ได้ก็จะถูกตำหนิอย่างรุนแรง ทำให้พนักงานเกิดความท้อแท้ในการทำงาน ดิฉันเองก็ต้องทำงานร่วมกับเขาจึงพอที่จะทราบว่าทุกคนรู้สึกอย่างไร เพราะเจ้านายไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้ จึงอยากปรึกษาท่านว่าจะมีแก้ไขในเรื่องนี้อย่างไรบ้างคะ ควรที่จะพูดกันตรงๆเลยหรือไม่ หรือเป็นเพราะว่าวัฒนธรรรมของไทยและญี่ปุ่นต่างกัน
ต้องขอขอบคุณท่านอีกครั้งนะคะ
ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ได้มาให้ความรู้ เพื่อนำมาปรับปรุง ประยุต์ใช้ และได้มีมุมมองที่กว้างมากขึ้นใน สำหรับเรื่อง Hard และ Head ผมมองว่าจริงๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของกิจการ หัวหน้า หรือ พนักงาน รู้ว่ามันคืออะไร แต่ปัญหาที่เกิดคือ เมื่อรู้แล้วได้นำไปใช้จริงหรือไม่ ยอมรับกับความเปลียนแปลงที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ ทำจริงจังรึป่าว หรือเห็นเป็นแค่กระแสตามกันไป เห็นคนอื่นทำก็อยากทำบ้างเพื่อที่จะได้อวดได้ว่า ของเราก็แน่ อะไรที่ทันสมัยมีหมด แต่ไม่รู้ว่าเอามาแล้วเกิดประโยชน์อะไร มีแต่ในกระดาษ แต่วิธีปฏิบัติก็แบบเดิมๆ พอมีใครมาดูก็ปัดฝุ่น ผักชีโรยหน้ากันที แล้วเมื่อไหร่จะเจริญ และที่แย่กว่านั้นคือ รู้ไม่จริงแล้วนำมาใช้ อันนี้มองว่าแย่มากๆ ซึ่งสิ่งที่คิดว่าเราทำได้คือ ต้องให้ความรู้ ความเข้าใจ แลมีการติดตามผล เพื่อนำมาแก้ไข พัฒนาให้ดีขึ้น และที่ผมคิดว่าน่าจะทำให้ได้ดีนั้นต้อง "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" อย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง คิดว่าต้องเป็นอย่างที่เราคิด ถ้าคิดกันได้แบบนี้น่าจะทำให้ การแก้ปัญหา การพัฒนา เป็นไปด้วยดี และตรงตามความต้องการของทั้ง องค์การ และพนักงาน เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้
ในฐานะที่ท่านอาจารย์เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น และ นำเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไปเผยแพร่ในหมู่พวกเราชาวมอดินแดง ขอขอบพระคุณครับที่ท่านอาจารย์นำเรื่อง Blog มาใช้ในการ แลก เปลี่ยน เรียน รู้ โดยนำความรู้ฝังลึกเข้ามาร่วม "สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้"
เรียนอาจารย์ที่เคารพ ก่อนอื่นอยากจะบอกว่าไม่คิดว่าจะมีการโต้ตอบลักษณะความรู้แบบนี้ใน web ด้วย เพราะปกติไม่ค่อยชอบที่จะมาเขียนอะไรให้คนอื่นอ่าน แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ที่เราจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้กัน ที่ไม่ใช่เรื่องไร้สาระแบบกระทู้อื่น ๆ สิ่งที่อาจารย์ได้พูดถึงในตอนเริ่มแรกว่า ปัจจุบัน เราไม่ได้มองคนเป็นเพียงเรื่องของ Personnel , Human Resources หรือ Human Capital หากแต่กลายเป็นยุคของ Human Capacity Building คือทำอย่างไรให้เราจะสร้างและดึงศัยกภาพของคนในองค์การออกมาใช้ได้ ทุกคนย่อมมีศักยภาพในตัวเองไม่ว่าจะเป็นระดับผู้บริหารหรือพนักงานธรรมดา หากปัญหาขององค์การมันอยู่ที่ว่า ไม่มีใครดึงมันออกมาใช้ ไม่มีโอกาสได้แสดงศักยภาพ เราจึงต้องมีการสร้าง 2I ให้เกิดขึ้น และมีการพัฒนาประสานระหว่างทั้ง Head และ Heart เพื่อผลสัมฤทธ์ขององค์การที่ยั่งยืน สุดท้ายต้องขอขอบพระคุณที่อาจารย์สละเวลามาให้ความรู้ และข้อคิดกับนิสิต หวังว่าเพื่อน ๆ ที่ได้เข้าฟังทุกคน จะได้นำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ไปปรับใช้กับทั้งชีวิตการทำงานและการดำเนินชีวิตค่ะ
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณอาจารย์ที่สละเวลามาเปิดมุมมองให้กับพวกเรา ได้มองเห็นและเข้าใจในการบริหารคน การบริหารจัดการ(คน)ทุนขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ให้สอดคล้องกับสภาพวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ตามสภาพสังคม และเศรษฐกิจการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบัน ทำอย่างไรทีเราจะสามารถรักษาคนและทำให้ทุกคนสามารถเดินไปในทิศทางหรือแนวทางเดียวกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับองค์กรอย่างบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ สร้างความสำเร็จให้กับองค์กร โดยการนำหลักการ (2 H ) Head & Heart มาใช้ในการบริหารจัดการ โดยมีการกำหนดทิศทางมี Vision ,Mission หรือ Goal ทำให้ทุกคนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เข้าใจซึ่งกันและกัน ยอมรับและช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ถ้าเรานำทั้ง สติปัญญา และ จิตใจ มาใช้ในการบริหารจัดการทั้งส่วนรวมและส่วนตัวอย่างสมดุลและเหมาะสมแล้ว จะเกิดความสำเร็จทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวด้วย หวังว่าเพื่อนๆคงได้ประโยนช์ นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงต่อไป เหมือนอย่างดิฉันนะค่ะ สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณอาจารย์อีกครั้งค่ะ สำหรับมุมมองและแง่คิดดีๆที่อาจารย์มอบให้ค่ะ
ขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะที่ท่านอาจารย์ได้ให้ความรู้แก่พวกเรา ทำให้พวกเราทุกคนได้รับความรู้ใหม่ๆ เปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ได้เรียนรู้ถึงการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร คือต้องใช้หลักการของ Head and Heart ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกองค์กร ในการที่จะบริหารคน งาน องค์กรให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงการสร้าง 2I ให้เกิดขึ้น เพื่อให้เราสามารถสร้างและดึงเอาศักยภาพที่อยู่ในตัวเองออกมา เพื่อให้รู้ว่าเรามีความสามารถมากแค่ไหน และทำให้เราสามารถแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ เพื่อตัวและองค์กร หากทุกคนในองค์กรมีทักษะ ความรู้ความสามารถมาใช้ ทั้ง Head and Heart ก็จะมีความสุขกับการทำงาน เรียนรู้และเข้าใจเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า สามารถปรับตัวได้กับทุกสถานการณ์ ทุกคนต่างช่วยกันทำงานตามหน้าที่ของตน องค์กรนั้นก็จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ความรู้ที่ท่านอาจารย์ได้สอนจะนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตปัจจุบันและการทำงานเพื่อความสำเร็จในอนาคตต่อไปค่ะ ขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
สังคมในปัจจุบันคนมี head มักจะได้ เปรียบคนมี heart ตัวอย่างเช่นการขับรถเวลารถติดคนมี head มักจะคิดหาช่องทางไปให้ไวกว่าโดยขับออกตรงทางเข้าหรือการออกทางซ้ายแล้วไปเบียดเข้าทำให้คนมีheart ไปได้ช้ากว่าหรืออาจเกิดเดือดร้อนได้รับอุบัติเหตุเพราะเบรคให้คนมี head สรุปคนทำผิดได้ไปไวกว่าจริงหรือเปล่า?
จริงๆแล้วคนที่มี Heart ไม่ได้หมายความว่าไม่มี head … ในทำนองเดียวกันคนมี head ไม่ได้หมายความว่าไม่มี Heart `แต่ทำอย่างไรทั้งสองสิ่งจะสมดุลนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข…
ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ให้เกียรติมาแนะนำและกระตุ้นให้พวกเราได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแม้จะน้อยนิดตามที่ท่านได้แสดงวัตถุประสงค์เอาไว้ ประเด็นที่น่าสนใจที่ได้รับฟังวันนั้นคือ การนำองค์ความรู้(Head)และจิตวิทยา(Heart)นำมาผสมผสานกันในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งถ้าหากองค์การใดมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่ดี มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยใช้ทุนทั้ง8ประการ(8K)มาประยุกต์ใช้รวมทั้งได้ใช้สภาพแวดล้อมที่อาจมีผลกระทบต่อมนุษย์ให้เป็นโอกาสที่ดีในการที่จะปลูกคนซึ่งต้องอาศัยระยะเวลายาวนานตลอดชีวิต การมองผู้อื่นอย่างเข้าใจถึงความหลากหลายและมีความแตกต่างกันโดยมีโลกทัศน์ที่เปิดกว้าง มีจิตใจที่มีคุณธรรมเป็นเครื่องชี้นำ มโนธรรมในจิตสำนึกจะทำให้การปฏิบัติภารกิจต่างๆบรรลุผลสำเร็จ ส่งผลให้บรรยากาศการทำงานและการอยู่ร่วมในสังคมมีความสุขสงบได้คะ
ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงที่สละเวลาอันมีค่ายิ่งของอาจารย์มาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับพวกเราชาวจิตวิทยาอุตสาหกรรมภาคพิเศษค่ะ เพราะนอกจากอาจารย์จะให้ความรู้เรื่องในเรื่องการทำงานที่ต้องมีทั้ง head และ heart แล้ว ประสบการณ์เรื่องการใช้ชีวิตในสังคม การตรงต่อเวลา การรู้หน้าที่ก็เป็นส่วนสำคัญ ซึ่งในบางครั้งเรามองข้าม คิดว่าไม่เป็นอะไร จนเราทำเป็นนิสัย แต่หลังจากที่ท่านอาจารย์มาชี้แนะ ทำให้เราทราบว่าสิ่งทีเราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่สำคัญนั้นเราคิดผิด.....ขอบคุณจริงๆ ค่ะ
ขอขอบพระคุณอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์
ท่านได้สละเวลาอันมีค่ามาเป็นอาจารย์พิเศษให้กับพวกเราชาวจิตวิทยาอุตสาหกรรม ที่ศึกษาในเรื่องของจิตใจ (heart) แรกเริ่มที่ศึกษาดิฉันสนใจที่จะเรียนรู้ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับจิตใจมนุษย์ เพราะมันน่าสนใจ ยากที่จะรู้คำตอบที่แน่ชัด กำหนดไม่ได้ สืบเนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่มากระทบมากมาย ในการทำงานดิฉันมองอย่างคนที่เรียนจิตวิทยา มุ่งเน้นว่าทำไม หรือทำอย่างไรที่จะให้บรรยากาศในการทำงานมีความสุขที่สุด เหมือนที่เราอยู่บ้าน ทุกคนเอื้อเฟื้อ เอื้อประโยชน์ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดั่งญาติมิตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ในวันที่อาจารย์ให้แนวทางที่น่าสนใจว่า นอกจากจะรู้ในเรื่องของ heart แล้ว เรายังต้องมีความสนใจในเรื่องของ head ที่เราไม่เคยมองมาก่อน ดิฉันมองย้อนกลับไปที่หน่วยงานที่ทำงานอยู่จึงได้พบว่า จริงๆแล้ว หัวหน้า(ของดิฉัน) ไม่เคยมุ่งเน้นที่จะสร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจ ชี้แจงแนวทางในการปฏิบัติงาน ให้กับลูกน้องได้มีความเข้าใจในจุดนั้นเลย ทำให้งานออกมาดีในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงจุดสูงสุดที่ควรจะเป็น จึงทำให้ดิฉันได้ตระหนักแล้วว่า การบริหารงานนั้น มุ่งเน้นเพียง heart หรือ head เพียงอย่างเดียวไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ความรู้ที่ได้รับในวันนั้นเป็นประโยชน์กับดิฉันในวันนี้เป็นอย่างมาก
ขอขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ
ก่อนอื่นต้องกราบขอบคุณอาจารย์ที่เสียสละเวลาเพื่อมาให้ความรู้แก่พวกเรา นักศึกษาโครงการปริญญาโท ภาคจิตวิทยาอุตสาหกรรม รุ่นที่ 12
ความรู้ที่ได้รับในวันนั้น ทำให้ดิฉันมีความเข้าใจถึงศิลปการทำงานร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะภายในองค์การที่ทำงานอยู่หรือการทำงานที่ไม่ใช่ในองค์การของตนเอง เพราะการทำงานนั้นนอกจากต้องอาศัยความรู้ ที่มีต่องานหรือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ รับรู้และเข้าใจเป้าหมายขององค์การยังต้องรวมไปถึงการมีศิลปที่ต้องใช้เพื่อการอยู่ร่วมกันอีกด้วย ซึ่งเปรียบเสมือน haed และ heart ดังที่อาจารย์ได้พูดถึง ซึ่งดิฉันเห็นด้วยว่าเป็นการใช้จิตวิทยาเพื่อการบริหารงานบุคคลได้อย่างแท้จริง เพราะนอกจากผู้บริหารที่เก่งงานแล้วในยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับผู้ทำงาน (หรือทีเรียกว่ายุคของ Munan Capacities Bulding) เพื่อให้องค์ดำเนินอยู่ได้ เป็นเรื่องที่ผู้บริหารจะละเลยไปมิได้ การนำจิตวิทยาเข้ามาใช้เพื่อการบริหารที่อาจารย์ได้เสนอในทฤษฎี 2I เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกรทำงานของพนักงาน(Function Valuadded) คือ การมีInspriration และ Imagination ซึ่งจะส่งผลถึงการทำงานในระยะยาวของบุคคล และถ้าบรรยากาศในการทำงานเอื้ออำนวยก็จะส่งผลดีถึงองค์การในที่สุดด้วย
สำหรับผู้ที่ยังไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการแล้ว การมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการที่เราจะใช้ชีวิตในการทำงานหรือชีวิตส่วนตัวหากเรารู้จักนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับการดำเนินชีวิตของตนเอง
เรียน อาจารย์ ดร.จีระ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงที่ได้กรุณาให้เกียรติมาเป็น Speaker ในครั้งนี้และก็ต้องขอกราบอภัยท่านอาจารย์ที่ให้การต้อนรับท่านอาจารย์ไม่ดีเท่าที่ควรสำหรับสิ่งที่ได้รับจากการเรียนกับท่านอาจารย์ในครั้งนี้ ดิฉันได้รับการเรียนเริ่มตั้งแต่อาจารย์ได้เดินเข้ามาในห้องสัมมนา อาจารย์ทำให้ดิฉันได้ข้อคิดจากการจัดสัมมนาครั้งนี้ซึ่งขาดความพร้อมเพียง ซึ่งทำให้อาจารย์เกิดความรู้สึกไม่ได้รับการให้เกียรติ รู้สึกผิดหวังกับความที่ได้ตั้งใจมาเป็น speaker เหตุการณ์ในครั้งนี้นับว่าเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับดิฉันมาก โดยเฉพาะในอาชีพงานของดิฉันซึ่งอยู่ในฝ่ายจัดฝึกอบรม ซึ่งจะต้องตระหนักถึงในเรื่องดังกล่าว ดังที่อาจารย์ได้ให้ข้อคิดไว้คือการที่จะทำงานให้ประสบผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพเราจะต้องมีทั้ง Head และ Hart ซึ่งดิฉันคิดว่าความผิดพลาดในการทำงานครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากไม่มีการนำ Head และ Hart มาใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนงาน การมอบหมายงาน การทำงานเป็นทีม การประสานงานและการสื่อสารที่ดีเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ถึงรายละเอียดของงาน และที่สำคัญจะต้องมีผู้นำทีม นอกจากกรณีศึกษานี้แล้ว สิ่งที่ได้รับอีก คือ การที่ได้มีโอกาสพบปะและรู้จักกับอาจารย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นกูรูระดับประเทศของเมืองไทย นับว่าเป็นเกียรติสำหรับดิฉันเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันได้ให้แง่คิดและทฤษฎีต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานที่เหมาะสมกับสังคมและวัฒนธรรมไทยและในสถานะกาลที่เป็นปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎี 4 L’s หรือ 8 K’s นอกจากนี้จากที่อาจารย์ได้สร้างบรรยายกาศ และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ทำให้รู้สึกสนุกกับการเรียน เกิดความอยากจะเรียนรู้ หรือกระหายที่อยากจะเรียนรู้อย่างที่อาจารย์เป็น ทำให้มีพลังเพิ่มมากขึ้นสุดท้ายนี้ดิฉันจะนำสาระและแนวคิดที่ได้จากการสัมมนาในครั้งนี้นำไปปรับและประยุกต์ใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวันเพื่อประโยชน์ต่อตนเอง องค์การที่ทำงาน มหาวิทยาลัยและประเทศชาติต่อไป โดยจะยึดอาจารย์เป็นแบบอย่าง ขอบพระคุณค่ะ เมธิพันธุ์ พวงเกตุ
ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ได้มาให้ความรู้และเปิดโลกทัศน์ให้แก่พวกเรา
จากการสัมนาที่ผ่านมา ดิฉันได้รับความรู้เพิ่มเติมและมุมมองที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน โดยที่เราจะต้องใช้ทั้ง Heart และ Head ผสมผสานกันไปในการทำงาน นอกจากนั้น การจะประสบความสำเร็จในการทำงานนั้น ความต้องการในส่วนบุคคลและความต้องการขององค์การต้องไปด้วยกัน เพราะหากส่วนตัวดี แต่ขัดแย้งกับองค์การ ก็จะทำให้เราไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น การลาออก ดังนั้น ในการทำงาน เราต้องรู้จักการปรับเปลี่ยน และสร้างสรรค์ รวมทั้งต้องรู้จักตั้งเป้าหมายในการทำงานในแต่ละวัน และสิ่งที่สำคัญ คือ เราต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้
ดิฉันต้องขอขอบพระคุณอาจารย์อย่างยิ่งที่เสียสละเวลามาเป็นspeackerในการสัมนาครั้งนี้ซึ่งดิฉันคิดว่าได้รับความรู้และสาารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
ดิฉันจะไม่ขอพูดถึงเรื่องที่ผ่านมาในวันที่จัดสัมนาเพราะว่่ามันผ่านไปแล้วได้แต่เก็บมันใวในจิตสำนึก้เป็นบทเรียนในการทำงานและการใช้ชีวิตต่อไป
ในมุมมองของดิฉันเองแล้วคนทุกคนมีความแตกต่างกันไปตามภูมิหลังความเป็นมาการจะนำ้HeartandHeadไปใช้ให้เกิดประโยชน์ขั้นสูงสุดต่อองค์การ
นั้นถ้ามีอยู่ในคนหรือผู้นำที่ขาดศีลธรรมในการทำงานแล้วองค์การก็ไม่สามารถก้าวสู่ความสำเร็จได้
ซึ่งในสังคมปัจจุบันก็มีตัวอย่างให้เห็นชัดเจน
การจะพัฒนาอะไรก็ตามดิฉันคิดว่าต้องเริ่มจากจุดเล็กๆให้มันดีก่อนแล้วเมื่อรากฐานดีแล้วก็ง่ายต่อการทำการใหญ่การพัฒนาคนก็เหมือนกันต้องพัฒนา
ตั้งแต่ระดับครอบครัวปลูกฝังความมีศีลธรรมตั้งแต่เด็กเมื่อเติบโตเขาก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดีแล้วค่อยมาเติมHeartandHeadให้เมื่อมีการีผสมผสานระหว่างสามสิ่งนี้
ี้คื่อความมีศีลธรรมheartandheadเข้าไปอยุ่ในตัวบุคคลแล้วไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือผู้ตามเมื่ออยู่ในองค์การใดดิฉันคิดว่าองค์การนั้นต้องมีความสุขและประสบผลสำเร็จแน่นอน
สุดท้ายนี้ดิฉันขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงที่ได้เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นในครั้งนี้
ขอบพระคุณค่ะ รัตนาวดี แก้วเทพ I/O รุ่นที่ 12
เรียน อาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์
เรื่อง ขอแสดงความขอบคุณที่ท่านสละเวลาในการให้ความรู้แก่นักศึกษาฯ
สิ่งที่ท่านได้ให้แก่นักศึกษาในการเล่าถึงประสบการณ์และแนะนำแนวทางที่ควรดำเนินการในการปฏิบัติตัวเพื่อความก้าวหน้าในชีวิต โดยที่พึงพาอาศัยตัวของเราเอง ให้เป็นคนที่สู้งานและเป็นอิสระจากการควบคุมของผู้อื่น ท่านได้แนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่เราควรคิดและสิ่งที่สามารถสัมผัสทางความรู้สึกเป็นพื้นฐานในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ท่านได้ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ในการเป็นผู้บริหารที่ดี คือ คนเราทำอะไรต้องมีความสุข มีความรู้สึกคำนึงถึง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และต้องมีการพัฒนาแบบยั่งยืน สิ่งที่กล่าวมานี้จะเป็นคุณประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติเท่านั้น ท่านยังสอนให้คิดที่จะออกนอกกรอบ แต่คิดแบบมีหลักการ ทำอย่างชาญฉลาด ท่านย้งได้ให้ความรู้เกี่ยวกับทุนมนุษย์ที่ประกอบด้วย 8 K และ 5 K และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านอาจารย์จะเมตตาให้ความรู้ในเรื่องของ ทฤษฎี 3 ห่วง ในโอกาสต่อไป สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณอย่างสูงที่ท่านอาจารย์ ได้เมตตาในการให้ความรู้แก่นักศึกษา
ขอแสดงความขอบคุณ
ชลทิศ ไตรสุธา
นักศึกษาจิตวิทยาฯ รุ่น 12
เรียน อาจารย์จีระ
ดิฉันขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านอาจารย์กรุณามาสอนที่ ม. เกษตร ซึ่งอาจารย์ทำให้ดิฉันได้ทราบถึงจุดอ่อน ของนิสิตสาขาจิตวิทยา ซึ่งแม้ว่าจะทราบดีอยู่แล้วแต่ยังไม่เคยเริ่มปรับปรุงตนเอง อาจารย์ได้มาเปลี่ยนพฤติกรรมพวกเราเหมือนที่อาจารย์บอกจริง ๆ ค่ะ ตอนนี้ พวกเราเริ่มหันมามองและคิดว่าควรจะต้องทำการขวนขวายหาความรู้ นอกเหนือจากวิชาสาขาที่เราเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้านการตลาด การเงิน สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของเรา และอื่น ๆ อีกมากมาย สิ่งซึ่งอาจารย์เรียกมันว่า "Head" สิ่งที่ได้รับจากอาจารย์อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก คือ การคิดนอกกรอบ Inspiration และ Imagination อาจารย์สอนให้เรากล้าคิด กล้าทำ โดยทำอย่างฉลาด รอบคอบ และมีคุณธรรม จริยธรรม อาจารย์เน้นตลอดเวลาว่า ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องมีทั้ง head และ heart ควบคู่กันไป เพราะคนมีจิตใจ มีความรู้สึก คนต่างความคิดเห็น คนมองกันคนละด้าน เพราะฉะนั้น การบริหารคนจึงเป็นสิ่งที่ยากที่สุด
ดิฉันสนุกมากกับวิธีการเรียน การสอนของท่าน เป็นวิธีการสอนแบบใหม่ที่ยังไม่เคยเจอ สนุกจริง ๆ ค่ะ ดิฉันจะนำเอาแนวคิด และสิ่งที่ได้รับจากอาจารย์มาประยุกต์ใช้ในชีวิต ในการทำงาน และกล้าที่จะคิดนอกกรอบมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นหน่วยเล็ก ๆ ในสังคมที่อาจจะทำให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าขึ้นได้ในอนาคต
กราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
ข้อคิดที่ได้จากการเข้าสัมนาในวันอาทิตย์ที่ 2 ก.ค. 49
1. ทำให้เข้าใจว่าในการทำงานนั้นนอกจากที่เราจะเป็นคนเก่ง มีความรู้ความสามารถ ทั้งในทางด้านทฤษฎีและในทางปฏิบัติแล้วนั้น ยังไม่เพียงพอต่อการที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน หากเรามีแต่มันสมองแต่ไม่เข้าถึงจิตใจของผู้อื่นนั้นเราก็จะไม่สามารถทำงานให้ลุล่วงหรือสำเร็จไปไ้ด้เลย เพราะในสังคมการทำงานนั้นต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต้องพึ่งพาอาศัยกัน หากเป็นหัวหน้าก็ต้องดูแลเอาใจใส่ลูกน้องเพื่อที่จะชนะใจลูกน้องทำให้เกิดความจงรักภักดี ทำให้ลูกน้องเกิดความไว้วางใจและเกิดความเชื่อมั่น ซึ่งจะส่งผลให้การทำงานบรรลุผลสำเร็จได้อย่างดีนอกจากนั้นยังทำให้สัมพันธภาพระหว่างกันดีด้วย สรุปว่าในการทำงานนั้นบุคคลจะต้องมีทั้ง Head และ Heart ควบคู่กันไปด้วย
2. ทำให้ได้ข้อคิดว่าในการทำงานเราต้องมีจุดมุ่งหมายหรือมีเป้าหมายว่าเราจะทำงานเพื่ออะไร เป้าหมายของการทำงานคืออะไร และเราจะวางแผนการทำงานหรือมีวิธีการทำงานของเราอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด หาจุดบกพร่องในการทำงานและแก้ไขปรับปรุงให้งานออกมาดีที่สุด นอกจากนั้นเมื่อเราทำงานที่ได้รับมอบหมายหรือรับผิดชอบได้ดีแล้วก็ต้องหาความรู้ในด้านอื่น ๆ เพิ่มเติม เพราะการเรียนรู้ไม่มีจุดสิ้นสุด คนเราสามารถเรียนรุ้ได้ตลอดชีวิตและไม่มีใครแก่เกินกว่าที่จะเรียนรู้ เราควรจะบ้าคลั่งในการหาความรู้มากกว่าที่จะบ้าคลั่งในเรื่องอื่น ๆ
สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่มาช่วยให้ความรู้ และหวังว่าจะมีโอกาสได้ติดตามงานและเข้าฟังการสัมนาของอาจารย์ในครั้งต่อ ๆ ไปค่ะ
ชมพูนุช ทิมนิกาย
(นิสิตจิตวิทยาอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เสียสละเวลามาให้ความรู้(ขออนุญาตเรียกว่าความรู้นะครับ)แก่นิสิตของสาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรม ภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ
ในการมาสอนครั้งนี้ผมคิดว่าทำให้หลายๆ คนเกิดความกระจ่างในเรื่อง ของ head และ hard ครับ