• เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ

ทรัพยากรมนุษย์ที่ ม.เกษตร

ผมรู้สึกยินดีที่ได้ไปสอนป.โทคณะจิตวิทยาที่ ม.เกษตรและหวังว่าจะใช้ blog นี้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้กัน

ขอบคุณ 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

  หมายเลขบันทึก: 36673
  เขียน:  
  แก้ไข:  
  ความเห็น: 47
  อ่าน:
  สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (47)

อย่างแรกที่ต้องกล่าวต้องเป็นคำว่าขอบพระคุณอย่างยิ่งที่ท่านได้สละเวลาอันมีค่าของท่านมาสอนพวกเรา นักศึกษาปริญญาโท ม.เกษตร คณะจิตวิทยาอุตสาหกรรม รุ่น 12

   จากที่ท่านได้พูดถึงเรื่อง Hard และ Head นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจและต้องมีแทรกอยู่กับทุกหน่วยงาน ในเรื่อง Hard นั้นเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อนเป็นอย่างมากที่จะนำมาปฏิบัติทั้งๆที่ดูแล้วเป็นเหมือนเรื่องง่ายก็ตาม ซึ่งตัวดิฉันคิดว่าหากทำได้แล้วจะสามารถสร้างคุณค่าทางจิตใจได้เพิ่มมากขึ้น ส่วนในเรื่องของ Head นั้น เป็นเรื่องของกระบวนการคิดและนำมาปฏิบัติให้ได้ออกมาเป็นผลงาน คนที่มีเหตุที่ดีนั้นจะต้องมีทั้ง Mission และ Vision มองอะไรให้กว้างๆ ไม่ใช่ว่าเคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นตลอด

เมื่อวานที่ท่านพูดถึง Engineer นั้นดิฉันเองได้ทำงานอยู่ในแวดวงนี้ซึ่งเกี่ยวกับงานรับเหมาก่อสร้างซึ่งมีหัวหน้างานเป็นชาวญี่ปุ่น และเป็น Engineer ซึ่งการทำงานของเค้าไม่มีระบบระเบียบ คิดอยากจะทำ หรืออยากจะได้ของก็ต้องเอาเดี๋ยวนั้นจะไม่สนใจว่าจะหามาได้หรือไม่ หากได้ก็ดีไป แต่เมื่อไม่ได้ก็จะถูกตำหนิอย่างรุนแรง ทำให้พนักงานเกิดความท้อแท้ในการทำงาน ดิฉันเองก็ต้องทำงานร่วมกับเขาจึงพอที่จะทราบว่าทุกคนรู้สึกอย่างไร เพราะเจ้านายไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้ จึงอยากปรึกษาท่านว่าจะมีแก้ไขในเรื่องนี้อย่างไรบ้างคะ ควรที่จะพูดกันตรงๆเลยหรือไม่ หรือเป็นเพราะว่าวัฒนธรรรมของไทยและญี่ปุ่นต่างกัน

ต้องขอขอบคุณท่านอีกครั้งนะคะ

   ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ได้มาให้ความรู้ เพื่อนำมาปรับปรุง ประยุต์ใช้ และได้มีมุมมองที่กว้างมากขึ้นใน สำหรับเรื่อง Hard และ Head ผมมองว่าจริงๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของกิจการ หัวหน้า หรือ พนักงาน รู้ว่ามันคืออะไร แต่ปัญหาที่เกิดคือ เมื่อรู้แล้วได้นำไปใช้จริงหรือไม่ ยอมรับกับความเปลียนแปลงที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ ทำจริงจังรึป่าว หรือเห็นเป็นแค่กระแสตามกันไป เห็นคนอื่นทำก็อยากทำบ้างเพื่อที่จะได้อวดได้ว่า ของเราก็แน่ อะไรที่ทันสมัยมีหมด แต่ไม่รู้ว่าเอามาแล้วเกิดประโยชน์อะไร มีแต่ในกระดาษ แต่วิธีปฏิบัติก็แบบเดิมๆ พอมีใครมาดูก็ปัดฝุ่น ผักชีโรยหน้ากันที แล้วเมื่อไหร่จะเจริญ และที่แย่กว่านั้นคือ รู้ไม่จริงแล้วนำมาใช้ อันนี้มองว่าแย่มากๆ ซึ่งสิ่งที่คิดว่าเราทำได้คือ ต้องให้ความรู้ ความเข้าใจ แลมีการติดตามผล เพื่อนำมาแก้ไข พัฒนาให้ดีขึ้น และที่ผมคิดว่าน่าจะทำให้ได้ดีนั้นต้อง "เอาใจเขามาใส่ใจเรา"  อย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง คิดว่าต้องเป็นอย่างที่เราคิด ถ้าคิดกันได้แบบนี้น่าจะทำให้ การแก้ปัญหา การพัฒนา เป็นไปด้วยดี และตรงตามความต้องการของทั้ง องค์การ และพนักงาน เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้

 Computingกราบเรียนท่านอาจารย์จีระ ที่นับถือ

 ในฐานะที่ท่านอาจารย์เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น และ นำเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไปเผยแพร่ในหมู่พวกเราชาวมอดินแดง ขอขอบพระคุณครับที่ท่านอาจารย์นำเรื่อง Blog มาใช้ในการ แลก เปลี่ยน เรียน รู้ โดยนำความรู้ฝังลึกเข้ามาร่วม "สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้"

 







เรียนอาจารย์ที่เคารพ ก่อนอื่นอยากจะบอกว่าไม่คิดว่าจะมีการโต้ตอบลักษณะความรู้แบบนี้ใน web ด้วย เพราะปกติไม่ค่อยชอบที่จะมาเขียนอะไรให้คนอื่นอ่าน แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ที่เราจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้กัน ที่ไม่ใช่เรื่องไร้สาระแบบกระทู้อื่น ๆ สิ่งที่อาจารย์ได้พูดถึงในตอนเริ่มแรกว่า ปัจจุบัน เราไม่ได้มองคนเป็นเพียงเรื่องของ Personnel , Human Resources หรือ Human Capital หากแต่กลายเป็นยุคของ Human Capacity Building คือทำอย่างไรให้เราจะสร้างและดึงศัยกภาพของคนในองค์การออกมาใช้ได้ ทุกคนย่อมมีศักยภาพในตัวเองไม่ว่าจะเป็นระดับผู้บริหารหรือพนักงานธรรมดา หากปัญหาขององค์การมันอยู่ที่ว่า ไม่มีใครดึงมันออกมาใช้ ไม่มีโอกาสได้แสดงศักยภาพ เราจึงต้องมีการสร้าง 2I ให้เกิดขึ้น และมีการพัฒนาประสานระหว่างทั้ง Head และ Heart เพื่อผลสัมฤทธ์ขององค์การที่ยั่งยืน สุดท้ายต้องขอขอบพระคุณที่อาจารย์สละเวลามาให้ความรู้ และข้อคิดกับนิสิต หวังว่าเพื่อน ๆ ที่ได้เข้าฟังทุกคน จะได้นำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ไปปรับใช้กับทั้งชีวิตการทำงานและการดำเนินชีวิตค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณอาจารย์ที่สละเวลามาเปิดมุมมองให้กับพวกเรา ได้มองเห็นและเข้าใจในการบริหารคน การบริหารจัดการ(คน)ทุนขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ให้สอดคล้องกับสภาพวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ตามสภาพสังคม และเศรษฐกิจการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบัน ทำอย่างไรทีเราจะสามารถรักษาคนและทำให้ทุกคนสามารถเดินไปในทิศทางหรือแนวทางเดียวกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับองค์กรอย่างบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ สร้างความสำเร็จให้กับองค์กร โดยการนำหลักการ (2 H ) Head & Heart มาใช้ในการบริหารจัดการ โดยมีการกำหนดทิศทางมี Vision ,Mission หรือ Goal  ทำให้ทุกคนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เข้าใจซึ่งกันและกัน ยอมรับและช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ถ้าเรานำทั้ง สติปัญญา และ จิตใจ มาใช้ในการบริหารจัดการทั้งส่วนรวมและส่วนตัวอย่างสมดุลและเหมาะสมแล้ว จะเกิดความสำเร็จทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวด้วย หวังว่าเพื่อนๆคงได้ประโยนช์ นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงต่อไป เหมือนอย่างดิฉันนะค่ะ สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณอาจารย์อีกครั้งค่ะ สำหรับมุมมองและแง่คิดดีๆที่อาจารย์มอบให้ค่ะ

ขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะที่ท่านอาจารย์ได้ให้ความรู้แก่พวกเรา ทำให้พวกเราทุกคนได้รับความรู้ใหม่ๆ เปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ได้เรียนรู้ถึงการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร คือต้องใช้หลักการของ Head and Heart ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกองค์กร ในการที่จะบริหารคน งาน องค์กรให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงการสร้าง 2I ให้เกิดขึ้น เพื่อให้เราสามารถสร้างและดึงเอาศักยภาพที่อยู่ในตัวเองออกมา เพื่อให้รู้ว่าเรามีความสามารถมากแค่ไหน และทำให้เราสามารถแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ เพื่อตัวและองค์กร หากทุกคนในองค์กรมีทักษะ ความรู้ความสามารถมาใช้ ทั้ง Head and Heart ก็จะมีความสุขกับการทำงาน เรียนรู้และเข้าใจเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า สามารถปรับตัวได้กับทุกสถานการณ์ ทุกคนต่างช่วยกันทำงานตามหน้าที่ของตน องค์กรนั้นก็จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ความรู้ที่ท่านอาจารย์ได้สอนจะนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตปัจจุบันและการทำงานเพื่อความสำเร็จในอนาคตต่อไปค่ะ ขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
สังคมในปัจจุบันคนมี head มักจะได้ เปรียบคนมี heart ตัวอย่างเช่นการขับรถเวลารถติดคนมี head มักจะคิดหาช่องทางไปให้ไวกว่าโดยขับออกตรงทางเข้าหรือการออกทางซ้ายแล้วไปเบียดเข้าทำให้คนมีheart ไปได้ช้ากว่าหรืออาจเกิดเดือดร้อนได้รับอุบัติเหตุเพราะเบรคให้คนมี head สรุปคนทำผิดได้ไปไวกว่าจริงหรือเปล่า? จริงๆแล้วคนที่มี Heart ไม่ได้หมายความว่าไม่มี head ... ในทำนองเดียวกันคนมี head ไม่ได้หมายความว่าไม่มี Heart `แต่ทำอย่างไรทั้งสองสิ่งจะสมดุลนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข...

ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ให้เกียรติมาแนะนำและกระตุ้นให้พวกเราได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแม้จะน้อยนิดตามที่ท่านได้แสดงวัตถุประสงค์เอาไว้ ประเด็นที่น่าสนใจที่ได้รับฟังวันนั้นคือ การนำองค์ความรู้(Head)และจิตวิทยา(Heart)นำมาผสมผสานกันในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งถ้าหากองค์การใดมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่ดี มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยใช้ทุนทั้ง8ประการ(8K)มาประยุกต์ใช้รวมทั้งได้ใช้สภาพแวดล้อมที่อาจมีผลกระทบต่อมนุษย์ให้เป็นโอกาสที่ดีในการที่จะปลูกคนซึ่งต้องอาศัยระยะเวลายาวนานตลอดชีวิต การมองผู้อื่นอย่างเข้าใจถึงความหลากหลายและมีความแตกต่างกันโดยมีโลกทัศน์ที่เปิดกว้าง มีจิตใจที่มีคุณธรรมเป็นเครื่องชี้นำ มโนธรรมในจิตสำนึกจะทำให้การปฏิบัติภารกิจต่างๆบรรลุผลสำเร็จ ส่งผลให้บรรยากาศการทำงานและการอยู่ร่วมในสังคมมีความสุขสงบได้คะ

ดิฉัน นางสาวนิรัชลา   คำยา  ในฐานะศิษย์ของอาจารย์และนิสิตปริญญาโทสาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรม(ภาคพิเศษ)รุ่นที่ 12  กราบขออนุญาติท่านอาจารย์ที่เคารพค่ะ  ดิฉันขอความกรุณาอาจารย์เปลี่ยนชื่อ BLOGจาก "ทรัพยากรมนุษย์ที่ม.เกษตร"  เป็น"จิตวิทยาอุตสาหกรรม(ภาคพิเศษ) ม.เกษตร" ได้ไหมคะ ? เพราะเพื่อเป็นความภาคภูมิใจแก่ดิฉันและเพื่อนๆ  ในยามที่พวกเราได้เข้ามาตอบใน BLOGนี้ อีกทั้งหากมีผู้กระหายความรู้ได้มีโอกาสเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กับพวกเรา  จะได้ทราบว่าพวกเราได้เป็นนิสิตปริญญาโทจิตวิทยาอุตสาหกรรม(ภาคพิเศษ)ค่ะ  ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ ที่อาจารย์ได้ให้ความรู้กับพวกเรา ในเรื่อง"จิตวิทยาเพื่อการบริหารงานในยุคปัจจุบัน ( Human  Capital หรือ Human Capacity Building) "  แนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในยุคปัจจุบัน ในการมีภาวะผู้นำ  ที่จะต้องประกอบด้วย ทั้ง1. ปัญญา มันสมอง กลยุทธ์ (head)   และ 2.จิตใจ อารมณ์(heart)   ,อีกทั้ง 2 i (1. Inspiration   การทำงานที่ประกอบด้วย  แรงบันดาลใจ  ความปรารถนา  ความกระตือรือร้น ความทะเยอทะยาน  ความต้องการเป็นเลิศ  ความต้องการเป็นใหญ่และ2.Imagination การมีความคิดสร้างสรรค์  มีจินตนาการ  ในการทำงานการทำงานในปัจจุบันนอกจาก Work Hard แล้วยังคงต้อง Work Smart อีกด้วย)   , การสอนให้รุ้จักคิดวิเคราะห์จากปัญญาของตนเองจากเรื่องRe-engineering  ,รวมถึงทฤษฎี 8k's และ 5k's ที่อาจารย์ประสาทวิชาความรู้เหล่านี้ให้ และต้องรู้จักออกนอกกรอบ(บนพื้นฐานการมีคุณธรรม  คิดดี  ทำดี  ทำในสิ่งที่ถูกต้อง)  ดิฉันจะนำสิ่งเหล่านี้ที่อาจารย์ได้สอนไปประยุกต์ใช้ในชีวิต และการทำงาน ค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ  (นิรัชลา     คำยา)   นิสิตสาขาวิชาญาโทจิตวิทยาอุตสาหกรรม(ภาคพิเศษ )ม.เกษตร

ดิฉัน นางสาวนิรัชลา   คำยา  ในฐานะศิษย์ของอาจารย์และนิสิตปริญญาโทสาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรม(ภาคพิเศษ)รุ่นที่ 12  กราบขออนุญาติท่านอาจารย์ที่เคารพค่ะ  ดิฉันขอความกรุณาอาจารย์เปลี่ยนชื่อ BLOGจาก "ทรัพยากรมนุษย์ที่ม.เกษตร"  เป็น"จิตวิทยาอุตสาหกรรม(ภาคพิเศษ) ม.เกษตร" ได้ไหมคะ ? เพราะเพื่อเป็นความภาคภูมิใจแก่ดิฉันและเพื่อนๆ  ในยามที่พวกเราได้เข้ามาตอบใน BLOGนี้ อีกทั้งหากมีผู้กระหายความรู้ได้มีโอกาสเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กับพวกเรา  จะได้ทราบว่าพวกเราได้เป็นนิสิตปริญญาโทจิตวิทยาอุตสาหกรรม(ภาคพิเศษ)ค่ะ  ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ ที่อาจารย์ได้ให้ความรู้กับพวกเรา ในเรื่อง"จิตวิทยาเพื่อการบริหารงานในยุคปัจจุบัน ( Human  Capital หรือ Human Capacity Building) "  แนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในยุคปัจจุบัน ในการมีภาวะผู้นำ  ที่จะต้องประกอบด้วย ทั้ง1. ปัญญา มันสมอง กลยุทธ์ (head)   และ 2.จิตใจ อารมณ์(heart)   ,อีกทั้ง 2 i (1. Inspiration  – การทำงานที่ประกอบด้วย  แรงบันดาลใจ  ความปรารถนา  ความกระตือรือร้น ความทะเยอทะยาน  ความต้องการเป็นเลิศ  ความต้องการเป็นใหญ่และ2.Imagination – การมีความคิดสร้างสรรค์  มีจินตนาการ  ในการทำงานการทำงานในปัจจุบันนอกจาก Work Hard แล้วยังคงต้อง Work Smart อีกด้วย)   , การสอนให้รุ้จักคิดวิเคราะห์จากปัญญาของตนเองจากเรื่องRe-engineering  ,รวมถึงทฤษฎี 8k's และ 5k's ที่อาจารย์ประสาทวิชาความรู้เหล่านี้ให้ และต้องรู้จักออกนอกกรอบ(บนพื้นฐานการมีคุณธรรม  คิดดี  ทำดี  ทำในสิ่งที่ถูกต้อง)  ดิฉันจะนำสิ่งเหล่านี้ที่อาจารย์ได้สอนไปประยุกต์ใช้ในชีวิต และการทำงาน ค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ  (นิรัชลา     คำยา)   นิสิตสาขาวิชาญาโทจิตวิทยาอุตสาหกรรม(ภาคพิเศษ )ม.เกษตร

ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงที่สละเวลาอันมีค่ายิ่งของอาจารย์มาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับพวกเราชาวจิตวิทยาอุตสาหกรรมภาคพิเศษค่ะ  เพราะนอกจากอาจารย์จะให้ความรู้เรื่องในเรื่องการทำงานที่ต้องมีทั้ง head และ heart แล้ว  ประสบการณ์เรื่องการใช้ชีวิตในสังคม การตรงต่อเวลา การรู้หน้าที่ก็เป็นส่วนสำคัญ ซึ่งในบางครั้งเรามองข้าม คิดว่าไม่เป็นอะไร จนเราทำเป็นนิสัย แต่หลังจากที่ท่านอาจารย์มาชี้แนะ ทำให้เราทราบว่าสิ่งทีเราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่สำคัญนั้นเราคิดผิด.....ขอบคุณจริงๆ ค่ะ

ขอขอบพระคุณอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์ 

ท่านได้สละเวลาอันมีค่ามาเป็นอาจารย์พิเศษให้กับพวกเราชาวจิตวิทยาอุตสาหกรรม ที่ศึกษาในเรื่องของจิตใจ (heart) แรกเริ่มที่ศึกษาดิฉันสนใจที่จะเรียนรู้ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับจิตใจมนุษย์ เพราะมันน่าสนใจ ยากที่จะรู้คำตอบที่แน่ชัด กำหนดไม่ได้ สืบเนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่มากระทบมากมาย  ในการทำงานดิฉันมองอย่างคนที่เรียนจิตวิทยา มุ่งเน้นว่าทำไม หรือทำอย่างไรที่จะให้บรรยากาศในการทำงานมีความสุขที่สุด เหมือนที่เราอยู่บ้าน  ทุกคนเอื้อเฟื้อ  เอื้อประโยชน์ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ดั่งญาติมิตร  ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก  ในวันที่อาจารย์ให้แนวทางที่น่าสนใจว่า  นอกจากจะรู้ในเรื่องของ heart  แล้ว  เรายังต้องมีความสนใจในเรื่องของ head ที่เราไม่เคยมองมาก่อน ดิฉันมองย้อนกลับไปที่หน่วยงานที่ทำงานอยู่จึงได้พบว่า จริงๆแล้ว หัวหน้า(ของดิฉัน) ไม่เคยมุ่งเน้นที่จะสร้างเสริมความรู้  ความเข้าใจ  ชี้แจงแนวทางในการปฏิบัติงาน  ให้กับลูกน้องได้มีความเข้าใจในจุดนั้นเลย  ทำให้งานออกมาดีในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงจุดสูงสุดที่ควรจะเป็น  จึงทำให้ดิฉันได้ตระหนักแล้วว่า  การบริหารงานนั้น  มุ่งเน้นเพียง heart  หรือ  head เพียงอย่างเดียวไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ความรู้ที่ได้รับในวันนั้นเป็นประโยชน์กับดิฉันในวันนี้เป็นอย่างมาก

ขอขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ

         ก่อนอื่นต้องกราบขอบคุณอาจารย์ที่เสียสละเวลาเพื่อมาให้ความรู้แก่พวกเรา นักศึกษาโครงการปริญญาโท ภาคจิตวิทยาอุตสาหกรรม รุ่นที่ 12

         ความรู้ที่ได้รับในวันนั้น ทำให้ดิฉันมีความเข้าใจถึงศิลปการทำงานร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะภายในองค์การที่ทำงานอยู่หรือการทำงานที่ไม่ใช่ในองค์การของตนเอง เพราะการทำงานนั้นนอกจากต้องอาศัยความรู้ ที่มีต่องานหรือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ รับรู้และเข้าใจเป้าหมายขององค์การยังต้องรวมไปถึงการมีศิลปที่ต้องใช้เพื่อการอยู่ร่วมกันอีกด้วย ซึ่งเปรียบเสมือน  haed และ heart ดังที่อาจารย์ได้พูดถึง ซึ่งดิฉันเห็นด้วยว่าเป็นการใช้จิตวิทยาเพื่อการบริหารงานบุคคลได้อย่างแท้จริง เพราะนอกจากผู้บริหารที่เก่งงานแล้วในยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับผู้ทำงาน (หรือทีเรียกว่ายุคของ Munan Capacities Bulding) เพื่อให้องค์ดำเนินอยู่ได้ เป็นเรื่องที่ผู้บริหารจะละเลยไปมิได้ การนำจิตวิทยาเข้ามาใช้เพื่อการบริหารที่อาจารย์ได้เสนอในทฤษฎี 2I  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกรทำงานของพนักงาน(Function Valuadded) คือ การมีInspriration และ Imagination ซึ่งจะส่งผลถึงการทำงานในระยะยาวของบุคคล และถ้าบรรยากาศในการทำงานเอื้ออำนวยก็จะส่งผลดีถึงองค์การในที่สุดด้วย

         สำหรับผู้ที่ยังไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการแล้ว การมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการที่เราจะใช้ชีวิตในการทำงานหรือชีวิตส่วนตัวหากเรารู้จักนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับการดำเนินชีวิตของตนเอง

เรียน    อาจารย์ ดร.จีระ           ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงที่ได้กรุณาให้เกียรติมาเป็น Speaker ในครั้งนี้และก็ต้องขอกราบอภัยท่านอาจารย์ที่ให้การต้อนรับท่านอาจารย์ไม่ดีเท่าที่ควรสำหรับสิ่งที่ได้รับจากการเรียนกับท่านอาจารย์ในครั้งนี้ ดิฉันได้รับการเรียนเริ่มตั้งแต่อาจารย์ได้เดินเข้ามาในห้องสัมมนา อาจารย์ทำให้ดิฉันได้ข้อคิดจากการจัดสัมมนาครั้งนี้ซึ่งขาดความพร้อมเพียง ซึ่งทำให้อาจารย์เกิดความรู้สึกไม่ได้รับการให้เกียรติ รู้สึกผิดหวังกับความที่ได้ตั้งใจมาเป็น speaker เหตุการณ์ในครั้งนี้นับว่าเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับดิฉันมาก โดยเฉพาะในอาชีพงานของดิฉันซึ่งอยู่ในฝ่ายจัดฝึกอบรม ซึ่งจะต้องตระหนักถึงในเรื่องดังกล่าว ดังที่อาจารย์ได้ให้ข้อคิดไว้คือการที่จะทำงานให้ประสบผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพเราจะต้องมีทั้ง Head และ Hart ซึ่งดิฉันคิดว่าความผิดพลาดในการทำงานครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากไม่มีการนำ Head และ Hart มาใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนงาน การมอบหมายงาน การทำงานเป็นทีม การประสานงานและการสื่อสารที่ดีเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ถึงรายละเอียดของงาน และที่สำคัญจะต้องมีผู้นำทีม นอกจากกรณีศึกษานี้แล้ว สิ่งที่ได้รับอีก คือ การที่ได้มีโอกาสพบปะและรู้จักกับอาจารย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นกูรูระดับประเทศของเมืองไทย นับว่าเป็นเกียรติสำหรับดิฉันเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันได้ให้แง่คิดและทฤษฎีต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานที่เหมาะสมกับสังคมและวัฒนธรรมไทยและในสถานะกาลที่เป็นปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎี 4 L’s หรือ 8 K’s นอกจากนี้จากที่อาจารย์ได้สร้างบรรยายกาศ และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ทำให้รู้สึกสนุกกับการเรียน เกิดความอยากจะเรียนรู้ หรือกระหายที่อยากจะเรียนรู้อย่างที่อาจารย์เป็น ทำให้มีพลังเพิ่มมากขึ้นสุดท้ายนี้ดิฉันจะนำสาระและแนวคิดที่ได้จากการสัมมนาในครั้งนี้นำไปปรับและประยุกต์ใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวันเพื่อประโยชน์ต่อตนเอง องค์การที่ทำงาน มหาวิทยาลัยและประเทศชาติต่อไป   โดยจะยึดอาจารย์เป็นแบบอย่าง ขอบพระคุณค่ะ เมธิพันธุ์ พวงเกตุ   

ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ได้มาให้ความรู้และเปิดโลกทัศน์ให้แก่พวกเรา 

จากการสัมนาที่ผ่านมา  ดิฉันได้รับความรู้เพิ่มเติมและมุมมองที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน  โดยที่เราจะต้องใช้ทั้ง Heart และ Head ผสมผสานกันไปในการทำงาน  นอกจากนั้น  การจะประสบความสำเร็จในการทำงานนั้น  ความต้องการในส่วนบุคคลและความต้องการขององค์การต้องไปด้วยกัน  เพราะหากส่วนตัวดี  แต่ขัดแย้งกับองค์การ  ก็จะทำให้เราไม่สามารถประสบความสำเร็จได้  ซึ่งทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น การลาออก  ดังนั้น ในการทำงาน  เราต้องรู้จักการปรับเปลี่ยน และสร้างสรรค์  รวมทั้งต้องรู้จักตั้งเป้าหมายในการทำงานในแต่ละวัน  และสิ่งที่สำคัญ คือ เราต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้

 ดิฉันต้องขอขอบพระคุณอาจารย์อย่างยิ่งที่เสียสละเวลามาเป็นspeackerในการสัมนาครั้งนี้ซึ่งดิฉันคิดว่าได้รับความรู้และสาารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

ดิฉันจะไม่ขอพูดถึงเรื่องที่ผ่านมาในวันที่จัดสัมนาเพราะว่่ามันผ่านไปแล้วได้แต่เก็บมันใวในจิตสำนึก้เป็นบทเรียนในการทำงานและการใช้ชีวิตต่อไป

 ในมุมมองของดิฉันเองแล้วคนทุกคนมีความแตกต่างกันไปตามภูมิหลังความเป็นมาการจะนำ้HeartandHeadไปใช้ให้เกิดประโยชน์ขั้นสูงสุดต่อองค์การ

นั้นถ้ามีอยู่ในคนหรือผู้นำที่ขาดศีลธรรมในการทำงานแล้วองค์การก็ไม่สามารถก้าวสู่ความสำเร็จได้

ซึ่งในสังคมปัจจุบันก็มีตัวอย่างให้เห็นชัดเจน

 การจะพัฒนาอะไรก็ตามดิฉันคิดว่าต้องเริ่มจากจุดเล็กๆให้มันดีก่อนแล้วเมื่อรากฐานดีแล้วก็ง่ายต่อการทำการใหญ่การพัฒนาคนก็เหมือนกันต้องพัฒนา

ตั้งแต่ระดับครอบครัวปลูกฝังความมีศีลธรรมตั้งแต่เด็กเมื่อเติบโตเขาก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดีแล้วค่อยมาเติมHeartandHeadให้เมื่อมีการีผสมผสานระหว่างสามสิ่งนี้

ี้คื่อความมีศีลธรรมheartandheadเข้าไปอยุ่ในตัวบุคคลแล้วไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือผู้ตามเมื่ออยู่ในองค์การใดดิฉันคิดว่าองค์การนั้นต้องมีความสุขและประสบผลสำเร็จแน่นอน

 สุดท้ายนี้ดิฉันขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงที่ได้เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นในครั้งนี้

                                                                              ขอบพระคุณค่ะ  รัตนาวดี  แก้วเทพ I/O รุ่นที่ 12
 

เรียน  อาจารย์จีระ  หงส์ลดารมภ์

เรื่อง  ขอแสดงความขอบคุณที่ท่านสละเวลาในการให้ความรู้แก่นักศึกษาฯ

          สิ่งที่ท่านได้ให้แก่นักศึกษาในการเล่าถึงประสบการณ์และแนะนำแนวทางที่ควรดำเนินการในการปฏิบัติตัวเพื่อความก้าวหน้าในชีวิต  โดยที่พึงพาอาศัยตัวของเราเอง   ให้เป็นคนที่สู้งานและเป็นอิสระจากการควบคุมของผู้อื่น  ท่านได้แนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่เราควรคิดและสิ่งที่สามารถสัมผัสทางความรู้สึกเป็นพื้นฐานในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ได้เป็นอย่างดี   ท่านได้ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ในการเป็นผู้บริหารที่ดี คือ   คนเราทำอะไรต้องมีความสุข  มีความรู้สึกคำนึงถึง  มีเกียรติ  มีศักดิ์ศรี  และต้องมีการพัฒนาแบบยั่งยืน  สิ่งที่กล่าวมานี้จะเป็นคุณประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติเท่านั้น  ท่านยังสอนให้คิดที่จะออกนอกกรอบ   แต่คิดแบบมีหลักการ  ทำอย่างชาญฉลาด  ท่านย้งได้ให้ความรู้เกี่ยวกับทุนมนุษย์ที่ประกอบด้วย 8 K และ 5 K  และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านอาจารย์จะเมตตาให้ความรู้ในเรื่องของ  ทฤษฎี 3 ห่วง  ในโอกาสต่อไป   สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณอย่างสูงที่ท่านอาจารย์ ได้เมตตาในการให้ความรู้แก่นักศึกษา

                                            ขอแสดงความขอบคุณ

                                               ชลทิศ     ไตรสุธา

                                         นักศึกษาจิตวิทยาฯ รุ่น 12

 

เรียน  อาจารย์จีระ

         ดิฉันขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านอาจารย์กรุณามาสอนที่ ม. เกษตร  ซึ่งอาจารย์ทำให้ดิฉันได้ทราบถึงจุดอ่อน  ของนิสิตสาขาจิตวิทยา  ซึ่งแม้ว่าจะทราบดีอยู่แล้วแต่ยังไม่เคยเริ่มปรับปรุงตนเอง อาจารย์ได้มาเปลี่ยนพฤติกรรมพวกเราเหมือนที่อาจารย์บอกจริง ๆ ค่ะ  ตอนนี้ พวกเราเริ่มหันมามองและคิดว่าควรจะต้องทำการขวนขวายหาความรู้ นอกเหนือจากวิชาสาขาที่เราเรียน  ไม่ว่าจะเป็นด้านการตลาด การเงิน สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของเรา และอื่น ๆ อีกมากมาย  สิ่งซึ่งอาจารย์เรียกมันว่า "Head"  สิ่งที่ได้รับจากอาจารย์อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก  คือ  การคิดนอกกรอบ  Inspiration และ Imagination  อาจารย์สอนให้เรากล้าคิด กล้าทำ โดยทำอย่างฉลาด  รอบคอบ  และมีคุณธรรม จริยธรรม  อาจารย์เน้นตลอดเวลาว่า ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จนั้น  จะต้องมีทั้ง  head  และ  heart  ควบคู่กันไป  เพราะคนมีจิตใจ มีความรู้สึก  คนต่างความคิดเห็น  คนมองกันคนละด้าน  เพราะฉะนั้น  การบริหารคนจึงเป็นสิ่งที่ยากที่สุด

         ดิฉันสนุกมากกับวิธีการเรียน การสอนของท่าน  เป็นวิธีการสอนแบบใหม่ที่ยังไม่เคยเจอ  สนุกจริง ๆ ค่ะ  ดิฉันจะนำเอาแนวคิด  และสิ่งที่ได้รับจากอาจารย์มาประยุกต์ใช้ในชีวิต ในการทำงาน  และกล้าที่จะคิดนอกกรอบมากขึ้น  ซึ่งอาจจะเป็นหน่วยเล็ก ๆ ในสังคมที่อาจจะทำให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าขึ้นได้ในอนาคต

                           กราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

เรียน        อาจารย์จีระ 
        ข้อคิดที่ได้จากการเข้าสัมนาในวันอาทิตย์ที่  2  ก.ค. 49

1.  ทำให้เข้าใจว่าในการทำงานนั้นนอกจากที่เราจะเป็นคนเก่ง มีความรู้ความสามารถ  ทั้งในทางด้านทฤษฎีและในทางปฏิบัติแล้วนั้น  ยังไม่เพียงพอต่อการที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน  หากเรามีแต่มันสมองแต่ไม่เข้าถึงจิตใจของผู้อื่นนั้นเราก็จะไม่สามารถทำงานให้ลุล่วงหรือสำเร็จไปไ้ด้เลย  เพราะในสังคมการทำงานนั้นต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ต้องพึ่งพาอาศัยกัน  หากเป็นหัวหน้าก็ต้องดูแลเอาใจใส่ลูกน้องเพื่อที่จะชนะใจลูกน้องทำให้เกิดความจงรักภักดี  ทำให้ลูกน้องเกิดความไว้วางใจและเกิดความเชื่อมั่น  ซึ่งจะส่งผลให้การทำงานบรรลุผลสำเร็จได้อย่างดีนอกจากนั้นยังทำให้สัมพันธภาพระหว่างกันดีด้วย  สรุปว่าในการทำงานนั้นบุคคลจะต้องมีทั้ง Head  และ  Heart  ควบคู่กันไปด้วย

2.  ทำให้ได้ข้อคิดว่าในการทำงานเราต้องมีจุดมุ่งหมายหรือมีเป้าหมายว่าเราจะทำงานเพื่ออะไร  เป้าหมายของการทำงานคืออะไร  และเราจะวางแผนการทำงานหรือมีวิธีการทำงานของเราอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด  หาจุดบกพร่องในการทำงานและแก้ไขปรับปรุงให้งานออกมาดีที่สุด  นอกจากนั้นเมื่อเราทำงานที่ได้รับมอบหมายหรือรับผิดชอบได้ดีแล้วก็ต้องหาความรู้ในด้านอื่น ๆ เพิ่มเติม  เพราะการเรียนรู้ไม่มีจุดสิ้นสุด  คนเราสามารถเรียนรุ้ได้ตลอดชีวิตและไม่มีใครแก่เกินกว่าที่จะเรียนรู้  เราควรจะบ้าคลั่งในการหาความรู้มากกว่าที่จะบ้าคลั่งในเรื่องอื่น ๆ

        สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่มาช่วยให้ความรู้  และหวังว่าจะมีโอกาสได้ติดตามงานและเข้าฟังการสัมนาของอาจารย์ในครั้งต่อ ๆ ไปค่ะ
 

                                                                                                                 ชมพูนุช  ทิมนิกาย
                                                                                     (นิสิตจิตวิทยาอุตสาหกรรม  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เสียสละเวลามาให้ความรู้(ขออนุญาตเรียกว่าความรู้นะครับ)แก่นิสิตของสาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรม ภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ

ในการมาสอนครั้งนี้ผมคิดว่าทำให้หลายๆ คนเกิดความกระจ่างในเรื่อง ของ head และ hard ครับ

เรียน อาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์

ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ ท่านอาจารย์ จีระ ที่ได้กรุณาสละเวลาอันมีค่ายิ่งของอาจารย์มาถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ และเพิ่มมุมมอง รวมทั้งได้แนะนำแนวความคิดที่เหมาะสมมีค่าซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและในการทำงานให้กับพวกเราชาวจิตวิทยาอุตสาหกรรมภาคพิเศษ ซึ่งจากการได้รับฟังคำบรรยายของอาจารย์เมื่อวันที่ 3/07/06 นั้นทำให้ข้าพเจ้าได้รับความรู้และมุมองต่างๆในการทำงานเพิ่มเติมมากมาย ว่าในการที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานนั้นบุคคลควรจะต้องมีการประยุกต์ใช้ทั้ง head และ heart เข้าด้วยกัน และยังได้รับความรู้ในเรื่องของทฤษฎี 4L's และ 8K's ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้การพัฒนาตนเองและหน่วยงานให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงขึ้นได้

เรียน อาจารย์จีระ  หงส์ลดารมภ์

ขอขอบคุณอาจารย์ที่ให้เกียรติมาให้ความรู้ใหม่ๆที่น่าสนใจ  เพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันในการทำงานกับนิสิตจิตวิทยาอุตสาหกรรม ม.เกษตรค่ะ ซึ่งจากการที่ได้เข้าร่วมสัมมนาในวันนั้นทำให้เข้าใจถึงวิธีการทำงานให้ประสบความสำเร็จมากขั้น หากเรามีการนำเรื่องของ heart และ head มา ประยุกต์และปรับใช้กับการทำงานของเรา คนเรานั้นจะทำงานได้ดีก่อนอื่นต้องมี motivation และมีการปรับพฤติกรรมตนเองให้ทำงานอย่างมีความสุขซึ่งตรงนี้ถือเป็นเรื่องของ heart นอกจากนั้นแล้วยังต้องรู้จักเปิดโลกทัศน์ให้กวhางขึ้น เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่เพิ่มเติมตลอดเวลา มีความรู้ในงานที่ทำ และรู้เป้าหมายขององค์การ และตัวเราเอง จึงจำเป็นที่เราต้องเข้าใจในเรื่องของhead ด้วย ดังนั้นแล้ว การที่จะทำงานให้ดี จึงต้องผนวกสองอย่างควบคู่กันไป นอกจากนั้นยังได้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องของ 8K's และ 4L's ที่น่าสนใจอีกด้วย

ดิฉันเห็นด้วยกับที่ท่านอาจารย์ว่า คนเราไม่ควรหยุดนิ่ง ควรหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา ควรบ้าคลั่งในเรื่องความรู้ รู้จักที่จะคิดนอกกรอบ เพื่อให้เราเกิดการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ที่สละเวลามาให้ความรู้กับพวกเรา ดิฉันจะนำความรู้ และประสบการรณ์ของอาจารย์มาปรับใช้ในการทำงานค่ะ  เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในงาน และมีความสุขกับการทำงาน และหวังว่าจะได้รับความรู้จากอาจารย์อีกในโอกาสต่อๆไป และจะติดตาม blog ของอาจารย์ไปเรื่อยๆ เพราะเป็นแหล่งความรู้ที่มีคุณค่าค่ะ

 

กราบเรียนท่านอาจารย์ ดร.จีระ ที่เคารพ

ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ที่กรุณาสละเวลามาให้ความรู้กับพวกเราค่ะ ความรู้ที่ได้รับจากอาจารย์ทั้งในเรื่องของการคิดนอกกรอบ, Head & Heart, ทฤษฎี 4L's และ 8K's ฯลฯ นั้น  การเปิดกว้างทางความคิดหรือการคิดนอกกรอบเป็นแนวคิดที่ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญในปัจจุบันและอนาคตค่ะ หากเรามีความคิดที่แปลกใหม่ ไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ จะทำให้เรารู้สึกมีแรงจูใจ มีชีวิตชีวา ตื่นเต้น อยากทำสิ่งต่างๆ แต่ทั้งนี้ก็ต้องพิจารณาถึงความพร้อมในหลายๆ เรื่องด้วยค่ะ

สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าการที่ชีวิตคนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้น หัวใจสำคัญก็คือ เราจะต้องมีสมอง (Head) และจะต้องมีหัวใจ (Heart) ตามแนวคิดของอาจารย์ค่ะ ทั้งสองอย่างควรจะต้องควบคู่ไปด้วยกันจึงจะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข ทั้งในเรื่องการงานและในเรื่องการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดิฉันมีความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของ Happiness ดิฉันจะติดตามผลงานของอาจารย์ต่อไปค่ะ 

การสอนของอาจารย์ทำให้ดิฉันรู้สึกกระตือรือล้น และมีไฟมากขึ้นค่ะ อย่างที่อาจารย์ได้บอกตอนต้น ...หากได้เรียนกับอาจารย์แล้วจะรู้สึกรักอาจารย์ค่ะ

กราบขอบพระคุณค่ะ

เรียน  อาจารย์จีระที่เคารพ

ขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างยิ่งที่กรุณาสละเวลาให้คำแนะนำรวมทั้งกระตุ้นให้ทุกคนได้มีความกระตือรือร้น  และมองหาเป้าหมายอันแท้จริงของการเรียนในระดับปริญญาโท

ตั้งแต่ที่ได้รับฟังอาจารย์  ทำให้ตนเองซึ่งเคยมีแนวคิดที่จะมีกิจการเป็นของตนเอง  ได้มีแรงกระตุ้นเตือนอีกครั้ง  และคิดว่าคงต้องหาโอกาสที่จะทำให้ความฝันเป็นความจริง  ไม่ใช่เพียงแต่หาความรู้เท่านั้น  หากแต่ต้องพยายามนำความรู้ที่มีอยู่  มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม  ซึ่งจากโลกปัจจุบันการเชื่อมโยงทุกส่วนในโลกเป็นเรื่องเล็ก  อยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการมีเครือข่ายของทรัพยากรบุคคล  องค์ความรู้ที่ได้รับนั้นมากมายมหาศาล  เพราะไม่มีใครคนใดในโลกที่จะสามารถทำทุกอย่างได้  ผู้ที่จะประสบความสำเร็จต้องรู้จักเชื่อมโยงความรู้  และนำสัมพันธภาพที่ดีมาใช้ให้เกิดประโยชน์  เหมาะสมกับสถานการณ์  ดังนั้นตนเองจึงเห็นว่าการเรียนรู้ทั้งในด้านวิชาการ และด้านบุคคลเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด  หากแต่เราต้องเรียนรู้พร้อมด้วยการนำมาใช้  เพื่อพัฒนาอย่างไม่สิ้นสุด

ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์อีกครั้งมา ณ โอกาสนี้ค่ะ

 

เรียน อาจารย์จีระ  หงส์ลดารมภ์

ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ที่ให้เกียรติมาให้ความรู้ใหม่ๆที่น่าสนใจ  จากการได้รับฟังการบรรยายของท่าน ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 2/07/49 ทำให้ได้รับความรู้ในเรื่องที่ว่าการทำงานในยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานั้นเราจะประสบความสำเร็จในองค์กรได้เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของ head และ heart คือ เน้นให้ความสำคัญกับคนและสร้างความรู้ ไปพร้อมๆกัน โดยเฉพาะในการบริหารงานในเมืองไทยนั้นวัฒนธรรมองค์กรของเราจะแตกต่างจากต่างประเทศดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นคนมักจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทำให้ยากต่อการบริหารงาน เราจึงต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของคนเพื่อให้เกิดการยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงและพร้อมกันนั้นเราต้องพัฒนาด้านความรู้และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาองค์กรไปพร้อมๆกันด้วย

ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์อีกครั้งมา ณ โอกาสนี้ค่ะ

 

เรียนอาจารย์ที่เคารพ

ก่อนอื่นขอบอกก่อนเลยว่าปกติไม่ค่อยชอบที่จะมาเขียนอะไรให้คนอื่นอ่าน แต่ครั้งนี้เป็นสิ่งที่แตกต่างกันมาก เพราะเป็นการที่เราได้แชร์ความรู้กัน มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ที่ไม่ใช่เรื่องไร้สาระแบบกระทู้อื่น ๆ จากที่อาจารย์ได้พูดถึงว่า ปัจจุบัน เราไม่ได้มองคนเป็นเรื่อง Human Resource, Personnel หรือ Human Capital แต่เราจะมองว่า Human Capacity Building คือการทำอย่างไรให้เราจะสามารถดึงศักยภาพของคนในองค์การออกมาใช้ได้ เราจึงต้องมีการสร้าง Head และ Heart ขึ้นเพื่อผลสัมฤทธ์ขององค์การที่ยั่งยืน สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างมากที่สละเวลามาให้ความรู้ และข้อคิดกับนิสิต ปริญญาโท รุ่น 12 พวกเราจะนำสิ่งต่างๆ ที่ได้รับในการสัมมนาครั้งนี้ไปปรับใช้กับชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานค่ะ

สิ่งที่คิดว่าใช่ที่สุดสำหรับการพบกันครั้งนี้คือ

หนึ่ง การที่เราต้องรู้จักที่จะประเมินศักยภาพตัวเราเอง กล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ในขณะที่เรายังรู้สึกว่าเรามีพลังทั้งกายและใจในการที่จะทำ อย่าหยุดความตั้งใจเพียงเพราะมีใครมาประเมินศักยภาพและคุณค่าของความรู้ ความสามารถของเราด้วยเพียงการใช้วัยวุฒิในการตัดสินเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าใครคนนั้นจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม ต้องรู้จักบ้า กล้าท้าทายตนเอง และตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง เราก็จะกลายเป็นคนที่แตกต่าง และยืนหยัดอยู่บนความสำเร็จด้วยความภาคภูมิใจ เหมือนที่อาจารย์เป็นอยู่

สอง Personnel , Human Resources , Human Capital หรือ Human Capacity Building บอกให้เรารู้ว่าทุกสิ่งในโลกไม่มีการหยุดนิ่ง หากเรามัวแต่หลงระเริงกับความสำเร็จแล้วไม่ทำอะไรเลยในที่สุดเราก็จะกลายเป็นคนที่ล้าสมัยที่สุด เหมือนในโฆษณาสุรายี่ห้อหนึ่งที่เขียนไว้ว่า ถ้าเราไม่ก้าวไปข้างหน้า เราก็จะอยู่ล้าหลัง

สาม การเป็นผู้ให้ ต้องเปิดใจผู้รับได้ด้วย การให้จึงจะได้ผลอย่างสมบูรณ์ เหมือนกับที่อาจรย์มาพบพวกเราและใช้เวลาในการเพียง 3 ชั่วโมงอาจารย์สามรถทำให้พวกเราซึมซับแนวคิด นำกลับไปคิดตาม บางคนอยากนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงของตัวเอง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในการให้ พวกเราไม่ได้รู้สึกว่าถูกบังคับ แต่น้อมรับไว้ด้วยใจค่ะ

ขอสามข้อเลยนะคะ อาจไม่เกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียน แต่เป็นความประทับใจส่วนตัวค่ะ

สุดท้ายกราบขอบคุณที่สอนให้รู้จักความบ้าคลั่งอย่างถูกต้อง

เรียน  อาจารย์จิระ  ที่เคารพค่ะ

      ขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะที่  อาจารย์ได้มาให้ความรู้ เกี่ยวกับเรื่องการบริหารตนเองและการบริหารการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  ที่ในอดีตการทำงานของมนุษย์เราจะมีแต่headเท่านั้น แต่ในปัจจุบันและอนาคตจะต้องมีทั้ง head และ hard จะทำให้การทำงานตลอดจนการใช้ชีวิตในทุกๆวันนี้ ดำเนินไปอย่างถูกต้องและมีความสุข

 

                                            ด้วยความเคารพอย่างสูง

              เยาวภา(นิสิตปริญญโทสาขาจิตวิทยาอุตสาหรรม(ภาคพิเศษ)รุ่น 12)

จากการสัมนาที่ผ่านมา  ดิฉันได้รับความรู้เพิ่มเติมในการทำงาน  โดยในการทำงานต้องนำหลัก heart & hard มาผสมผสานกันในการสร้างคนและสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์การ  เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน และในการสร้างคนต้องใช้เวลาชั่วชีวิต  ไม่เหมือนการปลูกต้นไม้  และสิ่งสำคัญที่สุดที่ได้จากการอบรมครั้งนี้ คือ ต้องมีความพร้อม

เรียน อาจารย์จีระ  หงส์ลดารมภ์

ผมเป็นคนหนึ่งที่ทำงานในกลุ่มของคนที่เก่งในเรื่อง Head แต่มีน้อยคนที่เก่งในเรื่อง Heart ตลอดเวลาบริษัทไม่เคยหยุดนิ่งในการที่จะพัฒนาระบบการบริหารจัดการเรื่องคนมาใช้ มีทั้งที่สำเร็จบ้างและไม่สำเร็จบ้าง ทีมงานทำงานกันอย่างมุ่งมั่นในแต่ละโครงการ ท้ายที่สุดเราก็ได้คติสอนใจว่า การที่ Work hart เดียวไม่พอ จำเป็นต้อง Work smart ด้วย เพราะจะทำให้สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ

ความเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องอาศัยความโดดเด่นของคนที่เป็นผู้นำ ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆว่าต้องการผู้นำในรูปแบบใด วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมต่างๆเป็นตัวสร้างกรอบความต้องการลักษณะของผู้นำที่แตกต่างกันไป ผู้นำที่ดีจึงควรวิเคราะห์ความแตกต่างเหล่านั้นและต้องรู้จักปรับใช้ข้อดีของวัฒนธรรมนั้นๆให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่คิดแต่จะเปลี่ยนแปลงโดยไม่สนใจสิ่งเดิมๆที่เป็นสิ่งดี

ผมรู้สึกว่าได้รับการกระตุ้นจากการสอนที่แตกต่าง ทำให้รู้สึกว่าคนต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

กราบขอบคุณอาจารย์ที่สละเวลามา ณ ที่นี้ด้วย

อ.จิระที่เคารพ

      กระผมต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ที่อาจารย์ได้ให้เกียรติมาบรรยาย  และได้มอบแนวคิดที่มีสาระอันเป็นประโยชน์กับ นิสิตปริญญาโทสาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรม(ภาคพิเศษ)รุ่น 12  กระผมรู้สึกชื่นชมแนวคิดของอาจารย์เป็นอย่างมาก  เนื่องจากในบางเรื่องนั้นเราอาจเข็มขัดสั้น(คาดไม่ถึง)  แต่เมื่อได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์  ทำให้กระผมหันกลับมาวิเคราะห์และให้ความสำคัญกับheartเพิ่มขึ้น  เพราะบางทีเราก็มีแต่headที่อาจารย์บอกกับเราจริงๆ  เนื่องจากมนุษย์เป็นสิ่งที่ต้องกระทบกับสภาวะหรือสิ่งเร้าต่างๆตลอดเวลา ในการที่จะให้เกิดประสิทธิผลจริงๆก็จะต้องรู้จักมีทั้งhead  and   heart  ควบคู่กันไป  อีกทั้ง2 i inspiration และimagination  รวมทั้งการเป็นผู้นำที่จะต้องจัดการกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน  ความขัดแย้งนับเป็นปัญหาที่สำคัญประการหนึ่ง  สำหรับการแก้ไขนั้นต้องใช้ความรู้ที่อาจารย์ได้สอนพวกเรามาพิจารณาในการแก้ไขให้เกิดผลสัมฤทธิ์อันสูงสุดครับ

 

 

                                                     ด้วยความเคารพ

                                               ว่าที่ร้อยตรีศุภโชค     ศักดิ์ไกรวัล

          ทราบซึ้งเกินคำบรรยาย ความรู้ที่ท่านอาจารย์มอบให้ดิฉันขอเลือกเอาในส่วนของhead กับ heart ที่คิดว่าสำคัญมากในการดำเนินชีวิตทำให้ชีวิตสมดุล ดิฉันคิดว่าทุกคนมี head กับ heart แต่ยังไม่เข้าใจว่าจะเอามาใช้อย่างไรให้เกิดความสมดุล ดิฉันจะหามันให้พบด้วยตัวดิฉันเอง       

          โป๊ะเชะเลย การสอนที่มุ่งผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มาไม่ครบไม่พร้อมไม่บรรยาย แถมตบด้วยข้อคิดที่น่าจะคิดเองได้ไห้อึ้งไปตามๆกัน นี่แหละที่ว่ารู้กับทำได้ไม่เหมือนกัน ทุกคนรู้ว่าควรจะมาให้พร้อมก่อนที่วิทยากรจะเข้าบรรยาย แต่ก็มีประมาณ30%เท่านั้นที่ทำได้ อีก70%แค่รู้เท่านั้น แค่รู้ยังไม่พอต้องมีวินัยในการที่จะนำสิ่งที่รู้มาทำให้ได้จริงจึงจะเกิดผล

          สุดท้ายขอขอบคุณอาจารย์ที่สละเวลาอันมีค่ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเรา แม้นจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่อาจารย์ก็ไม่มองข้าม  ดีใจที่ได้เป็นลูกศิษย์อาจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์          

                               ด้วยความเคารพอย่างสูง

      

จากการที่ได้รับฟังการบรรยาย หัวข้อ จิตวิทยาเพื่อการบริหารงานในยุคปัจจุบัน ในวันที่  2 กรกฏาคม 2549 แก่นักศึกษาโครงการปริญญาโท  สาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรม  ม.เกษตร   โดย ดร.จิระ  ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น Guru ท่านหนึ่งในเมืองไทย ทำให้ได้ทราบหลักการที่อาจารย์ได้ให้เกี่ยวกับ  Head and Heart  ที่มีความสัมพันธ์กันและจำเป็นที่นักบริหารยุคปัจจุบัน จะต้องใส่ใจและเติมเต็มให้ครบ เพื่อจัดการให้งานนั้นสมดุลย์  ไม่ว่าความรู้ในเชิงกว้าง (Macro) และความรู้ในเชิงลึก (Mirco) เมื่อทั้งสองสิ่งนี้ประกอบกันเข้าก็จะทำให้เกิดศักยภาพในการทำงานมากสำหรับผู้บริหาร  ในด้าน HR เอง  ถ้าสามารถเติมเต็มแนวคิดนี้และพัฒนาพนักงานให้ทั้งสองด้าน ก็จะทำให้เกิดประโยชน์กับองค์กรอย่างมาก สมกับบทบาท

Strategic Partner  ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้องค์การพัฒนาไปอย่างยั่งยืนต่อไป
  • ยม "บทเรียนจากความจริง เรื่อง สร้าง Ideas ใหม่ๆ โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์"
    IP: xxx.9.157.64
    เขียนเมื่อ 
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน    
เช้าวันนี้ วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2549  ผมแสวงหาอาหารทางสมอง เช่นเคย ด้วยการค้นหาข้อมูลข่าวสารจาก Internet   รายการแรกที่ผมอ่านในเช้าวันเสาร์ก็คือ บทเรียนจากความจริง ของ ศ.ดร.จีระ จาก เว็ปของ น.ส.พ.แนวหน้า http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97 อาจารย์เขียน เกี่ยวกับ บทเรียนจากความจริง เรื่อง สร้าง Ideas ใหม่ๆ :  มีบทเรียนที่ อาจารย์เขียนเกี่ยวกับกีฬาที่น่าเรียนรู้ โดยเฉพาะฟุตบอลโลกที่สามารถนำมาปรับ ใช้ต่อชีวิตและการทำงานได้เป็นอย่างดี  ในบทความนี้ ศ.ดร.จีระ เขียน บทเรียนจากความเป็นจริงได้น่าสนใจ ข้อความข้างล่าง แถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียน ส่วนสีดำเป็นความเห็นของผม
   ·        ความ พ่ายแพ้ของอังกฤษ ส่วนหนึ่งมาจากการไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของ Rooney ความจริง ส่วนหนึ่งเพราะขาด Emotional Capital   เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ คนเราถ้าทำอะไร แล้ว ขาดไม่มีอารมณ์ที่ดี นอกจากจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาแล้ว โอกาสพ่ายแพ้ในชีวิต ย่อมมี การควบคุมอารมณ์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต้องฝึกใช้ใน การดำรงชีวิต ที่บางครั้งจะทำให้ทุกอย่างพังพินาศในชั่วพริบตาเดียว


·        การที่นักฟุตบอลรุ่นเก่า เช่น Zidane หรือ Henry ถูกมองว่าแก่ และสู้พลังหนุ่มไม่ได้ ปรากฏความจริงว่า บางครั้งเราจะประมาทผู้อาวุโสไม่ได้ คนที่มีอายุ มากกว่า เราต้องยกย่อง อย่าดูถูกและประมาทเขา เพราะประสบการณ์ช่วยมาก  ชาติฝรั่งเศสเต็มไปด้วยผู้เล่นมีอายุ เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์เล่นฟุตบอล ผลคือได้เข้าชิงกับ อิตาลี ยุคนี้จึงต้องมองประสบการณ์และพลังหนุ่มให้สมดุลกัน สังคมไทยก็เช่นกันต้องยกย่อง ผู้สูงอายุด้วย

เรื่องนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง  คนที่มีประสบการณ์ คนเก่าแก่ สะสมทุนมนุษย์ไว้มากมาย  การบริหาราทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร มักจะมองข้ามคนที่ใกล้เกษียณอายุ มองข้ามทุนมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวของเขา  ทำกับสูญเสียคุณค่าในตัวคน เป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ   
·   การประชุม APEC Symposium on Socio-economic Disparity ที่กรุง โซล เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมาพูดกันถึงช่องว่าง ระหว่างประเทศใน APEC และช่องว่างระหว่างกลุ่มประชาชนของประเทศใน APEC ซึ่งเป็นเรื่อง น่าสนใจว่า ปัจจุบันวิธีวัดความเหลื่อมล้ำของช่องว่างมี 3 วิธี
-
วัดจากรายได้หรือ GDP ต่อหัว
-
วัดจาก Human Development Index  และ วัดจากคุณภาพของคน
ผมได้แสดงความเห็นว่า คนที่มีรายได้มากกว่า ไม่ใช่มีความสุขมากกว่าเสมอไป ควรจะ เริ่มวัดจาก Happiness ด้วย ปรากฏว่าที่ประชุมรับฟังอย่างสนใจ และเริ่มมองประเด็นเรื่อง Happiness Capital เน้นความสุข ความสมดุลด้วย ผมเห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เน้นความสุข ความสมดุล     
เรื่องการวัดความเหลื่อมล้ำของช่องว่างของทรัพยากรมนุษย์ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะนำทุนตามทฤษฎี 8K’s ของอาจารย์บางตัวมาวัด ด้วย อาทิเช่น ทุนทางความสุข Happiness capital ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ฯ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความสมดุล ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ตรงนี้ สามารถนำมาใช้วัดช่องว่างระหว่างประชาชนในแต่ละจังหวัด ตำบล อำเภอได้  หรือนำมาใช้วัดช่องว่างระว่างประชาชนกลุ่มคนงานในแต่ละสถานประกอบการ แต่ละหน่วยงาน เพื่อนำมากำหนดยุทธศาสตร์ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ก็ย่อมได้ 
 ·        ได้รับเกียรติจากนักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาจิตวิทยา อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ไปบรรยาย 4 ชั่วโมง ผมแนะนำว่า การเรียนจิตวิทยา เป็นสิ่งจำเป็น แต่จะให้มีความสำเร็จในการทำงานจะต้องมี 2 H's คือ
- Head
และ
- Heart 
 
ผมเห็นว่า 2 H’s เป็นหัวใจสำคัญในการจะทำการงานให้สำเร็จ  ต้องมีหัวคิด มีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา(Head) และต้องมีทุนทางปัญญา ทางจริยธรรม ทุนทางความสุขต้องมีความสนใจ ใส่ใจ เอาใจใส่ คือ Heart   ถือว่าเป็นหัวใจในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ก็ว่าได้  
 ·        ศ.ดร.จีระ ยังได้แนะนำทฤษฎีใหม่คือ 2 I's  

o        I แรกคือ Inspiration คือการเรียนยุคใหม่ เด็กนักเรียนต้องถูกกระตุ้นจุดประกายให้ เกิดความสุข และHappy ที่ถูกกระตุ้นให้ไปสู่ความเป็นเลิศ

 

             o       I ตัวที่ 2 เน้น Imagination เพราะ ไอ   น์สไตน์ ( Einstein ) ได้พูดไว้เลยว่า
" Knowledge สู้ Imagination ไม่ได้ " เพราะคนไทยปัจจุบันไม่ชอบมีจินตนาการ เราเรียนแบบท่องจำ จึงเกิด Innovation ได้ น้อย
  
เรื่องนี้ผมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เรื่องการบริหารโรงเรียนของรัฐบาล โดยเฉพาะในชนบท  มองไปทางไหน จะเห็นร่องรอยของการสอนเด็กนักเรียน แบบเก่า ไม่ได้เอื้อต่อการให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ น่าเป็นห่วงประเทศชาติ เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ รัฐบาลก็น่าจะทุ่มเทสร้างคนเพื่อสร้างชาติให้ยั่งยืน Mega project ของรัฐ น่าจะมี Innovation ทางการศึกษาของเด็ก บ้าง  
 ·        เรื่องสุดท้ายคือที่โรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเนียมนิล ซึ่งผมไปพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดย เตรียมตัวไปสู่โลกการทำงานให้เด็กมัธยมปลาย ประมาณ 40 คน  หลักสูตรธุรกิจอุตสาหกรรมซึ่ง เป็นนวัตกรรมของหลักสูตรสายสามัญ ต้องมีความรู้ที่กว้างและทันต่อเหตุการณ์  ให้เด็ก ส่ง Blog มาว่ามีความรู้สึกอย่างไรต่อการเรียนแบบนี้  ใน Blog เด็กก็ถามว่า จะมาสอนอีก เมื่อไร แสดงว่าการให้ความรู้ที่ตรงประเด็นที่นำไปใช้ได้ ดีกว่าสอนไปโดยไม่มีเป้าหมาย น่าจะ เน้นทฤษฎี 2 I’s และทฤษฎี 2 R’s ของผม    
อ่านมาถึงตรงนี้ ทำให้ทราบว่า ศ.ดร.จีระ ไม่ได้มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในระดับผุ้ใหญ่เท่านั้น  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้ยั่งยืน ต้องหยั่งรากลงไปพัฒนาถึงเด็นในโรงเรียน สิ่งนี้เป็นตัวอย่างที่ดี รัฐบาลควรศึกษา นำไปเป็นแบบอย่างในการมุ่งมั่นพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน  HR ในสถานประกอบการ ก็นำไปประยุกต์ใช้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับรากหญ้า ลูกหลานพนักงานที่จะสามารถมาเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดีขององค์กรได้ อนาคต  การบริหารทรัพยากรมนุษย์ต้องคิดให้ไกล ไปให้ถึง ให้ยั่งยืนและสมดุล ครับ

  ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์สู่ศตวรรษใหม่ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น. และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people ทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00 – 19.00 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz   คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 ผมขอเชิญให้ท่านติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ  เชิญท่านผู้อ่าน อ่านบทความ บทเรียนจากความเป็นจริง  สร้าง Ideas ใหม่ๆ ของ ศ.ดร.จีระ ได้จาก Blog ถัดไปนี้    
  
ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน  
ยม  
น.ศ.ปริญญาเอกรัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎี
บัณฑิต  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(รุ่น 2 กทม.)
  • ยม "บทเรียนจากความจริง เรื่อง สร้าง Ideas ใหม่ๆ โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์"
    IP: xxx.9.157.64
    เขียนเมื่อ 
สร้าง Ideas ใหม่ๆ[1] 
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
(คัดมาจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 8 ก.ค. 2549)
ฟุตบอลโลกใกล้จะปิดฉากแล้ว ผมไม่ค่อยเขียนถึง เพราะมีเรื่องอื่นน่าสนใจหลายเรื่อง เช่น การเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สร้างความ ปลาบปลื้มให้แก่คนไทย 64 ล้านคน

เมื่อจบงานพระราชพิธีไปแล้ว การเมืองร้อนเริ่มตึงเครียดอีกแล้ว ต้องอดทน และติดตาม ศึกษาต่อไป
มีบทเรียนมากมายจากการกีฬาที่น่าเรียนรู้ โดยเฉพาะฟุตบอลโลกที่เราสามารถนำมาปรับ ใช้ต่อชีวิตและการทำงานของเรา

สัปดาห์นี้ ผมจึงเลือกเสนอ Ideas ใหม่ๆ 2-3 เรื่องเท่านั้นว่า ควันหลงฟุตบอลโลกทิ้งอะไร เป็นบทเรียน
-
เรื่องทุนทางอารมณ์ใน 5 K's ของผม หรือ Emotional Capital เป็นจุดหักเหในความ พ่ายแพ้ของอังกฤษ ส่วนหนึ่งมาจากการไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของ Rooney ความจริง การ เล่น 10 คนของอังกฤษยังเกือบชนะโปรตุเกส
Rooney สมบูรณ์ทางร่างกาย หายจากบาดเจ็บทัน แต่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ กระทืบเท้า ใส่คู่อริ แค่วินาทีเดียวก็ต้องโดนใบแดง การควบคุมอารมณ์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต้องฝึกใช้ใน การดำรงชีวิต ที่บางครั้งจะทำให้ทุกอย่างพังพินาศในชั่วพริบตาเดียว
 
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ การที่นักฟุตบอลรุ่นเก่า เช่น Zidane หรือ Henry ถูกมองว่าแก่ และสู้พลังหนุ่มไม่ได้ ปรากฏความจริงว่า บางครั้งเราจะประมาทผู้อาวุโสไม่ได้ คนที่มีอายุ มากกว่า เราต้องยกย่อง อย่าดูถูกและประมาทเขา เพราะประสบการณ์ช่วยมาก วันนี้ฟุตบอลทีม ชาติฝรั่งเศสเต็มไปด้วยผู้เล่นมีอายุ เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์เล่นฟุตบอล ผลคือได้เข้าชิงกับ อิตาลี ยุคนี้จึงต้องมองประสบการณ์และพลังหนุ่มให้สมดุลกัน สังคมไทยก็เช่นกันต้องยกย่อง ผู้สูงอายุด้วย

อีกเรื่องหนึ่งคือ การประชุม APEC Symposium on Socio-economic Disparity ที่กรุง โซล เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ มีการพูดกันถึงช่องว่าง ระหว่างประเทศใน APEC และช่องว่างระหว่างกลุ่มประชาชนของประเทศใน APEC ซึ่งเป็นเรื่อง น่าสนใจว่า ปัจจุบันวิธีวัดความเหลื่อมล้ำของช่องว่างมี 3 วิธี
-
วัดจากรายได้หรือ GDP ต่อหัว
-
วัดจาก Human Development Index วัดจากคุณภาพของคน

ผมได้แสดงความเห็นว่า คนที่มีรายได้มากกว่า ไม่ใช่มีความสุขมากกว่าเสมอไป ควรจะ เริ่มวัดจาก Happiness ด้วย ปรากฏว่าที่ประชุมรับฟังอย่างสนใจ และเริ่มมองประเด็นเรื่อง Happiness Capital เน้นความสุข ความสมดุลด้วย ผมเห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เน้นความสุข ความสมดุล ซึ่งจะเป็นประเด็นที่มีการกล่าวถึงกัน ระดับนานาชาติ ในระดับ APEC ในปีนี้และปีหน้าเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษาด้วย

ในฐานะที่ผมดูแลเรื่อง APEC HRD จะต้องเน้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีความสุข ในภูมิภาค APEC มากขึ้น

ส่วนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติจากนักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาจิตวิทยา อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ไปบรรยาย 4 ชั่วโมง ผมแนะนำว่า การเรียนจิตวิทยา เป็นสิ่งจำเป็น แต่จะให้มีความสำเร็จในการทำงานจะต้องมี 2 H's คือ
- Head
และ
- Heart

Heart คือ Feeling ความรู้สึกมาจากใจ มี Heart อย่างเดียวก็ไม่พอ จะต้องมี Head ด้วย
Head
คือการมองเป้าหมาย การมีข้อมูล การมียุทธวิธี เข้าใจ การเงิน การตลาด การ แข่งขัน ที่ทำให้ Heart ไปสู่ความสำเร็จ

ถ้ามี Head แต่ไม่มี Heart ก็ไม่สำเร็จ ลูกศิษย์หลายคนบอกว่า วิศวกร มี Head มาก แต่ ไม่มี Heart เลย
ให้ดูตัวอย่างคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา เป็นวิศวกร แต่มี Heart ที่เห็นคุณค่าของคน ให้การทำงานของ Heart และ Head ไปด้วยกัน
ผมยังได้แนะนำทฤษฎีใหม่คือ 2 I's

- I แรกคือ Inspiration คือการเรียนยุคใหม่ เด็กนักเรียนต้องถูกกระตุ้นจุดประกายให้ เกิดความสุข และHappy ที่ถูกกระตุ้นให้ไปสู่ความเป็นเลิศ โดยการคิดสร้างสรรค์และนอกกรอบ อาจารย์มหาวิทยาลัยกว่า 95% เป็นอาจารย์ที่ลอกตำรามาสอน และบางครั้งไม่เคยฝึกวิธีการสอน ให้เด็กมีส่วนร่วม และ Apply กับความจริง

- ส่วน I ตัวที่ 2 ผมเน้น Imagination เพราะ ไอน์สไตน์ ( Einstein ) ได้พูดไว้เลยว่า " Knowledge สู้ Imagination ไม่ได้ "

เพราะคนไทยปัจจุบันไม่ชอบมีจินตนาการ เราเรียนแบบท่องจำ จึงเกิด Innovation ได้ น้อย

เรื่องสุดท้ายคือที่โรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเนียมนิล ซึ่งผมไปพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดย เตรียมตัวไปสู่โลกการทำงานให้เด็กมัธยมปลาย ประมาณ 40 คน หลักสูตรธุรกิจอุตสาหกรรมซึ่ง เป็นนวัตกรรมของหลักสูตรสายสามัญ ต้องมีความรู้ที่กว้างและทันต่อเหตุการณ์ ปรากฏว่าให้เด็ก ส่ง Blog มาถึงผมว่ามีความรู้สึกอย่างไรต่อการเรียนแบบนี้ นักเรียนสนใจส่ง Blog มากเกือบทุก คน และแสดงความตั้งใจ คิดเป็น ไม่ว่าคุณภาพของเด็กจะอ่อนอย่างไร ถ้าสนใจก็สามารถพัฒนา สมองได้

การสอนหนังสือยุคใหม่ จะต้องสร้างแรงกระตุ้นให้เด็กสนใจ ซึ่งผมประทับใจมากที่เด็ก โรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเนียมนิล กระหายจะได้ความรู้ และใน Blog ก็ถามว่า จะมาสอนอีก เมื่อไร แสดงว่าการให้ความรู้ที่ตรงประเด็นที่นำไปใช้ได้ ดีกว่าสอนไปโดยไม่มีเป้าหมาย น่าจะ เน้นทฤษฎี 2 I's และทฤษฎี 2 R's ของผม  
จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร.
02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร
0-2273-0181  
  • ยม "บทเรียนจากความจริง เรื่อง สร้าง Ideas ใหม่ๆ โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์" (ปรับปรุงใหม่)
    IP: xxx.139.211.254
    เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน 

 

 

ผมปรับปรุงข้อความที่ผมเขียนเกี่ยวกับ บทเรียนจากความเป็นจริง เรื่อง สร้าง Ideas ใหม่ ๆ เพิ่มเติม เนื่องจากเมื่อเช้านี้รีบเขียนไป แล้วเห็นว่าน่าจะปรับปรุงข้อความบางส่วนโดยเฉพาะในส่วนที่ผมเขียนต่อจากข้อความของ ศ.ดร.จีระ ตอนท้ายนี้/สีฟ้า/ ส่วนที่ผมเขียนแสดงความคิดเห็น ผมทำสีดำไว้   มีดังนี้ครับ

 

เช้าวันนี้ วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2549  ผมแสวงหาอาหารทางสมอง เช่นเคย ด้วยการค้นหาข้อมูลข่าวสารจาก Internet   รายการแรกที่ผมอ่านในเช้าวันเสาร์ก็คือ บทเรียนจากความจริง ของ ศ.ดร.จีระ จาก เว็บของ น.ส.พ.แนวหน้า http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97 อาจารย์เขียน เกี่ยวกับ บทเรียนจากความจริง เรื่อง สร้าง Ideas ใหม่ๆ :  มีบทเรียนที่ อาจารย์เขียนเกี่ยวกับกีฬาที่น่าเรียนรู้ โดยเฉพาะฟุตบอลโลกที่สามารถนำมาปรับ ใช้ต่อชีวิตและการทำงานได้เป็นอย่างดี  ในบทความนี้ ศ.ดร.จีระ เขียน บทเรียนจากความเป็นจริงได้น่าสนใจ ข้อความข้างล่าง แถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียน ส่วนสีดำเป็นความเห็นของผม

 

   ·        ความ พ่ายแพ้ของอังกฤษ ส่วนหนึ่งมาจากการไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของ Rooney ความจริง ส่วนหนึ่งเพราะขาด Emotional Capital  ประโยคนี้จะเห็นว่า ศ.ดร.จีระ สะท้อนให้เห็น อารมณ์เป็นเรื่องสำคัญต่ออนาคต  ผมมีความเชื่อว่า คนเราถ้าทำอะไร แล้วไม่มีอารมณ์ที่ดี หรือมีอารมณ์มากเกินไป นอกจากจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาแล้ว โอกาสพ่ายแพ้ในชีวิต ย่อมมี การควบคุมอารมณ์ ความสมดุลทางอารมณ์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด  ทรัพยากรมนุษย์ที่มีทุนมนุษย์ ทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนแห่งความยั่งยืนฯ จะมีความสมดุลทางอารมณ์ได้ดี  นักบริหาร นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือผู้เป็นบิดา มารดา ควรที่จะบริหารพัฒนาทุนมนุษย์ให้เกิดแก่สมาชิกในองค์กร สถาบันที่ตนเองเป็นผู้นำ อย่างมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีการติดตามประเมินผล มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  ถ้าปล่อยให้สมาชิกในองค์กร ไม่มีความสมดุลทางอารมณ์ จะทำให้ทุกอย่างพังพินาศในชั่วพริบตาได้



·        การที่นักฟุตบอลรุ่นเก่า เช่น Zidane หรือ Henry ถูกมองว่าแก่ และสู้พลังหนุ่มไม่ได้ ปรากฏความจริงว่า บางครั้งเราจะประมาทผู้อาวุโสไม่ได้ คนที่มีอายุ มากกว่า เราต้องยกย่อง อย่าดูถูกและประมาทเขา เพราะประสบการณ์ช่วยมาก  ชาติฝรั่งเศสเต็มไปด้วยผู้เล่นมีอายุ เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์เล่นฟุตบอล ผลคือได้เข้าชิงกับ อิตาลี ยุคนี้จึงต้องมองประสบการณ์และพลังหนุ่มให้สมดุลกัน สังคมไทยก็เช่นกันต้องยกย่อง ผู้สูงอายุด้วย

ประโยคนี้น่าสนใจ ผมจับประเด็นได้ว่า  ทรัพยากรมนุษย์ ยิ่งนาน ยิ่งเก่า ยิ่งมีมูลค่าเพิ่ม  ไม่เหมือนเครื่องจักร ยิ่งนานไปยิ่งเสียค่าเสื่อม ใช้งานไม่ค่อยได้ดีเรื่องนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง  คนที่มีประสบการณ์ คนเก่าแก่ สะสมทุนมนุษย์ไว้มากมาย จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายความวิสัยทัศน์ ความสามารถของนักบริหาร หรือผู้นำเป็นอย่างมาก ว่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำให้คนเก่าแก่ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้หรือไม่ 

 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร มักจะมองข้ามคนที่ใกล้เกษียณอายุ มองข้ามทุนมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวของเขา  เท่ากับสร้างความสูญเสียคุณค่าในตัวคน เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ   

 

·   การประชุม APEC Symposium on Socio-economic Disparity ที่กรุง โซล เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมาพูดกันถึงช่องว่าง ระหว่างประเทศใน APEC และช่องว่างระหว่างกลุ่มประชาชนของประเทศใน APEC ซึ่งเป็นเรื่อง น่าสนใจว่า ปัจจุบันวิธีวัดความเหลื่อมล้ำของช่องว่างมี 3 วิธี

- วัดจากรายได้หรือ GDP ต่อหัว

- วัดจาก Human Development Index  และ วัดจากคุณภาพของคน

ผมได้แสดงความเห็นว่า คนที่มีรายได้มากกว่า ไม่ใช่มีความสุขมากกว่าเสมอไป ควรจะ เริ่มวัดจาก Happiness ด้วย ปรากฏว่าที่ประชุมรับฟังอย่างสนใจ และเริ่มมองประเด็นเรื่อง Happiness Capital เน้นความสุข ความสมดุลด้วย ผมเห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เน้นความสุข ความสมดุล    

 

ประโยคนี้ ผมคิดว่า เป็นผลพวงจากการใช้ระบบทุนนิยม ในการบริหารสังคมโลก ทำให้เกิดผู้ได้เปรียบ ผู้เสียเปรียบ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  จึงจำเป็นต้องมีการวัดความเหลื่อมล้ำของสังคม เป็นระยะ และควรมีมาตรฐานว่า ในแต่ละปัจจัยที่ใช้วัดความเหลื่อมล้ำนั้น ควรมีค่ามาตรฐานกำหนดไว้ เมื่อวัดออกมาแล้ว หัวข้อใดเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มสูงขึ้น ก็ควรมีสัญญาณเตือนภัย เรื่องพวกนี้ และมียุทธศาสตร์ในการแก้ไขและปัองกันภัยแห่งความเหลื่อมล้ำของสังคม ไม่ให้เกิดภัยแก่ทรัพยากรมนุษย์ของชาติ ของโลก

 

เรื่องการวัดความเหลื่อมล้ำของช่องว่างของทรัพยากรมนุษย์ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะนำทุนตามทฤษฎี 8K’s ของอาจารย์บางตัวมาวัด ด้วย อาทิเช่น ทุนทางความสุข Happiness capital ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ฯ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความสมดุล ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ตรงนี้ สามารถนำมาใช้วัดช่องว่างระหว่างประชาชนในแต่ละจังหวัด ตำบล อำเภอได้  หรือนำมาใช้วัดช่องว่างระว่างประชาชนกลุ่มคนงานในแต่ละสถานประกอบการ แต่ละหน่วยงาน เพื่อนำมากำหนดยุทธศาสตร์ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ก็ย่อมได้ 

 

 ·        ได้รับเกียรติจากนักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาจิตวิทยา อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ไปบรรยาย 4 ชั่วโมง ผมแนะนำว่า การเรียนจิตวิทยา เป็นสิ่งจำเป็น แต่จะให้มีความสำเร็จในการทำงานจะต้องมี 2 H's คือ

- Head และ

- Heart  

 

ศ.ดร.จีระ มีงานได้รับเชิญไปสอนหลายแห่งมาก  ทั้งสถานบันการศึกษา องค์กรภาครัฐและเอกชน  อาจารย์มีโอกาสทำประโยชน์ให้กับสังคมมากมาย  เป็นตัวอย่างที่ดี สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้นำ เมื่อมีความรู้ เมื่อมีโอกาส ก็เผื่อแผ่เมตตา กับผู้อื่น  ผมได้มีโอกาสเรียนและใกล้ชิดกับ ศ.ดร.จีระ ทำให้ทราบว่า นอกจากท่านมีความรู้ มีประสบการณ์ มีอุดมการณ์ เหมือน ศ.ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ แล้ว ท่านยังมีความเมตตาต่อลูกศิษย์ และให้โอกาส ให้ความรู้ กับศิษย์เสมอ

 

จากประโยคข้างต้น ผมเห็นว่า 2 H’s เป็นหัวใจสำคัญในการจะทำการงานให้สำเร็จ ต้องมีหัวคิด มีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา(Head) และต้องมีทุนทางปัญญา ทางจริยธรรม ทุนทางความสุขต้องมีความสนใจ ใส่ใจ เอาใจใส่ คือ Heart   ถือว่าเป็นหัวใจในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ก็ว่าได้  

 

 ·        ศ.ดร.จีระ ยังได้แนะนำทฤษฎีใหม่คือ 2 I's  

 o        I แรกคือ Inspiration คือการเรียนยุคใหม่ เด็กนักเรียนต้องถูกกระตุ้นจุดประกายให้ เกิดความสุข และHappy ที่ถูกกระตุ้นให้ไปสู่ความเป็นเลิศ

 

 o       I ตัวที่ 2 เน้น    Imagination   เพราะ ไอน์สไตน์ ( Einstein ) ได้พูดไว้เลยว่า
" Knowledge สู้ Imagination ไม่ได้ " เพราะคนไทยปัจจุบันไม่ชอบมีจินตนาการ เราเรียนแบบท่องจำ จึงเกิด Innovation ได้ น้อย  

 

ข้อความนี้ ศ.ดร.จีระ กล่าวถึง แนวทางในการสอนเด็กของไทยเรา  ในอดีตเราสอนให้เด็กท่องจำ คนไหนท่องจำเก่ง คนนั้นคะแนนดี คนไหนคิดนอกกรอบ จะโดนข้อหาว่า นอกคอก ทำตัวไม่เหมือนคนอื่น ทำให้ผลผลิตของโรงเรียน ได้นักเรียนที่จบการศึกษา  ได้ทรัพยากรมนุษย์ ที่คิดในกรอบเท่านั้น และที่อันตรายมาก คือใครคิดไม่เหมือนตนเองคือคนไม่ดี ต้องขจัดออกไป พอโลกหรือสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการปรับตัวให้อยู่รอด ไม่มีความคิดใหม่ ๆ มาพัฒนาชาติ ใครคิดใหม่ ๆ จะถูกวิจารณ์อย่างมาก  ประเทศเราไม่สามารถพัฒนาไปได้รวดเร็วนัก

 

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมไปเยี่ยมโรงเรียนแห่งหนึ่งในชนบท  มีการจัดสถานที่ให้เด็กเล็กไว้เล่นคือมีสวนเด็กเล่น กั้นคอกไว้ ข้างในมีพื้นเป็นทราย และมีล้อยางรถเก่าอยู่ สี่ห้าเส้น ผมถามว่านั่นคืออะไร  ได้รับคำตอบว่าเด็กชอบเล่นทราย จึงทำไว้ให้เด็กเล่น  ของเล่นภายในไม่ได้เอื้อให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์นัก ปัญหามาจากผู้ใหญ่ที่ขาดความคิดสร้างสรรค์เพียงพอ กลายเป็นวัฐจักรแห่งความทางตันแห่งความคิดสร้างสรรค์

 

เรื่องการบริหารโรงเรียนของรัฐบาล โดยเฉพาะในชนบท  ยังมีการสอนแบบนี้อยู่มาก  นโยบายของรัฐ เกี่ยวกับบริหารการศึกษา การสอนเด็กนักเรียน  ไม่ได้เอื้อต่อการให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ น่าเป็นห่วงประเทศชาติ เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ รัฐบาลก็น่าจะทุ่มเทสร้างคนเพื่อสร้างชาติให้ยั่งยืน Mega project ของรัฐ น่าจะมี Innovation ทางการศึกษาของเด็ก บ้าง  

 

 ·        เรื่องสุดท้ายคือที่โรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเนียมนิล ซึ่งผมไปพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดย เตรียมตัวไปสู่โลกการทำงานให้เด็กมัธยมปลาย ประมาณ 40 คน  หลักสูตรธุรกิจอุตสาหกรรมซึ่ง เป็นนวัตกรรมของหลักสูตรสายสามัญ ต้องมีความรู้ที่กว้างและทันต่อเหตุการณ์  ให้เด็ก ส่ง Blog มาว่ามีความรู้สึกอย่างไรต่อการเรียนแบบนี้  ใน Blog เด็กก็ถามว่า จะมาสอนอีก เมื่อไร แสดงว่าการให้ความรู้ที่ตรงประเด็นที่นำไปใช้ได้ ดีกว่าสอนไปโดยไม่มีเป้าหมาย น่าจะ เน้นทฤษฎี 2 I’s และทฤษฎี 2 R’s ของผม    

 

อ่านมาถึงตรงนี้ ทำให้ทราบว่า ศ.ดร.จีระ ให้ความรู้ และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หลากหลายทั้งในระดับผู้ใหญ่ และเยาวชน  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้ยั่งยืน ต้องหยั่งรากลงไปพัฒนาถึงเด็กในโรงเรียน และถ้าจะลึกไปกว่านั้น ต้องพัฒนาตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มารดา ด้วย 

  

สิ่งนี้เป็นตัวอย่างที่ดี รัฐบาลควรศึกษา นำไปเป็นแบบอย่างในการมุ่งมั่นพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน  HR Manager หรือผู้บริหารในสถานประกอบการ ต่าง ๆ ก็สามารถนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับรากหญ้า ถึงระดับลูกหลานพนักงานที่มีแนวโน้มที่จะมาเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดีขององค์กรได้อนาคต  การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในยุคนี้ ต้องคิดให้ไกล ไปให้ถึง ให้ยั่งยืนและสมดุล อย่างมียุทธศาสตร์ครับ

 


  ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์สู่ศตวรรษใหม่ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น. และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people ทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00 – 19.00 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz   คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 ผมขอเชิญให้ท่านติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ  เชิญท่านผู้อ่าน อ่านบทความ บทเรียนจากความเป็นจริง  สร้าง Ideas ใหม่ๆ ของ ศ.ดร.จีระ ได้จาก Blog ถัดไปนี้ 

     

ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน  

 

ยม  

น.ศ.ปริญญาเอกรัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต  

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(รุ่น 2 กทม.) 

สวัสดีครับ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์

Human Capacity Building คือการทำอย่างไรให้เราจะสามารถดึงศักยภาพของคนในองค์การออกมาใช้ได้ เราจึงต้องมีการสร้าง Head และ Heart ขึ้นเพื่อผลสัมฤทธ์ขององค์การที่ยั่งยืน  head เป็นเรื่องของการแสวงหาความรู้ที่ไม่รู้จักจบสิ้นให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งทั้งหลาย ส่วนheart เป็นการเข้าถึงสภาวะของอารมณ์และจิตใจ รู้จักการรับฟังและเข้าใจผู้อื่น ก่อนที่จะให้ผู้อื่นเข้าใจเราถ้าสองอย่างทั้ง head and heart รวมกันได้อย่างสมบูรณ์เหมาะสมตามกาลเวลาก็จะสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  ทั้งนี้เราสามารถเปลี่ยนวิกฤตต่างๆให้เป็นโอกาสได้ขึ้นอยู่กับการมองในมุมที่แตกต่างออกไป

เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

        แต่เดิมผมมีความเชื่อในทฤษฎี "มัชฌิมาปฏิปทา" หรืออาจจะใช้คำว่า Theory of Harmony  ผมคิดว่ามันคือการที่เราเน้นที่ความสมดุลในทุกๆ เรื่อง  เช่น ถ้าคนๆหนึ่งมีขาข้างขวาที่แข็งแรงมาก แต่ขาข้างซ้ายผอมเล็กไม่มีแรง คงไม่ที่ทางที่คนๆนั้นจะวิ่งได้เร็ว แพ้แม้กระทั่งคนที่ความแข็งแรงของขาธรรมดาทั้ง 2 ข้าง   จากการที่ได้รับฟังอาจารย์สอนในเรื่องของให้มีความสมดุลทั้ง Head และ Heart  ยิ่งตอกย้ำภาพในใจของผมให้ชัดเจนขึ้นอย่างมาก   รวมถึงการที่อาจารย์สอนให้สร้างความเชื่อมั่นในตัวเรากับผู้อื่นซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์มากครับ

       จึงขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงครับ

                          

 สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ/อาจารย์พจนารถและนักศีกษา ทุกคน

 

บทบาทใหม่ ของ HRM  ในองค์กร 

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า สภาพแวดล้อมของธุรกิจ สถานประกอบการมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้ง การเมือง(Political) เศรษฐกิจ(Economy) สังคม(Social) และเทคโนโลยีต่าง ๆ (Technology) องค์กรหลายแห่งมีการปรับยุทธศาสตร์การบริหารองค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์  หลายองค์กรให้มาใช้แข่งขันเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่ไปกับการแข่งขันทางการตลาด ดังนั้น แนวโน้มของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) จึงได้เปลี่ยนไป องค์กรหลายองค์กรได้นำแนวความคิดเรื่องการบริหารทุนมนุษย์  เข้ามาใช้เป็นยุทธ์ศาสตร์องค์กร นั่นคือพนักงานทุกคนถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดในองค์กร องค์จะเป็นเลิศได้ด้วยทรัพยากรมนุษย์เป็นพื้นฐาน คนดีมีคุณภาพ ทำให้องค์กรมีคุณภาพ และทำให้สามารถผลิตสินค้าและบริการได้มีคุณภาพ สนองความพึงพอใจของลูกค้าได้เป็นอย่างดี องค์กรที่มีวิสัยทัศน์จึงต้องหาทางพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้เกิดทุนมนุษย์ ทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม ทุนทางความสุข ทุนทางจริยธรรม ทุนแห่งความยั่งยืน ทุนทาง IT ให้เกิดขึ้นในทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง HRM ต้องแนะนำให้ผู้บริหารระดับสูงรู้จักสร้างและสะสมทุนทางบารมีให้เกิดขึ้นในกับทรัพยากรมนุษย์ ให้ทรัพยากรมนุษย์มีทัศนคติ ความคิด พฤติกรรมที่ดีมีความศรัทธา ต่อองค์กร ซึ่งนับว่าเป็นบทบาทที่ท้าทายใหม่ของ HRM และผู้บริหารระดับสูงขององค์กร 

HRM  ในยุคนี้และยุคหน้าไม่ใช่แค่ทำอย่างไรให้งานของ HRM มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพียงอย่างเดียว เท่านั้น แต่จะต้องคำนึงถึงทุนมนุษย์ในทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรว่ามีมากน้อยเพียงใด และจะมีทุนทางทรัพยากรมนุษย์ ใช้ในองค์กรไปได้อีกกี่ปี เมื่อใดสมควรที่จะพัฒนาทุนนี้ให้มีมากขึ้น  องค์กรบางแห่งที่อาจจะเรียกได้ว่า ชาดทุนทางทรัพยากรมนุษย์ ก็ต้องไปขอยืมตัว ไปขอซื้อจากองค์กรอื่น ๆ  มาก็มีให้เห็นหลายแห่ง แย่งตัวทรัพยากรมนุษย์ที่มีทุนมนุษย์มาก ๆ มาอยู่ในองค์กร 

เมื่องานในองค์กรหลายๆ อย่างถูก ผู้รับเหมา หรือ outsource ออกไป โครงสร้างขององค์กรจะเล็กลง รวมทั้งโครงสร้างของ HRM ก็จะเล็กลงไปด้วย แต่กลับจะมีความสำคัญมากขึ้นในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์(Human Capital) ด้านการพัฒนาองค์กร (Organization Development)  และบทบาทด้านการเป็น Business Partner ของผู้บริหารระดับสูง นั้นคือ HRM จะต้องเน้นบทบาททาง Organization Development, organization strategy มากขึ้น.  

 Dave Ulrich” นักทฤษฎีด้านการบริหารองค์กร ได้เสนอแนวทางการวางบทบาทของนักบริหารทรัพกรมนุษย์ ในอนาคตไว้ 4 ด้านด้วยกัน คือ         

1. เป็น “Administrative Expert”         

2. เป็น  “Employee Champion”         

3. เป็น “Change Agent”                                    

4. เป็น “Strategic

 

 

           บทบาทแรก เป็นบทบาทผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานธุรการ หรือ “Administrative Expert”  ในบทบาทนี้ HRM ต้องสามารถทำงานประจำ งานเอกสาร งานธุรการอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึง การใช้ต้นทุนและเวลาให้น้อยที่สุด แต่ได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งภายในและภายนอกได้มากขึ้น HRM สมัยใหม่จะต้องแก้ไข ปรับปรุงและพัฒนาการทำงาน เพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น (Non – Value added) เพื่อให้งานมีความคล่องตัวมากขึ้น อย่างมียุทธ์ศาสตร์ มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน

    

     

            บทบาทที่สอง “Employee Champion” ในบทบาทนี้ HRM จะต้องสร้างองค์กรให้พนักงานมีความพึงพอใจทั้งในด้านสภาพการทำงานและสภาพการจ้างงาน สิ่งที่เป็นดัชนีสำคัญในการชี้วัดความสำเร็จ คือ ทัศนคติของพนักงานที่มีต่อบริษัท ความพึงพอใจในการทำงานที่บริษัท ต่อนโยบายการบริหาร สภาพแวดล้อมในการทำงาน ระเบียบข้อบังคับในการทำงานและอื่น ๆ เป็นต้น /Job Satisfaction มิติการมองการทำงานของ HRM จะอยู่ที่เรื่องความพึงพอใจของลูกค้า(Customer Satifaction) ความพึงพอใจ ความสุขของพนักงาน(Employee Satisfaction) และผลประกอบการขององค์กร (Organization Result) หรือ เรียกย่อ ๆ ว่า CEO

 

           บทบาทที่สาม “Change Agent” นับว่าเป็นบทบาทใหม่ของ HRM ที่จะต้องเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาองค์กร พัฒนาทรัพยากรมนุษย์  เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขององค์กร ต้องไม่ลืม ความสำเร็จในอดีตไม่สามารถรับประกันความสำเร็จในอนาคตได้ ต้องไม่ลืมสภาพแวดล้อมขององค์กรเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก องค์กรไม่ได้อยู่ในสภาพสุญญากาศ องค์กรจะต้องมีการปรับตัวให้ทันกับสิ่งแวดล้อมว่าจะเป็น เศรษฐกิจ การเมือง สังคม เทคโนโลยี และคู่แข่งัน  ดังนั้นองค์กรที่จะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ จะต้องสามารถปรับเปลี่ยนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับว่าเป็นบทบาทสำคัญที่ผู้บริหารที่ชาญฉลาดจะต้องให้ HRM เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธ์ศาสตร์ธุรกิจ เพราะ คนหรือทรัพยากรมนุษย์ จะนำองค์กรไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต          

บทบาทที่สี่ “Strategic Partner” ซึ่งเป็นบทบาทที่ท้าทายมากที่สุดสำหรับ HRM เนื่องจาก HRM จะต้องเข้าใจในธุรกิจและปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจมีความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านทรัพยากรมนุษย์ เช่น จะต้องเตรียมบุคลากรที่มีคุณภาพที่จะสามารถสร้างอำนาจในการแข่งขัน การนำเครื่องมือทางการบริหารจัดการใหม่  ๆ มาใช้ ที่จะทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น Balanced Scorecard, Six Sigma, Competency Base, Strength Base และอื่นๆอีกมากมาย  เครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือของการพัฒนาองค์กร โดย HRM จะต้องทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารจากทุกๆ หน่วยงาน          

ตามแนวคิดของ  Dave Ulrich ผมมีความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า HRM ควรมีบทบาทเพิ่มเติมอีกบทบาทหนึ่ง ได้แก่ Human Capital Management and Development ซึ่งHRM จะต้องเป็นผู้นำในการบริหารและพัฒนาทุนมนุษย์ ให้มีอยู่เสมอในตัวทรัพยากรมนุษย์  

จะเห็นได้ว่าบทบาทของ HRM นั้น มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปอย่างมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทที่จะเป็น Strategic Partner และ Human Capital Management and Development ชาว HRM สายพันธ์แท้ทั้งหลาย จะต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์ธุรกิจ การจัดโครงสร้างองค์กร และยุทธ์ศาสตร์การบริหารคนให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน HRM จะต้องมีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางIT ทุนทางจริยธรรม จะต้องมีความเข้าใจในเครื่องมือพัฒนาองค์กรใหม่ๆ อย่างลึกซึ้ง รู้หลักการ แนวคิด และกระบวนการอย่างชัดเจน และที่สำคัญจะต้องนำมาใช้อย่างมีสติ สมดุลและยั่งยืน ไม่ใช่นำมาใช้ตามแฟชั่น และเมื่อมีปัญหาขึ้นมา คน HRM ไม่สามารถตอบคำถามได้ การวางบทบาทของ HRM ให้มีความชัดเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็น และที่สำคัญ HRM ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ กลยุทธ์ใหม่อยู่เสมอ เพราะความคาดหวังจากองค์กรต่อ HRM ได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ถ้า HRM ยังคงมุ่งเน้นแต่ทำงานเอกสาร (Admin.) และจำกัดอยู่เฉพาะแต่เรื่องของ Process กับแค่ลูกจ้าง หรือบทบาทที่เป็น  Personnel Admin Expert เท่านั้น โดยไม่เปลี่ยนกรอบความคิด (Paradigm) และบทบาทที่สร้างคุณค่าเพิ่ม (Value Added) แก่องค์กร ไม่เข้าใจที่จะบริหารจัดการทุนมนุษย์ในองค์กร ให้มีมากพอต่อการขับเคลื่อนองค์กรแล้ว ภาพลักษณ์ของ HRM ก็ไม่ต่างกับ คนทำงานธรรมดา ๆนั่นเอง จะนำพาองค์กรให้สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในยุดสมัยใหม่นี้ได้อย่างไร

  

สวัสดี

  

ยม

 

นักศึกษาปริญญาเอก

รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(กทม)รุ่น 2

กราบสวัสดี  อาจารย์จิระ ค่ะ ดิฉันได้เอารับการอบรมกับท่านอาจารย์ในหัวข้อ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์ X  วันนี้ได้มีโอกาสเปิดอ่าน Blog จากลูกศิลป์ที่ท่านอาจารย์ไปให้ความรู้  ซึ่งหัวข้อดังกล่าวดิฉันก็ยังไม่ค่อยรู้มาก่อน แต่เมื่อได้อ่านบทความของหลาย ๆ ท่านมีความคิดคล้าย ๆ กันในเรื่องของ head กับ heart ซึ่งก็ถือว่าเป็นแนวปฏิบัติในการบริหารทรัพยากรมนุษย์อีกแบบหนึ่ง ตัวดิฉันเองก็ทำงานในด้าน Hr โดยตรง  มีปัญหาเรื่องของการบริหารคนพอสมควร ทำอย่างไรถึงจะทำให้พวกเค้าดึงความรู้ ความสามารถออกมาใช้ให้มากที่สุด  แต่ปัญหาที่พบคือ ไม่คอยมีผู้ให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะหัวหน้างานทั้งหลาย ซึ่งเป็นบุคคลเก่าแก่ ต้องขอใช้คำนี้นะค่ะ เพราะไม่ค่อยเปิดรับอะไรใหม่ๆ หรือแนวคิดใหม่ ๆ เลย มักจะทำไปตามระเบียบเดิม ๆ ซึ่งมันไม่ได้ทำให้องค์กรพัฒนาเลย ทำไปเหมือนเช้าชามเย็นชาม สะงั้น  ในฐานะที่ดิฉันได้รับความรู้หลาย ๆ จากการที่ได้เข้ารับการอบรมจากอาจารย์และได้อ่านแนวคิดจากเพื่อนร่วม blog แล้วอยากที่จะนำความรู้มาพัฒนาองค์กรค่ะ  เพราะถ้าองค์กรพัฒนา มีความมั่นคง เราก็พลอยมั่นคงไปด้วยใช่มั้ยค่ะ และที่สำคัญได้อ่านบทความของคุณยม  ซึ่งก็เคยได้พบตอนไปอบรม HR พันธุ์ X  คุณยมเขียนบทความได้ดีมากเลยค่ะ เป็นประโยชน์มาก อ่านง่ายและเข้าใจง่าย  ดิฉันจะพยายามเข้า blog มาหาความรู้บ่อย ๆ ค่ะ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในองค์การบ้าง  อย่างนี้ก็เพื่อเพิ่มความรู้ของเรา ดิฉันอยากเรียนต่อทางด้านจิตวิทยานะค่ะ เพราะจะได้ศึกษาพฤติกรรมแนวคิดของคนและนำมาปรับใช้กับการทำงาน  ถ้าเป็นไปได้   หากมีโอกาสดิฉันอยากทำให้องค์กรของดิฉันเจริญก้าวหน้าและร่วมพัฒนาให้เจริญยิ่งขึ้นไป  และฝากความคิดถึงเพื่อน ๆ พี่ ๆ  HR. พันธุ์ X ทุกคนด้วยค่ะ และทีมงานของอาจารย์ทุกคนด้วยนะค่ะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง 

 

 

เช้าวันนี้ ผมหาความรู้จาก internet เช่นเคย และศึกษาบทความจาก น.ส.พ.แนวหน้า จาก http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97 ศึกษาบทความ ของ ศ.ดร.จีระ บทเรียนจากความจริง ไม่มี pain ไม่มี gain และคัดมาบางประโยคจากบทความที่ ศ.ดร.จีระ เขียนไว้ (สีนำเงิน) ส่วนที่ผมมีความเห็นเพิ่มเติม ผมเขียนไว้ทำเป็นสีดำ เพื่อแชร์ความรู้ประสบการณ์ ที่อาจจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน นักศึกษาที่สนใจ  รายละเอียดมีดังนี้  

 

  *      วันพฤหัสบดีที่ 20 ที่ประชาชนชาวไทยทุกคน ต่างส่งจิตใจถวายพระพรด้วย ความเป็นห่วงใยขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหายจากอาการพระประชวรอย่างรวดเร็ว เป็น มิ่งขวัญของคนไทยต่อไปเมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมา ผมได้บรรยาย ศิลปะการเป็นหัวหน้า ให้กับหัวหน้างานในองค์กร ที่ผมทำงานอยู่ ผมนำภาพของในหลวง มาสอนหัวหน้างาน ให้เห็นพระอัจฉริยภาพของในหลวงในการเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้าคนไทยทั้งชาติ ท่านติดดิน ท่านไม่ยึดในตำแหน่ง ท่านมีความรัก ห่วงใยคนไทย เห็นได้จากภาพที่พระองค์ท่าน ทรงเสด็จเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ท่านมีการเตรียมพระองค์ เตรียมแผนงานสังเกตได้จากแผนที่ ที่พระองค์ท่านนำไปด้วย ท่านให้มีความจริงจังมุ่งมั่นการทรงงาน สังเกตจากพระหัตถ์ พระเนตร กล้องถ่ายภาพที่พระองค์ท่านนำติดตัวไปด้วย  ด้วยการที่พระองค์ท่าน มานะ เพียรพยายาม ปกครองแผ่นดินโดยธรรม  ทำให้ท่านเกิดบารมีแผ่ไปทั่ว ทำให้ท่านเป็นที่รักและเคารพยิ่งต่อประชาชนชาวไทย  คนเป็นหัวหน้างานเป็นผู้นำ จึงควรศึกษาและเจริญลอยตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  การที่ผมสอนหัวหน้างานเช่นนี้ เป็น Innovation ทางการสอน ศิลปะการเป็นผู้นำ ให้กับหัวหน้างานในองค์กร ด้วยความจงรักภักดี ที่ผมมีต่อพระองค์ท่าน ทำให้ผมคิดเรื่องนี้ และสอนออกไป พอถึงเวลา บ่ายสองสามโมง ผมขั้นรายการว่าขณะนี้ พระองค์ท่านคงกำลังเดินทางเข้าไปรับการถวายการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช ขอให้พวกเราตั้งจิต อธิฐาน ขอให้พระองค์ท่านทรงปลอดภัย และมีพระวรกายที่แข็งแรง  *     

คนไทยต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง คิดเป็น วิเคราะห์ เป็น จึงจะสกัดกั้นคนไม่ดีออกไปประโยคนี้ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง การตัดสินใจ ต้อง base on information and knowledge บางครั้งคนไทยเราตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ หรือตาม ๆ กันไป แต่ถ้าทรัพยากรมนุษย์ที่มีทุนมนุษย์ดีเป็นพื้นฐาน มีทุนตามทฤษฎี 8K’s ของอาจารย์ ผมคิดว่า ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นครับ  *     

ผู้ใหญ่ที่ดี จะต้องสนับสนุนให้รุ่นเด็ก ได้โตแทน ผมเริ่มเป็นผู้ใหญ่ ก็จะต้องทำบทบาทนี้มากขึ้น เช่น สนับสนุนให้อาจารย์ยม นาคสุขมีความ เก่งและดีเพิ่มขึ้นประโยคนี้ ผมได้สองเรื่อง คือ ได้ข้อคิดว่า การจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ดูที่การปฏิบัติต่อผู้น้อย การจะเป็นผู้ใหญ่หรือผู้นำที่มีคุณค่า คือการสร้างคนรุ่นใหม่ ให้เติบโตแทน  บทบาทหน้าที่ของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองคือสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้เป็นคนที่มีคุณภาพและมีคุณค่าต่อประเทศชาติ  ประการต่อมา ผมได้กำลังใจจาก ศ.ดร.จีระ ท่านให้เกียรติผมมาก ผมสังเกตท่าน มีวิธีการบริหารทีมงาน และลูกศิษย์ที่เป็นน่าสนใจมาก ท่านมีการบริหารความรัก ความศรัทธา ในทีมงานอยู่เสมอ เป็นแบบอย่างที่ดี ของผู้ใหญ่/ผู้นำที่มีคุณภาพ ขอบคุณอาจารย์มาก ที่ให้เกียรติผมและมีความคิดสนับสนุนผมให้เก่งและดีเพิ่มขึ้น   *     

กำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ยังเป็นรองชาติอื่น ๆ มาก

ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ เป็นอย่างมาก กำลังคน คุณภาพของคนในชาติไทยของเรา ยังเป็นรองชาติอื่นๆ หลายด้าน โดยเฉพาะด้านที่สำคัญ ๆ เช่น ด้านภาษาอังกฤษ ด้านคณิตศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฯ   เป็นสิ่งที่ผู้นำบ้านเมืองควร กำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์พัฒนาชาติในเรื่อง ทุนทางทรัพยากรมนุษย์ เพื่ออนาคตของประเทศในระยะยาว อย่างชัดเจนและมีตัวชี้วัด ความสำเร็จ ทั้งระยะสั้น ระยะปานกลางและระยะยาว  ส่งเสริมให้สถานบันการศึกษาและครู มีบทบาทในเรื่องนี้ 

   เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านโพธิ์ทอง ต.ภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผมเคยเข้ามาทำวิจัย เมื่อสมัยเป็นบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา  ได้แวะเยี่ยมชาวบ้านที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันในหมู่บ้านยากจนแห่งนี้  และได้แวะเข้าไปเยี่ยม โรงเรียนเคียงศิริ ซึ่งเป็นโรงเรียนในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จย่าฯ  ซึ่งผมเคยเข้าไปช่วยสอนนักเรียนขั้นป. 6 ผมดีใจที่เห็นโรงเรียนพัฒนาขึ้น ด้วยอาคารเรียนหลายหลัง สามารถรับนักเรียนได้มากขึ้น แต่ที่น่าเศร้าใจคือ ห้องเล็ปที่มีไว้ให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์  แทบจะไม่มีอุปกรณ์เล็ปที่ทันสมัยให้นักเรียนได้ใช้เลย  แต่ก็ยังดีที่มีห้องคอมพิวเตอร์ให้นักเรียน ได้ฝึกใช้  ที่พบแล้วน่าคิดอีกเรื่องก็คือ  โรงเรียนมีคอกเป็นอาคารโปร่งเหมือนคอกวัว แต่ล้อมรอบด้วยไม้ระแนง จากพื้นถึงเพดาน มุงหลังคากระเบื้อง ขนาดเท่าบ้านขนาดเล็กชั้นเดียว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกำนันในหมู่บ้าน  เป็นที่ให้เด็กเล็กได้เข้าไปเล่นเหมือนที่เด็กเล่นในห้าง  แต่ภายในห้อง มีพื้นทราย ที่มีทรายและมีล้อรถยนต์เก่า ๆ อยู่ ห้าหกเส้น ผมทราบภายหลังว่า คือที่เอาไว้ให้เด็กเล่น เพราะเด็กชอบเล่นทราย  ตรงนี้สะท้อนให้เห็นนโยบายสาธารณะของรัฐ และวิสัยทัศน์ในการสร้างคนเพื่อสร้างชาติ ว่ายังไม่เข้มแข็ง รัฐยังไม่จริงจังกับการสร้างเด็กน้อย ในชนบท ในขณะที่เด็กญี่ปุ่น อเมริกา สิงค์โปร์ มีของที่ให้เด็ก ๆ เล่นเพื่อกระตุ้นความอยากรู้ อยากเรียน สติปัญญา ที่มีการวัดผลได้  ผมจึงขอฝากผู้เกี่ยวข้องในบ้านเมือง ให้ตระหนักเรื่อง การสร้างเด็กในชนบทให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของชาติในอนาคต ผ่าน Blog ของ ศ.ดร.จีระ นี้  *     

 " มาเฟียก็เก่ง แต่เป้าหมายของเขาไม่ดี ขาด คุณธรรม จริยธรรม เห็นแก่ตัว ทำเพื่อพรรคพวก ผมจึงยึดถือว่า คนเก่ง กับคนดี มีคุณธรรมควรจะต้องคู่ กัน ดูได้จาก 8 K's และ คนเก่งอย่างเดียวจะต้องแพ้คนดี ทุนทางจริยธรรมในระยะยาว 

พวกมาเฟียมีคุณสมบัติของการเป็นผู้นำอยู่บางประการคือ

 

 รู้จักครองงาน จึงมีเป้าหมายชัดเจน  มุ่งมั่นที่จะทำ มีการวางแผนอย่างรัดกุม ลงมือปฏิบัติอย่างรวดเร็ว

 

รู้จักครองคน คือคนในทีม ซึ่งมาเฟียส่วนใหญ่ทำงานเป็นทีม มีการหารือและทำงานร่วมกันได้อย่างน่าสนใจ

 

 แต่มาเฟีย ไม่รู้จักครองตน  ปล่อยให้ความไม่ดี มาครอบงำ ขาดความคิดดี ทำดี ขาดทุนทางจริยธรรม ในที่สุดท้าย จะทำให้ไม่มีทุนทางความสุข  *     

อยู่รอดไปวัน ๆ เพื่อตัวเอง ไม่ได้ อยู่เพื่อประเทศหรือส่วนรวม 

ประโยคนี้ ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ครับและมีความเห็นเพิ่มเติมคือ มนนุษย์มีเรื่องน่าเสียดาย 3 เรื่อง

  • วันนี้ผ่านไปโดยไร้ค่าน่าเสียดาย
  • ชาตินี้ไม่ได้ศึกษาแสวงหาความรู้น่าเสียดาย 
  •  เกิดเป็นมนุษย์ทั้งทีเอาดีไม่ได้น่าเสียดาย ไม่ได้สร้างประโยชน์ หรือคุณค่าแก่คนรุ่นหลังหรือสังคมเลย น่าเสียดาย 

ทั้งนั้น ผมโชคดีได้ทำงานท้าทาย และได้เรียนรู้

ไปด้วย
 

เป็นสิงที่น่าเอาอย่าง  คนทำงานที่เป็นเลิศ  มักมี

คุณสมบัติ 6 ท. คือ

 

ท.ท้าทาย  ทำงานที่ยากกว่า

 

ท.ท่าทีที่ดี  มาจากความคิดที่ดี นำไปสู่การทำดี พฤติกรรมดี นิสัยและบุคลิกดี

 

ท. เที่ยงธรรม มีคุณธรรม ความเที่ยงธรรมประจำใจ

 

ท. ทน มีความอดทน อุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร

 

ท. ทำ  มุ่งมั่นทำงาน ในหน้าที่รับผิดชอบ ให้สำเร็จ

 

ท.ทบทวน   ผู้ใดหมั่นทบทวนตรึกตรอง สิ่งที่ได้เรียนรู้หมั่นทบทวน ก็จะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ ทุนทางปัญญา มีความเป็นเลิศ ในการเรียนรู้

 

  *      ให้อาจารย์รับฟังลูกศิษย์แบบแลกเปลี่ยนความรู้ 2 ทางมากขึ้น ผมจะจัดให้ คณาจารย์ทุกเดือน ซึ่งครั้งหน้าจะเน้นคุณธรรม จริยธรรม ผมทำจริง หากใครเห็นว่าผมมีประโยชน์ก็บอก มาได้ ประโยคนี้ ผมได้แง่คิดที่ว่า การเรียนการสอนสมัยใหม่นี้ ต้องมี two ways communication และ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ได้ทั้งบริหารความรู้ ได้ทั้งบริหารทัศคติ ความรัก ความศรัทธา  เป็นสิ่งที่ผู้เป็นบิดา มารดา สามารถนำไปใช้สอนการบ้านบุตรธิดาได้  เป็นสิ่งที่ครู อาจารย์ ตามโรงเรียนต่าง ๆ ควรนำไปใช้ในการเรียนการสอน เลิกเสียทีการสอนแบบท่องจำ อย่างเดียว ศ.ดร.จีระ นำองค์ความรู้ เรื่อง 4L’s ไปให้อาจารย์ตามโรงเรียนต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์อย่างมากกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติ เป็นสิ่งที่ดี ที่ผู้นำทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ควรนำเอาหลักการเหล่านี้ไปบูรณาการใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาองค์ความรู้ในองค์กร   *     

no pain , no gain  ทฤษฎีเจ็บปวดก่อนและไปสู่ความสำเร็จ สอนว่า ทุกคนเจออุปสรรค แต่ใช้อุปสรรคเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จ การมีความ เจ็บปวด ไม่ใช่ของเลว แต่ต้องนำไปสู่ความสำเร็จให้ได้ ผมชอบเอาชนะความเจ็บปวด เพื่อให้เรา แข็งแกร่งขึ้น

ลำบากเมื่อหนุ่ม ดีกว่ากลุ้มเมื่อแก่  ลำบากก่อน สบายทีหลัง   เมื่อสิ่งไม่ดีมาเยือน สิ่งดีมักจะตามมาภายหลัง  เป็นคำที่ผมเคยได้รับการสอน จากครูไทย และอาจารย์ต่างชาติ เมื่อสมัยผมเป็นนักศึกษาที่ บัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโครงการของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์   คำว่า ลำบากเมื่อหนุ่ม ดีกว่ากลุ้มเมื่อแก่ สอดคล้องกับ ทฤษฎี no pain, nogain เจ็บปวดก่อนและไปสู่ความสำเร็จ 

  ในชีวิตผมตอนเป็นเด็กคุณแม่ผมฉลาดในเลี้ยงดูผมแบบชาวบ้าน คือเอาผมไปฝากไว้กับพระ ให้อยู่วัด  ถ้าปิดเทอมนาน ๆ ท่านก็ออกอุบายให้ผมบวชเณร ซึมซับในพุทธศาสนาให้เดินตามพระทุกเช้า กินข้าววัด นอนวัด ช่วยพระทำกิจประจำวัน รู้สึกลำบาก แต่อานิสงค์ที่ได้ ผมได้เรียนรู้ ชีวิตความลำบาก ได้เห็นซากศพ ก่อนเผา เห็นคนมุงดูซากศพที่มีญาติเพื่อนฝูงกล่าวอาลัยเสียดาย เพราะผู้ตายเป็นคนดี  บางศพ มีคนมุ่งดูแล้วซ้ำเติมว่าสมควรตายแล้ว ไปเสียได้ก็ดี  อยู่ไปก็ไม่ได้ทำประโยชน์อะไร หนักแผ่นดินเกิด  ทำให้ผมได้คิดว่า  ชีวิตมนุษย์ แท้ที่จริงคือคุณงามความดี  ชีวิตคือละคร เราเป็นผู้กำกับบทตัวเราเองว่า ตอนจบ จะให้ผู้ชมที่มายืนดูศพเรา กล่าวถึงว่าเป็นคนดีน่าเสียดาย หรือเป็นคนร้ายสมควรตาย ตกนรกอเวจี ฟ้าลิขิตให้เราเกิด  แต่ชีวิตจากเกิดถึงตาย เราเป็นผู้กำหนด    

 ท่านผู้อ่านที่สนใจติดตามสาระน่ารู้ กับ ศ.ดร.จีระ ท่านสามารถติดตามได้จากรายการโทรทัศน์สู่ศตวรรษใหม่ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น. และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people ทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00 – 19.00 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz   คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 ผมขอเชิญให้ท่านติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ  เชิญท่านผู้อ่าน อ่านบทความ บทเรียนจากความเป็นจริง  ไม่มี pain ไม่มี gain ของ ศ.ดร.จีระ ได้จาก Blog ถัดไปนี้    

  

ขอโชคดีจงมีแด่ผู้อ่านทุกท่าน

  

สวัสดีครับ

 

ยม

 

น.ศ.ปริญญาเอก

 

หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์

 

 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (กทม.2)
  • ยม "บทเรียนจากความเป็นจริง เรือง no pain, no gain โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์"(ต่อ)
    IP: xxx.9.157.99
    เขียนเมื่อ 

ไม่มี pain ไม่มี gain[1]

 

วันที่ผมเขียนนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 20 ที่ประชาชนชาวไทยทุกคน ต่างส่งจิตใจถวายพระพรด้วย ความเป็นห่วงใยขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหายจากอาการพระประชวรอย่างรวดเร็ว เป็น มิ่งขวัญของคนไทยต่อไป


ระยะนี้เป็นช่วงอันตรายสำหรับสังคมไทย เพราะการเมืองยังไม่นิ่ง คนไทยส่วนมากที่คิดไม่เป็น อาจจะไม่เข้าใจถึงความรุนแรงของการเมืองไทย ฉะนั้นคนไทยต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง คิดเป็น วิเคราะห์ เป็น จึงจะสกัดกั้นคนไม่ดีออกไป ในประวัติศาสตร์ คนไม่ดี ไม่มีคุณธรรม ได้สร้างปัญหาไว้อย่างมาก ดังที่ผมเขียนไว้ในสัปดาห์ที่แล้ว


ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของ ศ.ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต เพราะอายุท่านแค่ 76 ปี เสียชีวิต ด้วยโรคมะเร็ง ผมเป็นรุ่นน้องได้รับความกรุณาจากท่านเสมอ เพราะผู้ใหญ่ที่ดี จะต้องสนับสนุนให้รุ่นเด็ก ได้โตแทน ผมเริ่มเป็นผู้ใหญ่ ก็จะต้องทำบทบาทนี้มากขึ้น เช่น สนับสนุนให้อาจารย์ยม นาคสุขมีความ เก่งและดีเพิ่มขึ้น จำได้ว่า ผมเขียนบทความมาเกือบ 20 ปีแล้วใน Chula review ฉบับแรก เรื่อง ทรัพยากรมนุษย์ยุคแรกของไทย ดูได้จากกำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ยังเป็นรองชาติอื่น ๆ มาก ท่านยังได้พูดถึงเสมอว่าเป็นประโยชน์ และท่านได้มาช่วยแสดงปาฐกถาให้สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสมอ


จำได้มาตลอดว่า ครั้งหนึ่ง ท่านพูดว่า " จีระ รู้ไหม " มาเฟียก็เก่ง แต่เป้าหมายของเขาไม่ดี ขาด คุณธรรม จริยธรรม เห็นแก่ตัว ทำเพื่อพรรคพวก ผมจึงยึดถือว่า คนเก่ง กับคนดี มีคุณธรรมควรจะต้องคู่ กัน ดูได้จาก 8 K's และ คนเก่งอย่างเดียวจะต้องแพ้คนดี ทุนทางจริยธรรมในระยะยาว ในสัปดาห์นี้มีคำสัมภาษณ์ของคนสำคัญต่อสาธารณชน ที่น่าสนใจคือ อดีตนายกรัฐมนตรี คุณ อานันท์ ปันยารชุน ได้แสดงความเห็นเรื่องการเมือง ผมได้คุยกับท่านหลายครั้ง ทราบว่าท่านระวังในการ แสดงความเห็นเรื่องการเมืองมาก แต่ครั้งนี้ ท่านพูดว่า นายกฯ ทักษิณอยู่รอดไปวัน ๆ เพื่อตัวเอง ไม่ได้ อยู่เพื่อประเทศหรือส่วนรวม ซึ่งคำพูดแบบนี้ น่าสนใจ ท่านผู้อ่านลองไปพิจารณาดูว่าถูกหรือไม่ ผมไม่ ขอแสดงความเห็น แต่ต้องการให้คนไทยคิดเป็น วิเคราะห์ต่อไป


 พูดถึงวิกฤติการณ์ครั้งนี้ หากทุกกลุ่มที่เป็นกลางจับเข่าคุยกัน หาเหตุผล และแสดงจุดยืนบ้างก็ จะดี จะได้แง่มุมจากประชาชนที่มีความรู้ ได้ share ideas ถ้าประเทศไทยมีแต่ตัวละครเดิม ๆ พูด ค่อนข้างจะเลือกข้างมากเกินไป คือมีสองฝ่าย ฝ่ายชอบรัฐบาล กับฝ่ายเกลียดรัฐบาล ซึ่งแนวคิดจะแคบ เกินไป ทำให้สังคมไทยไม่เรียนรู้พอเพียง


ในสัปดาห์นี้ ผมเริ่มงานที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งประชุมทุกวันจันทร์ ได้ความรู้ และได้รู้จักกรรมการตุลาการที่คัดเลือกอีก 12 ท่าน รวมทั้งประธาน คือ ประธานศาลฎีกา ผมคิดว่าจุด แข็งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ อยากให้ตุลาการเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน จึงมีการเลือกจากวุฒิสมาชิก ช่วยให้มุมมองที่สะท้อนประชาชนมากขึ้น บรรดาคณะกรรมการตุลาการที่เลือกมาจากคนดีและเก่ง ทั้งนั้น ผมโชคดีได้ทำงานท้าทาย และได้เรียนรู้ไปด้วย


เมื่อวันพุธที่ 19 ผมบินไปเชียงใหม่ ได้ร่วมงานกับคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยที่ผมเป็นกรรมการ จัดให้คณาจารย์ 150 คน ทั้ง มหาวิทยาลัย รับฟังเรื่องสร้างสังคมการเรียนรู้ ซึ่งเน้นทฤษฎี 4 L's มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อนำไปปฏิบัติ เริ่มให้อาจารย์รับฟังลูกศิษย์แบบแลกเปลี่ยนความรู้ 2 ทางมากขึ้น ผมจะจัดให้ คณาจารย์ทุกเดือน ซึ่งครั้งหน้าจะเน้นคุณธรรม จริยธรรม ผมทำจริง หากใครเห็นว่าผมมีประโยชน์ก็บอก มาได้


ส่วนในวันพฤหัสบดีที่ 20 ผมในฐานะนายกสมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ไปพบคณาจารย์และนักเรียนของเทพศิรินทร์พุแค ที่พุแค จ.สระบุรี เทพศิรินทร์ในปัจจุบันไม่ได้มี เฉพาะเทพศิรินทร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ยศเส ในกรุงเทพฯเท่านั้น มีเครือข่ายอีก 6 โรงเรียน คือ เทพศิรินทร์ ร่มเกล้า เทพศิรินทร์นนทบุรี เทพศิรินทร์ปทุมธานี เทพศิรินทร์พุแค เทพศิรินทร์ลาดหญ้า กาญจนบุรี และเทพศิรินทร์ขอนแก่น ซึ่งผมได้มีนโยบายที่จะไปเยี่ยม รับฟังทุกโรงเรียน เพื่อสร้างความสัมพันธ์และ หาทางช่วยเหลือเรื่องการเรียน ดนตรีและกีฬา และความคิดสร้างสรรค์


ผมอยากบอกกระทรวงศึกษาธิการว่า การมีเทพศิรินทร์สาขาเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องสนับสนุน การเงิน และคณาจารย์ให้พอเพียงสำหรับโรงเรียนแม่ เพื่อให้สาขาดีขึ้น เช่น โรงเรียนเทพศิรินทร์พุแค ใน ระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี ก็โดดเด่นมากในต่างจังหวัด เด็กต่างจังหวัดแย่งกันเข้าเรียน แต่ฐานของเขาอ่อนแอ มาก แต่เทพศิรินทร์ร่วม จะต้องเข้มแข็งกว่าเดิม ไม่ใช่อ่อนแอลง


จะขอจบบทความถึงเรื่องกีฬา ซึ่งตั้งหัวเรื่องว่า no pain , no gain มีตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Phil Mickelson เล่น Grand slam อยู่ 40 กว่าครั้ง ไม่เคยชนะเลย แต่ 2 - 3 ปีที่ผ่านมา ชนะในระดับ Grand slam 3 ครั้ง แฟนกีฬากอล์ฟ จะรู้ว่า สังคมคาดหวัง Phil Mickelson ไว้สูงมาก ว่าจะสู้กับ Tiger woods ได้และเก่งตลอดไป และอาจจะเล่นเหนือกว่า woods ด้วย


ในการแข่งขัน US open เมื่อเดือนมิถุนายน Phil Mickelson นำอยู่ 1 แต้ม เหลือหลุมสุดท้าย แค่ตี par ก็จะชนะ แต่ผลคือตี double bogey คือถ้า ตีแค่ 4 ก็ชนะ แต่เกิดปัญหาตีผิดพลาด อย่างไม่น่า เชื่อ ตีถึง 6 ครั้ง ซึ่งตีไป 6 คนเล่นไม่เก่งอย่างผม ได้ 6 ก็แย่แล้ว


ในฐานะที่ผมชอบเรียนรู้ เห็นใจว่าเขาถูกคนมองว่า ผิดพลาดอย่างรุนแรง และอาจจะถึงกับ " กู่ไม่กลับ "


ดังนั้นการแข่งขันกอล์ฟ British open ในอาทิตย์นี้ จึงน่าสนใจว่า Phil Mickelson จะใช้ บทเรียนความเจ็บปวดราคาแพง เอาชนะตัวเองได้หรือไม่ หรือมี pain แล้วไม่สามารถเอาชนะได้ เพราะ ผมชอบทฤษฎีเจ็บปวดก่อนและไปสู่ความสำเร็จ ฉะนั้นจะต้องดูว่า Phil Mickelson มี pain และไปสู่ gain ได้หรือไม่ น่าติดตาม ในวันอาทิตย์นี้


บทเรียนเรื่องนี้สอนว่า ทุกคนเจออุปสรรค แต่ใช้อุปสรรคเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จ การมีความ เจ็บปวด ไม่ใช่ของเลว แต่ต้องนำไปสู่ความสำเร็จให้ได้ ผมชอบเอาชนะความเจ็บปวด เพื่อให้เรา แข็งแกร่งขึ้น จึงเรียกว่า มี pain แล้วมี gain

 

จีระ หงส์ลดารมภ์


[email protected]


โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3


                     โทรสาร
0-2273-0181
  • ยม "ปรับปรุงเพิ่มเติมใหม่ การเขียนวิเคราะห์บทความ เรือง no pain, no gain"
    IP: xxx.9.160.125
    เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน 

เช้าวันนี้ ผมหาความรู้จาก Internet และได้ศึกษาบทความของ ศ.ดร.จีระ จาก น.ส.พ.แนวหน้า จาก http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97 ศึกษาบทความ บทเรียนจากความจริง ไม่มี pain ไม่มี gain และคัดมาบางประโยคจากบทความที่ ศ.ดร.จีระ เขียนไว้ (สีนำเงิน) ส่วนที่ผมมีความเห็นเพิ่มเติม ผมเขียนไว้ทำเป็นสีดำ เพื่อแชร์ความรู้ประสบการณ์ ที่อาจจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน นักเรียน นักศึกษาที่สนใจ รายละเอียดมีดังนี้           

วันพฤหัสบดีที่ 20 ที่ประชาชนชาวไทยทุกคน ต่างส่งจิตใจถวายพระพรด้วย ความเป็นห่วงใยขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหายจากอาการพระประชวรอย่างรวดเร็ว เป็น มิ่งขวัญของคนไทยต่อไปเมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมา ผมได้บรรยายศิลปะการเป็นหัวหน้าให้กับหัวหน้างานในองค์กร ที่ผมทำงานอยู่ ผมนำภาพของในหลวง มาสอนหัวหน้างาน ให้เห็นพระอัจฉริยภาพของในหลวงในการเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้าคนไทยทั้งชาติ เช่น

§       ภาพพระองค์ท่านทรงเสด็จไปปฏิบัติภารกิจยังท้องถิ่นกันดารและทรงเยี่ยมราษฎร  และภาพที่พระองค์ท่านทรงย่อตัวลงพูดคุยกับประชาชน แสดงให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงมีพระวิริยะ ในการปฎิบัติภารกิจ ติดดินใกล้ชิดราษฎรของท่าน โดยไม่ยึดถือตำแหน่งเป็นที่ตั้ง  การเป็นหัวหน้างานควรขยันเดินเยี่ยมพนักงาน และไม่ถือตนว่าใหญ่ มีจิตใจเมตตา ต่อผู้น้อย

§       ภาพขณะที่พระองค์ท่านทรงงาน เห็นสายพระเนตรของพระองค์ทรงทอดพระเนตรมาที่ประชาชนที่มารอรับเสด็จ ด้วยความเมตตา ปรารถนาดีแสดงให้เห็นว่า พระองค์ท่านทรงมีความรัก ห่วงใยคนไทย ในขณะที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจไปด้วยตลอดเวลา เป็นหัวหน้าต้องคิดและปราถนาดีต่อลูกน้อง ดุจดังเขาเป็นลูกและน้องของเรา

  

§       ภาพที่พระองค์ท่าน ทรงนำแผนที่ กล้องถ่ายรูป และดินสอ จดบันทึกสิ่งที่ได้ยินจากราษฎร สิ่งที่ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ แสดงให้เห็นว่า พระองค์ท่านทรงมีการเตรียมพระองค์ เตรียมแผนงานเป็นอย่างดีพระองค์ทรงมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของท่าน สมควรที่ผู้นำควรเจริญตามฝ่าพระบาทฯ

 

 §       ภาพพระฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลายภาพ ขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ  บ่งบอกให้เห็นถึงคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับราษฎร เมื่อครั้งที่ท่านทรงมีปฐมบรมราชโองการว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน  เป็นการยืนยันให้เห็นเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่มีคุณธรรม มีสัจจะ อยู่ในทศพิศราชธรรม   ทำให้เกิดบารมีแผ่ไปทั่ว พระองค์อ่านจึงเป็นที่รักและเคารพยิ่งต่อประชาชนชาวไทย และเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก  คนเป็นหัวหน้างานเป็นผู้นำ จึงควรศึกษาและเจริญลอยตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  

       การที่ผมสอนหัวหน้างานเช่นนี้ เป็นการสอน การคิดนอกกรอบ  ให้หัวหน้างานได้เห็นภาพและจินตนาการ และคิดตามไปด้วย

       ผมสังเกตุเห็นหัวหน้าทุกคนมีความสุขที่ได้เห็นพระฉายาลักษณ์จำนวนมากของพระองค์ท่านซึ่งผมนำมาฉายให้ชมในห้องอบรม ด้วยความจงรักภักดี ที่ผมมีต่อพระองค์ท่าน ทำให้ผมคิดเรื่องนี้ และสอนออกไปจากใจ 

         พอถึงเวลา บ่ายสองสามโมงในวันนั้น(20 ก.ค.) ผมขั้นรายการด้วยการแจ้งผู้เข้ารับการอบรมว่าขณะนี้ พระองค์ท่านคงกำลังเสด็จพระราชดำเนินไปรับการถวายการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช ขอให้พวกหัวหน้างานตั้งจิต อธิฐานให้พระองค์ท่านทรงปลอดภัยจากการรับการถวายการผ่าตัดและทรงมีพระวรกายที่แข็งแรง ขอให้หัวหน้าทุกคนกลับไปบ้านคืนนี้ ชวนลูกหลานสวดมนต์ภาวนา ให้ในหลวงของเรา จงทรงพระเจริญ  หัวหน้างานทุกคนล้วนปิติยินดี กับภารกิจที่พระองค์ท่านทรงมีต่อราษฎร ครับ คนไทยโชคดีกว่าชาติใด ๆ ที่มีในหลวงผู้เป็นมิ่งขวัญของเราชาวไทย ครับ

ประโยคต่อมา ที่ ศ.ดร.จีระกล่าวว่า "คนไทยต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง คิดเป็น วิเคราะห์ เป็น จึงจะสกัดกั้นคนไม่ดีออกไป" ประโยคนี้ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง  ด้วยเหตุที่คนไทยอ่านหนังสือน้อย ไม่ค่อยรักการอ่าน เหมือนอย่างคนญี่ปุ่น ประกอบกับการสอนเด็กไทยมักจะเน้นการท่องจำ ทำให้เด็กเข็ด ไม่สนุกกับการเรียน โตขึ้นจึงกลายเป็นคนไม่รักการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความคิดไม่กว้างไกล  ขาดทุนทางปัญญา  การตัดสินใจที่ดี เป็นการตัดสินใจที่ต้อง Base on information and knowledge บางครั้งคนไทยเราตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ หรือตาม ๆ กันไป แต่ถ้าทรัพยากรมนุษย์ที่มีทุนมนุษย์ดีเป็นพื้นฐาน มีทุนตามทฤษฎี 8K’s ของอาจารย์ ผมคิดว่า ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นครับ   อนาคตเด็กไทย อนาคตชาติจึงฝากไว้ที่ครู อาจารย์ ด้วย หวังว่ารัฐจะหันมาให้ความสำคัญของการพัฒนา ส่งเสริมครูและคณาจารย์ ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น       

ผู้ใหญ่ที่ดี จะต้องสนับสนุนให้รุ่นเด็ก ได้โตแทน ผมเริ่มเป็นผู้ใหญ่ ก็จะต้องทำบทบาทนี้มากขึ้น เช่น สนับสนุนให้อาจารย์ยม นาคสุข มีความ เก่งและดีเพิ่มขึ้นประโยคนี้ ผมได้สองเรื่อง คือ ความยิ่งใหญ่ของผู้ใหญ่หรือผู้นำ ดูที่การปฏิบัติต่อผู้น้อย ดูตัวอย่างที่ในหลวงของเรา ทรงปฏิบัติของปวงชนชาวไทย  เป็นต้น การจะเป็นผู้ใหญ่หรือผู้นำที่มีคุณค่า คือการสร้างคนรุ่นใหม่ ให้เติบโตแทน  บทบาทหน้าที่ของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองคือสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้เป็นคนที่มีคุณภาพและมีคุณค่าต่อประเทศชาติ   ประการต่อมา ผมทราบและซึ้งถึงความจริงใจ ได้กำลังใจจาก ศ.ดร.จีระ ท่านให้เกียรติผมมาก โดยไม่รังเกียจ ว่าจะเป็นลูกตาสีที่ไหน ผมได้ยินอาจารย์พูดว่า ผมต้องการให้โอกาสลูกศิษย์ทุกคน ผมประทับใจที่อาจารย์คิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา เหมือนอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ สอดคล้องกับกระแสพระราชดำรัสของในหลวงที่ทรงมีต่อผู้มาเข้าเฝ้าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ว่า ขอให้ทุกฝ่ายคิด พูด ทำ ด้วยความมีเมตตา ปรารถนาดีต่อกัน   

ผมสังเกตเห็นว่า ศ.ดร.จีระ  ทำงานเป็นทีม มีวิธีการบริหารทีมงาน และลูกศิษย์ที่น่าสนใจ  สามารถนำไปบูรณาการในการบริหารปกครองทีมงานในองค์กรได้เป็นอย่างดี

ท่านมีวิธีการบริหารความรัก ความเชื่อ ความศรัทธา ในทีมงานได้ดีอยู่เสมอ เป็นแบบอย่างที่ดีมากครับ เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ใหญ่หรือผู้นำที่มีคุณภาพ ขอบคุณอาจารย์มาก ที่ให้เกียรติผมและมีความกรุณา คิดสนับสนุนผมให้เก่งและดีเพิ่มขึ้น        

กำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ยังเป็นรองชาติอื่น ๆ มาก ประโยคนี้ ผมมีความเห็นว่า ทรัพยากรมนุษย์ของไทย ทั้งปริมาณและคุณภาพ ยังเป็นรองชาติอื่นๆ หลายด้าน โดยเฉพาะด้านที่สำคัญ ๆ เช่น ด้านภาษาอังกฤษ ด้านคณิตศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฯ   เป็นสิ่งที่ผู้นำบ้านเมืองควร กำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์พัฒนาชาติในเรื่อง ทุนทางทรัพยากรมนุษย์ เพื่ออนาคตของประเทศในระยะยาว อย่างชัดเจนและมีตัวชี้วัด ความสำเร็จ ทั้งระยะสั้น ระยะปานกลางและระยะยาว  ส่งเสริมให้สถานบันการศึกษาและครู มีบทบาทในเรื่องนี้   การสร้างคนในสาขาที่สำคัญ ควรวางรากฐานการสร้างตั้งแต่ในครรภ์มารดา และเมื่อเป็นเด็กเล็ก 

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านโพธิ์ทอง ต.ภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผมเคยเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ และทำวิจัย เมื่อสมัยเป็นบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ผมได้แวะไปเยี่ยมกำนัน และชาวบ้านที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันในหมู่บ้านยากจนแห่งนี้  และได้แวะเข้าไปเยี่ยม โรงเรียนเคียงศิริ ซึ่งเป็นโรงเรียนในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จย่าฯ  ซึ่งผมเคยเข้าไปช่วยสอนนักเรียนชั้น ป. 6 ผมดีใจที่เห็นโรงเรียนพัฒนาขึ้นด้วยอาคารเรียนหลายหลัง สามารถรับนักเรียนได้มากขึ้น แต่ที่น่าเศร้าใจคือ ห้อง Lap ที่มีไว้ให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์  แทบจะไม่มีอุปกรณ์ทำ Lapที่ทันสมัยให้นักเรียนได้ใช้เลย  แต่ก็ยังดีที่มีห้องคอมพิวเตอร์ให้นักเรียน ได้ฝึกใช้  ที่พบแล้วน่าคิดอีกเรื่องก็คือ  โรงเรียนมีคอกเป็นอาคารโปร่งเหมือนคอกวัว แต่ล้อมรอบด้วยไม้ระแนง จากพื้นถึงเพดาน มุงหลังคากระเบื้อง ขนาดเท่าบ้านขนาดเล็กชั้นเดียว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกำนันในหมู่บ้าน  สร้างไว้ใกล้อาคารเรียนที่สมเด็จย่าทรงโปรดประทานให้ที่หมู่บ้านฯ  คอกที่ว่านั้นใช้เป็นที่ให้เด็กอนุบาลได้เข้าไปเล่นเหมือนในห้าง  ภายในห้องมีพื้นทราย และมีล้อรถยนต์เก่า ๆ อยู่ ห้าถึงหกเส้น ผมทราบภายหลังว่า คือ เพราะเด็กชอบเล่นทราย ยางรถยนต์เก่า ๆ เป็นของเล่นที่แปลกสำหรับเด็กในชนบท 

ตรงนี้เป็นมุมมองหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายสาธารณะของรัฐ และวิสัยทัศน์ในการสร้างคนเพื่อสร้างชาติ ว่ายังไม่เข้มแข็งและจริงจังบ

รัฐยังไม่จริงจังกับการสร้างเด็กน้อยในชนบท ในขณะที่เด็กญี่ปุ่น อเมริกา สิงค์โปร์ มีสถานที่และของให้เด็ก ๆ เล่นเพื่อกระตุ้นความอยากรู้ อยากเรียน กระตุ้นทุนทางความรู้สติปัญญา ที่มีการวัดผลได้  

ที่เห็นแล้ว อดจะกล่าวถึงไม่ได้ ก็คือโรงเรียนเคียงศิริ ที่สมเด็จย่าทรงโปรดริเริ่มสร้างให้ไว้ เมื่อครั้งหมู่บ้านนี้มีปัญหาชายแดน เป็นพื้นที่สีชมพูมีผู้ก่อการร้ายนั้น เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว  อาคารนี้ยังใช้เป็นที่เรียนของเด็กเล็ก มีป้ายขนาดใหญ่ติดไว้หน้าอาคารเรียนว่า โรงเรียนอยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จย่า ทรุดโทรมไปมาก  ไม่มีงบประมาณในการบำรุงรักษา ชาวบ้านช่วยกันซ่อมตามมี ตามเกิด  เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะเป็นมรดกสำคัญที่สามารถใช้สร้างความรจงรักพักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างดี

ผมคิดว่า โรงเรียนที่สมเด็จย่าทรงโปรดสร้างไว้เช่นนี้ คงมีหลายแห่ง น่าจะมีหน่วยงานราชการเข้าไปตรวจสอบ บูรณะให้สมกับเป็นโรงเรียนที่สมเด็จย่าทรงสร้างไว้ให้เป็นมรดกแผ่นดิน ส่งเสริมให้เด็กไทยได้รู้ซึ้งถึงความมีพระหฤทัยเมตตาต่อปวงชนชาวไทยตราบนานเท่านาน เป็นการปลูกฝังให้เด็กไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  ผมขอฝากผู้เกี่ยวข้องในบ้านเมืองที่เกี่ยวข้อง ให้ตระหนักเรื่อง การสร้างเด็กในชนบทให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของชาติในอนาคต ผ่าน Bog ของ ศ.ดร.จีระ นี้ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จย่า ทรงมีต่อผู้ยากไร้ ผมคิดว่า จะทำอะไรสักอย่างเพื่อหาทุนไปร่วมกับชาวบ้านที่นั่น ทำการบูรณะโรงเรียนเคียงศิริ โรงเรียนที่สมเด็จย่า ทรงโปรดพระราชทานให้เป็นมรดกแก่คนไทย และหาทางสนับสนุนส่งเสริมให้ห้อง Lap ที่โรงเรียนดังกล่าว มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น       

ประโยคต่อมา ที่ ศ.ดร.จีระ เขียนว่า " มาเฟียก็เก่ง แต่เป้าหมายของเขาไม่ดี ขาด คุณธรรม จริยธรรม เห็นแก่ตัว ทำเพื่อพรรคพวก ผมจึงยึดถือว่า คนเก่ง กับคนดี มีคุณธรรมควรจะต้องคู่ กัน ดูได้จาก 8 K's และ คนเก่งอย่างเดียวจะต้องแพ้คนดี ทุนทางจริยธรรมในระยะยาว" 

ผมมีความเห็นว่า พวกมาเฟียมีคุณสมบัติของการเป็นผู้นำอยู่บางประการคือ   

  • รู้จักครองงาน จึงมีเป้าหมายชัดเจน  มุ่งมั่นที่จะทำ มีการวางแผนอย่างรัดกุม ลงมือปฏิบัติอย่างรวดเร็ว 
  • รู้จักครองคน คือคนในทีม ซึ่งมาเฟียส่วนใหญ่ทำงานเป็นทีม มีการหารือและทำงานร่วมกันได้อย่างน่าสนใจ  
  • แต่มาเฟียอาจจะ ไม่รู้จักครองตน  ปล่อยให้ความไม่ดี มาครอบงำ ขาดความคิดดี  ขาดทุนทางความรู้ ทุนมนุษย์ ขาดทุนทางจริยธรรม สุดท้าย จะทำให้ไม่มีทุนทางความสุข พบกับชะตากรรมไม่ดี ในท้ายของชีวิต ครับ  

 ประโยคที่ว่า   อยู่รอดไปวัน ๆ เพื่อตัวเอง ไม่ได้ อยู่เพื่อประเทศหรือส่วนรวม

ผมมีความเห็นเพิ่มเติมว่า คนไทยเรา ยังขาดทุนมนุษย์ อยู่หลายอย่าง เราไม่ค่อยได้สอนให้เด็กคุ้นเคยกับการมอง คิด ตั้งเป้าหมายชีวิตในระยะยาว จึงปล่อยเวลาให้ผ่านไป ทั้งที่มนุษย์มีเรื่องน่าเสียดาย 3 เรื่อง

  • วันนี้ผ่านไปโดยไร้ค่าน่าเสียดาย
  • ชาตินี้ไม่ได้ศึกษาแสวงหาความรู้น่าเสียดาย 
  • เกิดเป็นมนุษย์ทั้งทีเอาดีไม่ได้น่าเสียดาย ไม่ได้สร้างประโยชน์ หรือคุณค่าแก่คนรุ่นหลังหรือสังคมเลย น่าเสียดาย 

       ประโยคที่ ศ.ดร.จีระ เขียนว่า ผมโชคดีได้ทำงานท้าทาย และได้เรียนรู้ไปด้วย  ศ.ดร.จีระ ได้แสดงสิ่งที่น่าเอาอย่าง  ในความเห็นของผม คนที่เป็นเลิศ  มักมีคุณลักษณะตามทฤษฎี  6 ท. คือ  

  • ท.ท้าทาย  ทำงานที่ยากกว่า  
  • ท.ท่าทีที่ดี  มาจากความคิดที่ดีนำไปสู่การทำดี พฤติกรรมดี นิสัยและบุคลิกดี 
  • ท. เที่ยงธรรม มีคุณธรรม ความเที่ยงธรรมประจำใจ 
  • ท. ทน มีความอดทน อุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร  
  •   ท. ทำ  มุ่งมั่นทำงาน ในหน้าที่รับผิดชอบ ให้สำเร็จ  
  •  ท.ทบทวน   ผู้ใดหมั่นทบทวนตรึกตรอง สิ่งที่ได้เรียนรู้หมั่นทบทวน ก็จะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ ทุนทางปัญญา มีความเป็นเลิศ ในการเรียนรู้

การที่ ศ.ดร.จีระ กล่าวว่า ผมโชคดีได้ทำงานท้าทาย และได้เรียนรู้ไปด้วย  แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ท่านมี ท.ท้าทาย ท.ทำ ท.ท่าทีที่ดี ท.อื่น ๆ อย่างครบถ้วน  นักศึกษา ลูกศิษย์ของ ศ.ดร.จีระ ควรที่จะเรียนรู้ และดำเนินลอยตาม      

ประโยคที่ว่า    ให้อาจารย์รับฟังลูกศิษย์แบบแลกเปลี่ยนความรู้ 2 ทางมากขึ้น ผมจะจัดให้ คณาจารย์ทุกเดือน ซึ่งครั้งหน้าจะเน้นคุณธรรม จริยธรรม ผมทำจริง หากใครเห็นว่าผมมีประโยชน์ก็บอก มาได้  ประโยคนี้ ผมได้ข้อคิดว่า การเรียนการสอน/การจัดการ/การเป็นผู้นำสมัยใหม่นี้ ต้องมี two ways communication และ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อให้ได้ทั้งการบริหารความรู้ ได้ทั้งการบริหารทัศคติ ความรัก และความศรัทธา  เป็นสิ่งที่ผู้เป็นบิดา มารดา สามารถนำไปใช้สอนการบ้านบุตรธิดาได้  เป็นสิ่งที่ครู อาจารย์ ตามโรงเรียนต่าง ๆ ควรนำไปใช้ในการเรียนการสอน เลิกเสียทีการสอนแบบท่องจำ อย่างเดียว

ศ.ดร.จีระ นำองค์ความรู้ เรื่อง 4L’s ไปให้อาจารย์ตามโรงเรียนต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์อย่างมากกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติ เป็นสิ่งที่ดี ที่ผู้นำทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ควรนำเอาหลักการเหล่านี้ไปบูรณาการ ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาองค์ความรู้ในองค์กร         

"no pain , no gain  ทฤษฎีเจ็บปวดก่อนและไปสู่ความสำเร็จ สอนว่า ทุกคนเจออุปสรรค แต่ใช้อุปสรรคเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จ การมีความ เจ็บปวด ไม่ใช่ของเลว แต่ต้องนำไปสู่ความสำเร็จให้ได้ ผมชอบเอาชนะความเจ็บปวด เพื่อให้เรา แข็งแกร่งขึ้น "

ประโยคนี้ ทำให้ผมตระหนักถึงคำว่า ลำบากเมื่อหนุ่ม ดีกว่ากลุ้มเมื่อแก่  ลำบากก่อน สบายทีหลัง   เมื่อสิ่งไม่ดีมาเยือน สิ่งดีมักจะตามมาภายหลัง  เป็นคำที่ผมเคยได้รับการสอน จากครูไทย และอาจารย์ต่างชาติ เมื่อสมัยผมเป็นนักศึกษาที่ บัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโครงการของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์   

ในชีวิตผมตอนเป็นเด็กคุณแม่ผมในเลี้ยงดูผมแบบชาวบ้าน ๆ เหมือนสมัยก่อนเก่า คือเอาผมไปฝากไว้กับพระ ให้อยู่วัด  ถ้าปิดเทอมนาน ๆ ท่านก็ออกอุบายให้ผมบวชเณร ให้มีโอกาสซึมซับในหลักธรรม พุทธศาสนา ให้เดินตามพระทุกเช้า กินข้าววัด นอนวัด ช่วยพระทำกิจประจำวัน รู้สึกลำบาก แต่อานิสงค์ที่ได้ คือผมได้เรียนรู้ชีวิตความลำบากและมีประสบการณ์ชีวิตที่ทรงคุณค่า

ผมได้มีโอกาสเห็นซากศพที่วัด ซึ่งก่อนเผาซากศพ  ผมเห็นคนมุงดูศพและกล่าวอาลัยเสียดาย อาลัยอาวรณ์ ว่าเป็นคนดีแท้ ไม่น่าจากไปเลย   แต่บางศพ มีคนมุ่งดูแล้วซ้ำเติมว่าสมควรตายแล้ว ไปเสียได้ก็ดี  อยู่ไปก็ไม่ได้ทำประโยชน์อะไร หนักแผ่นดินเกิด  ทำให้ผมได้คิดว่า  ชีวิตมนุษย์ แท้ที่จริงคือคุณงามความดี  ชีวิตคือละคร เราเป็นผู้กำกับบทตัวเราเองว่า ตอนจบ จะให้ผู้ชมกล่าวถึงอย่างไร จะให้ผู้ที่มายืนดูศพเรา กล่าวถึงว่าเป็นคนดีน่าเสียดาย หรือเป็นคนร้ายสมควรตาย ตกนรกอเวจี และไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้ชาติบ้านเมือง ฟ้าลิขิตให้เราเกิด  แต่ชีวิตจากเกิดถึงตาย เราเป็นผู้กำหนด     

 ท่านผู้อ่านที่สนใจติดตามสาระน่ารู้ กับ ศ.ดร.จีระ ท่านสามารถติดตามได้จากรายการโทรทัศน์สู่ศตวรรษใหม่ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น. และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people ทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00 – 19.00 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz   คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า   

ขอโชคดีจงมีแด่ผู้อ่านทุกท่าน  

สวัสดีครับ 

ยม 

น.ศ.ปริญญาเอก                    

หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ 

 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (กทม.2)

ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  ที่ท่านได้กรุณามาเป็นอาจารย์รับเชิญสอนวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แก่นิสิตปริญญาโท  สาขาจิตวิทยาชุมชน รุ่นที่ 4 โดยส่วนตัวแล้ว หนูรู้สึกประทับใจและชื่นชมในความเป็นตัวของท่านอาจารย์อย่างมาก  ท่านมีเทคนิคและวิธีการถ่ายทอดความรู้  ประสบการณ์ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา  มีบรรยากาศที่อบอุ่นและมีส่วนร่วมของผู้เรียน  ซึ่งทำให้การเรียนน่าสนใจ  รวมทั้งความรู้ความสามารถที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดมาให้  ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าจดจำและนำไปพัฒนาตนเอง พัฒนางาน และองค์กรต่อไป  หนูได้อ่านหนังสือ  2  พลังความคิด ชีวิตและงาน  ไล่ล่าความเป็นเลิศด้วยทฤษฎี  8H's  ของคุณหญิงทิพาวดี  เมฆสวรรค์  และ 8K's ของ ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์  ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้แล้ว รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า อาจารย์เป็นผู้จุดประกายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไทยให้ก้าวไกลบนเวทีโลกเพราะการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของท่านอาจารย์ ทำให้หนูเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นในหลายด้าน  ทั้งการดำเนินชีวิต  และการทำงาน มีอะไรอีกมากมายที่จะต้องค้นหาและพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เราเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าทั้งต่อตนเอง ต่อเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว  สังคม  ประเทศชาติ ฯลฯ หนูภูมิใจมากค่ะที่วันนี้ได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ และได้อ่านหนังสือที่ทรงคุณค่าด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  ความรู้และแง่คิดในหลายๆ มุมมองจากหนังสือ  หนูจะนำไปพัฒนาตนเองและเผยแพร่เพื่อพัฒนาสังคมที่ใกล้ชิดกับตัวหนูเอง เมื่อมีโอกาส  สุดท้ายนี้หนูขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยปกป้องและคุ้มครองรักษา คนดีคนเก่งและมีความสามารถเช่นอาจารย์ให้มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง  เป็นทรัพยากรมนุษย์พันธุ๋แท้คู่สังคมตลอดไป ขอบพระคุณค่ะ

 

 

       หนังสือ  2 พลังความคิดชีวิตและงาน   2  ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ฯ  ว่าด้วยทฤษฎีทำให้อธิบายหลักการและวิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  โดยยกทฤษฎี  8 H’s  ของคณะหญิงทิพาวดี  เมฆสวรรค์  และทฤษฎี  8  K’s ของท่านอาจารย์จีระ  หงส์ลดารมภ์  ซึ่งประสบการณ์ในการทำงานมีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  ทำให้ทราบถึงเทคนิค  ทักษะวิธีคิดอย่างแยบยลและแฝงด้วยปรัชญา  ทำให้นักศึกษาทราบถึงวิธีการทำงานของท่านทั้งสอง  และนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตนเองได้       โดยทฤษฎี  8 H’s  :  ทฤษฎีบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์                              คิดเป็น คิดดี      Heritage =  รากฐานของชีวิต                           Head                                         Hand  =  ทำงานด้วยฝีมือ

Health = สุขภาพพลานามัยสมบูรณ์

จิตใจที่ดี =  Heart

Happines =  การดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

          Home บ้านและครอบครัว
Harmonyความปรองดองสมานฉันท์
8 H’s      
       โดยทฤษฎี  8 K’s  :  ทฤษฎีทุนในทรัพยากรมนุษย์จะต้องมีองค์ประกอบของทุนทั้งสิ้น  8  ประการ       1.  ทุนแห่งความยั่งยืน  (Sustainable  Capital)       2.  ทุนทางสังคม  (Social  Capital)       3. ทุนทางจริยธรรม  (Ethical  Capital)       4.  ทุนแห่งความสุข  (Happiness  Capital)       5. ทุนทาง  IT  (Digital  Capital)       6.  ทุนทางปัญญา  (Intellectual  Capital)       7.   ทุนทางความรู้  ทักษะ  ทัศนคติ  (Talented  Capital)       8.  ทุนมนุษย์  (Human  Capital)              หนังสือ  ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้  เนื้อหาได้จัดเป็น 5 ช่วงหลัก  ดังนี้1.    เรื่องของสองแชมป์  เป็นการกล่าวถึงความเชื่อ  และศรัทธา  และความมุ่งมั่นของท่านทั้งสอง  ซึ่งมีประวัติและผลงานด้านการทำงาน  ทำให้ทราบถึงแนวทางในการทำงานท่าน       2.  คัมภีร์คนพันธุ์แท้  เป็นการบอกถึงแนวทางในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  การมีความเชื่อมั่นในคุณค่าของมนุษย์เป็นปรัชญาหรือแนวคิดพื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์       3.  จักรวาลแห่งการเรียนรู้  เป็นการขยายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สู่ภาคปะชาชน  เป็น  Good  Learner  มีความสามารถในการเรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต       4.  สูตรเพิ่มผลผลิต  เป็นการสร้างศักยภาพการแข่งขันระดับประเทศด้วยการพัฒนาทรัพยากรเป็นสำคัญ  โดยใช้ความร่วมมือจาก 4 องค์การใหญ่  คือ  ภาครัฐ  ภาคเอกชน  ภาควิชาการ  และแรงงาน  คือ  นิยาม       5.  ทรัพยากรมนุษย์แท้  เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญที่สุด  เหนือว่าทรัพยากรอื่นใด  เนื่องจากทรัพยากรมนุษย์สามารถเป็นได้ทั่งผู้สร้าง  ผู้พัฒนา  และผู้ทำลายทรัพยากรอื่น ๆ จึงต้องมีการเรียนรู้ที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจัง
กราบเรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ ก่อนอื่น ดิฉันต้องขอขอบคุณอาจารย์ที่มาให้ความรู้กับพวกเรา ม.เกษตร และต้องขอขอบคุณสำหรับคำพูดสั้นๆ กระชับได้ใจความของพี่ยมและน้องโลตัส สำหรับความไฟแรงแซงโค้งเลยค่ะ ซึ่งทำให้สิ่งนี้มันดูไม่น่าเบื่อ ชอบมากค่ะ เรียนบอกตามตรงเลยนะค่ะ ตอนแรกที่ได้พบกับท่านอาจารย์จีระ และเห็นการสอนของอาจารย์ ค่อนข้างตกใจพอสมควรค่ะ ดุดัน เผ็ด มันส์  กระตุ้นไปทั่วทั้งร่างกาย กับเด็กไทยอย่างดิฉันค่อนข้างกลัวค่ะ เพราะกลัวว่าจะตอบไม่ได้ค่ะ ยอมรับว่า HEAD แย่พอควร แต่เป็นคนขยันค่ะ (ตอนใกล้สอบอย่างที่อาจารย์ว่าค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ แนวการสอนแบบนี้ก็ตื่นเต้นไปอีกแบบเพราะว่าการจะเป็นมนุษย์ที่พัฒนา ต้องตื่นตัวตลอดเวลาจริงไหมค่ะ หนังสือที่ซื้อมาทั้งสองเล่มนั้น มีจุดเด่นที่ชอบคือ เป็นบทสนทนากันมากกว่า เหมือนกับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ซึ่งทำให้ได้แนวคิดต่างๆ มากมาย แต่สิ่งที่ดิฉันสะดุดอยู่คำนึง ดิฉันคิดว่า ความจริงใจสำคัญ นะค่ะ ในอันดับต้นๆ เลยค่ะ กับพนักงานหรือคนในองค์กรทุกระดับ นอกเหนือจากเก่ง มีความรู้ รอบรู้ มีความสามารถ มีทักษะ มีประสิทธิภาพ มีความดี แล้วถ้าองค์กรมีความจริงใจกับพนักงานก็จะทำให้พนักงานเขารักด้วยความจริงใจเหมือนกัน ทำอย่างไรให้เหมือน พ่อ แม่ รักลูก ทำได้อย่างนั้น เขาก็จะรักองค์กรและผู้บริหารเหมือนพ่อแม่ เพราะเราจะพัฒนามนุษย์ให้เติบโตเพื่อเป็นทรัพยากรที่ดีและมีคุณค่า มนุษย์ควรได้รับการส่งเสริม เพราะว่าการที่จะทำให้คนทำงานด้วยใจที่ไม่ธรรมดานั้น มันต้องแลกกันด้วยใจค่ะ ดิฉันชอบทั้งแนวความคิดของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์, ศ.ดร.จีระ, รวมถึงอาจารย์พารณด้วย สามารถนำแนวความคิดของแต่ละท่านมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว รากฐานสำคัญของการพัฒนามนุษย์ ดิฉันเห็นด้วยกับคุณหญิงที่บอกว่าต้องเริ่มตั้งแต่พื้นฐานครอบครัว ที่ได้รับมาแต่เด็ก จุดเล็กๆจุดนี้ที่จะทำให้มนุษย์เติบโตอย่างมีคุณภาพ ถึงแม้ว่าดิฉันจะช้าไปแต่ก็ไม่สายที่จะเริ่ม เราจะเป็นบัวใต้น้ำ ปริ่มน้ำ หรือพ้นน้ำ ถ้าเราเป็นบัวพ้นน้ำแล้ว เราก็ต้องดึงคนที่อยู่ใต้น้ำกับปริ่มน้ำขึ้นมาด้วย เมื่อเราขึ้นไปจนสุดแล้ว เราก็ต้องช่วยคนที่อยู่ล่างกว่าเรา ถึงจะเรียกว่า เก่งแล้วดี เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบค่ะ // ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

น.ส. รัฐธิดา พันธุ์เจริญ จิตวิทยาชุมชน ภาคพิเศษ รหัส 48684518

เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์         ดิฉัน อัญญารัตน์  เตชะโกมล นิสิปริญญาโท ภาคพิเศษ สาขาจิตวิทยาชุมชน รุ่น 4 ก่อนอื่นต้องขอเรียนให้ทราบก่อนเลยว่ามีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้รับความรู้และประสบการณ์จากท่านอาจารย์ ถึงแม้ว่าจะได้พบกับท่านเพียงแค่ 2 ครั้ง แต่คิดว่า ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากทีเดียวค่ะ อีกทั้งหนังสือ 2 เล่ม ที่ท่านกรุณาเปิดโอกาสแนะนำให้เราได้รู้จักก็มีคุณค่าเช่นกัน โดยในหนังสือ 2 พลังความคิด ชีวิตและงาน ได้ทราบถึง 8 H’s ทฤษฎีทุนในทรัพยากรมนุษย์ของท่านและทษฎี 8 K’s ของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ซึ่งมีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกัน คือ Hyeritage   : ทุนแห่งความยั่งยืนHead        : ทุนทางปัญญาHand         : ทุนทางความรู้  ทักษะ  และทัศนคติHeart        : ทุนทางจริยธรรมHealth       : ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศHome        : ทุนมนุษย์Happiness  : ทุนแห่งความสุขHarmory    : ทุนทางสังคมและหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ของท่านและคุณ พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ทำให้เห็นได้ว่าเรื่องราวต่างๆ ในหนังสือ สมกับชื่อหนังสืออย่างไม่มีที่ติ โดยเป็นการแชร์ความรู้และประสบการณ์อย่างแท้จริง ที่ทำให้ผู้อ่านซึมซับได้จากตัวหนังสือแต่ละหน้า ซึ่งดิฉันเห็นด้วยกับแนวคิดของคุณพารณ ในเรื่องของการเน้นความมีส่วนร่วมของคนในองค์กรให้เกิดความผูกพันกับบริษัท เพื่อให้เกิดความรักและความศรัทธาต่อองค์กร เนืองจาก ทุนมนุษย์ ยิ่งพัฒนายิ่งมีคุณค่า                                                                                                                                        ด้วยความเคารพอย่างสูง                                                อัญญารัตน์  เตชะโกมล                                                รหัส 48684724