เรียนวรรณคดี ต้องมีความคิดเป็นของตนเอง
กิจกรรม
สะท้อนความคิด พินิจกาพย์เห่ เฮ้ เฮ้...
ข้อปฎิบัติ ให้นักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็นจากการศึกษากาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร. 2) ในประเด็น
เมื่อฉันได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ฉันคิด/รู้ืสึกว่า...
กำหนดส่ง วันศุกร์ ที่ 17
กุมภาพันธ์ 2555 ก่อนเวลา 24.00 น.
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
เมื่อฉันได้เรียนกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ฉันคิดว่าเป็นพระราชนิพนธ์ที่มีความสำคัญในหลายๆด้าน เช่น ฝีมือการทำอาหารของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ความรักของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยที่มีต่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี การติดต่อค้าขายกับต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ และที่สำคัญที่สุดคือความไพเราะของบทประพันธ์ในการเปรียบเทียบระหว่างอาหารกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีกับพระองค์โดยใช้การแต่งกาพย์ในรูปแบบของกาพย์ห่อโคลง*และเล่นคำ
ฝีมือการทำอาหาร พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยท่านได้ทรงเปรียบเทียบว่าอาหารที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่ากับฝีมือของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ดังบทที่ว่า
“ ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้ำส้มโรยพริกไทย
โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง”
ความรักของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยที่มีต่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ในทุกๆบท เพราะ ในแต่ละบทจะกล่าวถึงพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี เช่น
“ ผักโฉมชื่อเพราะพร้อม เป็นโฉมน้องฤๅโฉมไหน”
ซึ่งก็จะแปลได้ว่าผักโฉมนั้นมีความสวยเหมือนชื่อแต่กลับเทียบไม่ได้กับความสวยของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
การค้าขายกับต่างประเทศ จะมีการติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆ เช่น ประเทศญี่ปุ่น
“ ...รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ”
หรือ
“...ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใส่ลูกเอ็น”
การเปรียบเทียบระหว่างอาหารกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีและตัวพระองค์
“เหลือรู้หมูป่าต้ม แกงคั่วส้มใส่ระกำ
รอยแจ้งแห่งความขำ ซ้ำทรวงเศร้าเจ้าตรากตรอม”
การเล่นคำ
“ช้าช้าพล่าเนื้อ1สด กุ้งปรากฏรสหื่นหอม
คิดความยามถนอม สนิทเนื้อ2เจือเสาวคนธ์”
1. เนื้อสัตว์ที่นำมาทำอาหาร
2. ผิวเนื้อ/ร่างกายของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
*กาพย์ห่อโครง คือ คำประพันธ์ประเภทหนนึ่งที่มีลักษณะเป็นโครง๔ สุภาพขึ้นหน้าแล้วต่อด้วยกาพย์ยานี๑๑*
เมื่อผมได้อ่ากาพย์เห่ชม เครื่องคาวหวาน
ผมคิดว่าวรรณคดีเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่แต่งถึงคนรักของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้อย่างหวานซึ้ง และงดงาม การใช้คำ และความหมายที่แฝงไปด้วยความรักของท่าน ทำให้ผมได้เห็นถึงคุณค่าของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนี้ ทั้งยังสอดแทรกซึ่งความรู้มากมายให้แก่คนรุ่นหลังได้นำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในด้านประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นถึงระบบการค้าขายสมัยก่อน ตามบทต่างๆในกาพย์ แกงไก่มัสมั่นเนื้อ แสดงให้เห็นถึงการค้าขายระหว่างไทยและอินเดีย รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ แสดงให้เห็นถึงการค้าขายระหว่างไทยและญี่ปุ่น และข้าวหุงปรุงอย่างเทศ แสดงให้เห็นถึงการค้าขายระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งเข้ามาค้าขายเครื่องเทศในประเทศไทย นอกจากเรื่องค้าขายแล้วยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และ สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ทั้งยังแสดงถึงในด้านอักษรศาสตร์ ได้แก่ การเล่นคำในวรรคต่างๆ เช่น ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน ล่าเตียงเป็นชื่ออาหาร โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้นำชื่อล่าเตียง มาเล่นคำกับคำว่าเตียง และสามารถแปลได้ว่า เมื่อท่านเห็นล่าเตียงแล้ว นึกถึงตอนที่ท่านได้นอนเตียงกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ เป็นต้น กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนั้น เป็นกาพย์ชนิด กาพย์ห่อโคลง คือ จะขึ้นต้นด้วยโคลงสี่สุภาพ และต่อด้วยกาพย์ยานี11 โดยไม่จำกัดว่าต้องแต่งเท่าใด โคลงสี่สุภาพ มีจุดเด่นคือ การใช้คำโทและคำเอก คำเอก7ตำแหน่ง และคำโท4ตำแหน่ง กาพย์เหชมเครื่องคาวหวาน สามารถจัดได้ว่าเป็นนิราศ เพราะมีการแต่งถึงคนรัก เช่น ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือนำส้มโรยพริกไทย โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนางคือการแต่งชมอาหารที่คนรักของท่าน พระบาทสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ได้ทำขึ้นให้กับท่าน ผมรู้สึกประทับใจกับทุกๆบท ของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนี้ เพราะการเล่นคำแต่ละคำนั้น ไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น ทั้งยังมีชื่ออาหารหลายชนิดในสมัยก่อน ซึ่งผมไม่เคยรู้จักมาก่อน เช่นล่าเตียง หรุ่ม แสร้งว่า และยังมีการใช้คำที่สวยงามแสดงให้เห็นว่าท่านรักคนรักของท่านแค่ไหน เช่น มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ฝ่ฝันหากาพย์เรื่องนี้สอดแทรกความรู้เล็กๆน้อยๆไว้มาก หากตั้งใจอ่านดีๆ จะพบกับคุณค่าที่แท้จริงของมัน
กาพย์เห่ คือกาพย์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในลักษณะของกาพย์ ห่อโคลง คือเริ่มด้วยโคลง 4 สุภาพ 1 บท แล้วต่อด้วย กาพย์ยานี 11 ไปเรื่อยๆ หรือ จะเริ่มด้วยโคลง 4 สุภาพ 1 บท แล้วต่อด้วยกาพย์ยานี 11 อีก 1 บท จากนั้นก็สลับกันไปเรื่อยๆก็ได้ โดยลักษณะของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ก็จะเหมือนกับนิราศ คือมีการพูดถึงคนที่เรารัก ซึ่งในที่นี้ ร.2 เป็นผู้พระราชนิพนธ์ขึ้น ซึ่งท่านได้พูดถึงความรักของท่านกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี หรือพระมเหสีของท่านเอาไว้ โดยการเปรียบเทียบกับอาหารในสมัยนั้นว่าความรักของท่านก็เหมือนกับอาหารชื่อนู้น อาหารชื่อนี้ ยกตัวอย่างบทที่ว่า “ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน” ซึ่งแปลว่า “พอ ร.2 เห็นอาหารที่มีชื่อว่าล่าเตียงก็นึกถึงตอนที่เคยนอนเตียงกับพระมเหสี เหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์” ซึ่งจะเห็นการเปรียบเทียบอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งโดยรวมของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน นอกจากว่า เราจะได้รู้เรื่องความรักระหว่าง ร.2 กับพระมเหสีแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ฉันได้รู้เกี่ยวกับกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
สมมติว่าฉันเป็นนักประวัติศาสตร์ ฉันก็จะได้รู้ว่า ประเทศไทยเราเคยติดต่อกับต่างประเทศตั้งแต่สมัย ร.2 ซึ่งมีอาหารชนิดหนึ่งของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่บ่งบอกอย่างเห็นได้ชัดคือ ข้าวหุง
นอกจากนี้ ถ้าฉันเป็นนักแต่งกลอน ฉันก็สามารถเอา การเล่นคำที่ ร.2 ใช้ในการแต่งกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน มาเป็นเทคนิคในการแต่งกลอนได้ด้วย ไม่ใช่แค่นั้น ฉันยังสามารถนำเอา การใช้คำสัมผัสใน รวมถึงการใช้คำศัพท์สมัยก่อนที่ไพเราะพวกนั้นมาใช้ในการแต่งกลอนได้ด้วย
ยังไม่ใช่แค่นั้น อาชีพที่คนเราสมัยนี้จับตามองอย่าง ดนตรี ก็สามารถนำทองและคำร้อง ของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน มาประยุกต์ใช้ได้ด้วย
ฉันคิดว่าการที่เราได้เรียนกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานทำให้เรามีความรู้มากมายซึ่งไม่ได้มีแค่ความรู้ในวิชาภาษาไทย แต่ยังมีความรู้ของวิชาประวัติศาสตร์อีกด้วย รวมถึงการสอนของอาจารย์ที่สนุกสนานทำให้เราไม่ต้องเครียดกับการเรียนภาษาไทย และได้รับความรู้อีกอย่างคือ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ภาษาไทย ก็คือภาษาประจำชาติของเรา เพราะฉะนั้นจงให้ความสำคัญกันมากๆ ซึ่งมันเป็นประโยชน์ต่ออนาคตข้างหน้าอีกด้วย
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน คือ กาพย์ที่ประกอบด้วยโคลงสี่สุภาพ และกาพย์ยานี 11 ซึ่งตะเริ่มต้นด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บทและตามด้วยกาพย์ยานี 11 ต่อไปเรื่อยๆ
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนี้ ร.2 ท่านได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น เพื่อพูดถึงคนที่ท่านรักนั่นก็คือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ซึ่งเป็นพระมเหสีของท่าน ท่านได้เปรียนเทียบอาหารในสมัยนั้นว่า อาหารชนิดต่างๆเปรียบเทียบกับความรักของท่านกับพระมเหสี ซึ่งกาพย์เห่ก็ได้สอนให้เรารู้ว่า ในสมัยนั้นมีการติดต่อกับต่างประเทศ ยกตัวอย่างบทที่กล่าวว่า
“ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ”
ก็หมายความว่า ยำใหญ่ที่มีเครื่องครบครับ จัดวางอยู่ในจานอย่างสุดจะพรรณนาปรุงรสด้วยน้ำปลาญี่ปุ่นทำให้น่าลิ้มลองอย่างยิ่ง
และที่รู้ว่ามีการติดต่อกับต่างประเทศเพราะในสมัยนั้น เครื่องปรุงและส่วนประกอบของยำใหญ่มีใส่ น้ำปลาญี่ปุ่น และนอกจากจะมีญี่ปุ่นแล้ว ยังมีประเทศอื่นเช่น ไทย-อินเดีย
และท่านก็เปรียบเทียบอาหารดั่งความรักของท่านซึ่งใช้กลอนที่กล่าวว่า
“ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย
รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ”
เมื่อฉันได้อ่าน และ เรียน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนี้แล้ว ฉันรู้สึกว่า กาพย์นี้มีความสำคัญและมีข้อคิดหลายอย่าง
การพิจารณาคุณค่า
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานฯ นับเป็นวรรณคดีที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง แม้มีเนื้อเรื่องที่ไม่ยาวนัก แต่ให้คุณค่า
ที่มีประโยชน์หลายประการ คือ
1. ให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมด้านอาหารการกินของคนไทยสมัยโบราณ สะท้อนให้เห็นความละเอียดอ่อน
พิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการทำอาหาร
2. ให้ความรู้เกี่ยวกับประเพณี ความเชื่อต่างๆ เช่น พิธีโล้ชิงช้า ซึ่งเป็นคติความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ ประกอบ
พิธีในช่วงเดือนยี่
3. สะท้องสภาพบ้านเมืองในสมัยอดีต มีการติดต่อค่าขายกับชาวต่างชาติ เช่น จีน อินเดีย จึงมีการแลกเปลี่ยน
วัฒนธรรมด้านอาหารการกินร่วมไปด้วย เช่น ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใสลูกเอ็น ซึ่งเป็นวิธีการหุงข้าวแบบแขกเปอร์เซีย ใส่เครื่องเทศชนิดหนึ่งเรียกว่า "ลูกเฮลท์" เพี้ยนเสียงมาเป็น "ลูกเอ็น"
4. ให้คุณค่าเชิงวรรณศิลป์ กวีสามารถพรรณนาอาหารแต่ละชินิดได้อย่างเห็นภาพ ใช้ถ้อยคำเปรียบเทียบลึกซึ้ง
กินใจ และไพเราะ
เมื่อฉันได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานฉันคิดว่าในสมัยก่อนมีเรื่องมากมายเช่น โบราณคดี ประวัติศาสตร์ อักษรศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีการเปรียบเทียบอาหารกับสมเด็จพระศรีสุริเยน
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานผู้แต่งคือสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยการแต่งจะคล้ายกับนิราศภูเขาทองที่สุนทรภู่เป็นคนแต่งแต่นิราศภูเขาทองแต่งโดยการเดินทางของสุนทรภู่แต่กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานแต่งโดยการอยู่กับที่และรับประทานอาหารแล้วเอาอาหารเปรียบเทียบกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี แต่งเพื่อชมฝีมือในการทำอาหารของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีกับสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยไม่ได้อยู่ด้วยกัน
“ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ”
และ ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใส่ลูกเอ็น
ใครหุงปรุงไม่เป็น เช่นเชิงมิตรประดิษฐ์ทำ
แสดงให้เห็นว่ามีการติดแต่ชาวต่างชาติ น้ำปลาญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่ามีการติดต่อซื้อขายกับชาวญี่ปุ่น
ในทุกๆบทจะมีการเปรียบระหว่างอาหารกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี เช่น
“ ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้ำส้มโรยพริกไทย
โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง”
ไม่มีใครทำตับเหล็กได้อร่อยเท่าสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
“ช้าช้าพล่าเนื้อ1สด กุ้งปรากฏรสหื่นหอม
คิดความยามถนอม สนิทเนื้อเจือเสาวคนธ์”
เปรียบเทียบเนื้อสดกับเนื้อสมเด็จพระศรีสุริเยนทราทราบรมราชินี ว่ามีความหอมเหมือนกัน
สุดท้ายนี้ในกาพย์เห่ชมแครื่องคาวหวานสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยด้วยความรักที่มีให้ต่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีมีมากจนหาไม่ได้ จะทำอะไรก้คิดถึงสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ประกอบไปด้วยโคลงสี่สุภาพและกาพย์ยานี๑๑จะเริ่มต้นด้วยโคลงสี่สุภาพ๑บทและที่เหลือก็เป็นกาพย์ยานี๑๑
กลอนนี้ร.2ได้พระราชนิพนธ์ขึ้นมา แต่งถึงเกี่ยวกับตัวท่านกับสมเด็จพระสุริเยนทราเมื่อเวลาจากกัน คิดถึงกันท่านจึงได้พระราชนิพนธ์ขึ้นมา ซึ่งกาพย์นี่ก็แต่งคล้ายกับนิราศภูเขาทองที่เกี่ยวกับความรักที่ต้องจากกัน ความเจ็บปวดของความรัก กาพย์ทั้งหมดนี้ก็ประกอบด้วยอาหารที่ส่วนมากอาจไม่คุ้นเคย เช่น พล่าเนื้อ ตับเหล็ก ล่าเตียง เป็นต้น โดยที่ท่านร.2ได้ประพันธ์อาหารที่พระมเหสีได้ทำให้ท่านได้รับประทาน ท่านก็ได้ประพันธ์แบบประมาณว่าคิดถึงมากอยากให้น้องได้มาทำอาหารให้ได้ท่านได้ลิ้มรส ชิม รับประทานอีกสักรอบ2รอบ3รอบ4รอบรับประทานจนหายคิดถึงเพราะพระมเหสีได้ทำขึ้นมาได้อร่อยมากโดยที่ไม่มีใครทำได้ถูกใจนอกจากพระมเหสีอีกแล้ว ในกาพย์ทั้งหมดสามารถเห็นถึงวัฒนธรรมในสมัยก่อนแบบคร่าวๆคือตรงบท “รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ”คำว่าญี่ปุ่นนั้นได้แสดงการค้าขายกับต่างประเทศและตรง ”มัสมั่นแกงแก้วตา หมอยี่หร่ารสร้อนแรง” ตรงคำว่ามัสมั่นก็ได้แสดงว่าในสมัยก่อนได้นำอาหารจากชาวมุสลิมมารับประทานด้วย ส่วนเรื่องรอบๆของวัตถุดิบที่หานั้นก็ดูได้ง่ายเพราะอาหารที่ได้ประพันธ์นั้นก็ดูอาหารนั้นทำง่ายๆไม่อยากหาได้ตามท้องถนนทั่วไป ก็อย่างเช่น รังนกก็ไปเอารังนกมาจากต้นไม้และก็นำมาทำตามวิธีการหรือผักหวานก็ไปเด็ดๆมาจากที่ไหนก็ได้ การกินก็กิบนแบบง่ายๆแบบหยิบตักมากินเลยไม่ต้องใส่ซอสให้เปลืองเวลาเหมือนการทำสปาเก็ตตี้ที่กว่าจะผสม ตี คน รอกว่าจะสุกกว่าจะได้กิน แต่คนสมัยก่อนก็ตักๆหยิบๆเข้าปากเคี่ยวๆกลืนๆก็ได้เห็นของคนสมัยก่อนว่าอาหารก็ทำได้ง่ายๆไม่ยุ่งยากลำบาก ส่วนความคิดเห็นของผมนั้นก็คิดว่าการทำอาหารนั้นเรียบง่ายสบายๆและกลอนนี้ก็ได้แสดงอาหารที่ไม่คุ้นเคยจึงอยากลองชิมรับประทานสักครั้ง แต่อาหารพวกนี้ผมว่าก็ดีแต่อาหารอาจปรุงไม่สุกซึ่งเสี่ยงเป็นโรคอะไรมากมายและในสมัยก่อนอาจจะมีการแพทย์ไม่คอยดี
จากการที่ฉันได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานทำให้ฉันคิดว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงมีความรักและอาจจะไม่ได้อยู่ใกล้กับคนที่ตัวเองรัก เมื่อท่านเห็นอาหารต่างๆที่คนอื่นนำมาถวาย ทำให้ท่านหวนระลึกถึงพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีที่เคยทำให้ท่านเสวยเช่น
ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน
ลดหลั่นชั้นชอบกล ยลอยากนิทรคิดแนบนอน
**จากกาพย์ข้างต้นแปลว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เห็นอาหารที่มีชื่อว่าล่าเตียงทำให้ท่านนึกถึงเตียงนอนของพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ที่เป็นเตียงทองเหมือนกับอยู่บนสวรรค์และมีลวดลายสวยงามเป็นชั้นๆเมื่อท่านเห็นแล้วทำให้ท่านอยากนอนกับพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี**
เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน
เจ็บไกลใจอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง
**จากกาพย์ข้างต้นแปลว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เห็นอาหารที่มีชื่อว่าหรุ่มก็ทำให้ท่านรู้สึกเศร้าและเร้าร้อนภายในอกรู้สึกเจ็บปวดที่ยาวนานและคิดถึงพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี **
และจากกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานจะเห็นได้อีกแง่หนึ่งว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงมีความชำนาญและความรู้เรื่องอาหารเป็นอย่างดีท่านจึงสามารถแยกแยะอาหารทั้งชนิดคาวและหวานเปรียบเปรยกับความรู้สึกของท่านที่จะพรรณนาถึงคนรักของท่านซึ่งบางครั้งท่านเห็นอาหารทั้งคาวและหวานแล้วทำให้ท่านอดที่จะนำไปพรรณนาเปรียบเทียบกับคนที่ท่านรักไม่ได้ฉันจึงรู้สึกชื่นชมกับผลงานของท่านจริงๆ
ประโยชน์ของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
1.ทำให้เราได้ทราบว่าอาหารสมัยก่อนมีรสชาติและหน้าตาเป็นอย่างไร
2.ทำให้เราได้ทราบถึงการเล่นคำว่าเป็นอย่างไร เช่น ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง
3.ทำให้เราได้ทราบถึงความหมายของคำศัพท์ในสมัยก่อน เช่น แด แปลว่า ใจ
เมื่อผมได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานผมคิดว่ากาพย์นี้เป็นกาพย์ที่ผู้คนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจความหายได้ง่ายกว่าคำประพันธ์เรื่องๆอื่นๆในสมัยก่อนซึ่งอาจเป็นเพราะกาพย์เรื่องนี้เป็นกาพย์ที่ ร.2 ทรงประพันธ์เกี่ยวกับอาหารซึ่งเป็นคำที่คนอาจคุ้นหูกันอยู่แล้ว และผมจะแบ่งหัวข้อที่จะพูดถึงออกเป็น 3 ส่วนคือเรื่องความรัก อาหาร และการใช้ภาษา
...ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนอกจากจะมีการอธิบายเกี่ยวกับอาหารแล้วก็ยังมีการอธิบายเกี่ยวกับความรักด้วย ซึ่งผมคิดว่าเป็นการสอดแทรกเรื่องความรักเข้าไปในอาหารได้อย่างแนบเนียน และลงตัวมาก และจากที่ผมสังเกตุดูแล้วก็พบว่าผู้แต่ง (ร.2) นั้นเคยผูกพันกับคนรักมากจนสามารถจำรสชาติของอาหารที่คนรักเคยปรุงให้ทานได้ และเมื่อจากกันไปผู้แต่งก็ยังคิดถึงคนรักเสมอ(เพ้อ) และมีการชมฝีมือทำอาหารของคนรักซึ่งถ้าใครถูกชมแบบนี้ก็คงจะเขินไม่น้อย แต่ถ้ามองในมุมกลับกันผู้แต่งก็อาจจะแต่งกาพย์เรื่องนี้มาเพื่อประชดฝีมือในการทำอาหารของคนรักก็เป็นได้ ... ซึ่งเท่าที่ผมได้อ่านมาก็ทำให้ผมได้แง่คิดหลายๆอย่างเกี่ยวกับความรัก คือความรักนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่จีรังยั่งยืนถ้ามีรักได้ก็ต้องมีเลิกได้ ดังนั้นเราก็ควรปฏิบัติตัวให้ดีกับคนรักทั้งต่อหน้าและลับหลังเพื่อความมั่นคงในชีวิตคู่ ถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่กับคนรักตลอดเวลาแต่บางที่คนรักก็สอนให้เรานั้นอยู่ได้ด้วยตนเองและสามารถรอวันที่คนรักจะกลับมาได้
...อาหารในกาพย์เรื่องนี้นั้นมีหลายชนิดซึ่งถ้าจะหาทานในสมัยนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะอาหารส่วนใหญ่มักมีส่วนประกอบมากและมีวิธีทำค่อนข้างซับซ้อนซึ่งผมคิดว่าแม่ค้าส่วนใหญ่ในสมัยนี้ก็คงไม่เสียเวลาทำอาหารนานๆเพื่อแลกกับเงินในจำนวนที่พอๆกับอาหารที่ทำง่ายกว่า ดังนั้นอาหารพวกนี้จึงพบในร้านอาหารไทยตามโรงแรมซะมากกว่าเพราะว่าทางร้านจะสามารถต้ังราคาได้สูงและเชฟยังมีเวลาทำอาหารมากกว่า ในส่วนของอาหารที่อยู่ในคำประพันธ์นั้นก็มีข้อสังเกตุว่าไม่มีอาหารที่ใช้การทอดเป็นหลัก อาจเป็นเพราะในสมัยก่อนคนในวังรักษาสุขภาพจึงเน้นอาหารที่มีน้ำมันน้อย และยังมีส่วนประกอบที่เป็นของจากต่างประเทศ เช่น น้ำปลาญี่ป่น ข้าวหุง ฯ๙ฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในสมัยก่อนนั้นมีชาวต่างชาติเข้ามีทำการติดต่อแลกเปลี่ยนและค้าขายในเมืองไทย ในส่วนถัดมาคืออาหารส่วนใหญ่จะเป็นแกงซึ่งเป็นของเหลวซึ่งเมื่อนำมาราดกับข้าวข้าวก็จะแฉะและกลืนและย่อยง่ายซึ่งเป็นไปได้ว่าคนสมัยก่อนกินแกงกับข้าวเพราะว่าสามารถกลืนได้ง่าย อาหารส่วนใหญ่ที่อยู่ในคำประพันธ์นั้นมีส่วนปะกอบเป็นเนื้อสัตว์ซึ่งในสมัยก่อนอาจจะยังไม่มีอาหารมังสวิรัติก็ได้
...ผมคิดว่ากาพย์เรื่องนี้นั้นมีคุณค่าทางภาษาอย่างมากเพราะว่าผู้แต่งได้มีการใช้เทคนิคต่างๆในการเรียบเรียงคำให้สละสลวย และยังมีการใช้คำ และใช้กาพย์ห่อโคลงมาแต่ง ซึ่งประกอบด้วยโคลงสี่สุภาพ ซี่งมีจุดเด่นคือมีคำเอกคำโท และกาพย์ยานีสิบเอ็ดทำให้มีเอกลักษณ์ต่างจากคำประพันธ์อื่นๆ
หากสังเกตุดีๆจะพบว่าในกาพย์มีการเล่นคำด้วย เช่น “ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน” ซึ่งเป็นการนำคำว่าเตียงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหาร”ล่าเตียง” และคำว่าเตียงที่แปลว่าที่นอน ซึ่งผู้แต่งคงนำคำนี้มาใช้เพราะเห็นล่าเตียงมีลักษณะคล้ายเตียงนอนที่เคยนอนกับคนรัก
ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานั้นอาจแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของกาพย์เรื่องนี้ ซึ่งถ้าศึกษาเพิ่มเติมก็อาจจะพบสิ่งที่ผู้แต่งได้ซ่อนไว้อีกก็เป็นได้ ผมคิดว่ากาพย์เรื่องนี้เป็นกาพย์ที่มีคุณค่าและควรรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม ^_^
เมื่อฉันได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ฉันคิดว่ากาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนี้ทำไห้ฉันได้รู้เรื่องเกี่ยวกับอาหารมากขึ้น ซึ่งในกาพย์นี้มีอาหาร 15 ชนิด มีทั้งอาหารที่เรารู้จักและไม่รู้จักอีกมาก เช่น ล่าเตียง ตับเหล็ก ก้อยกุ้ง หมูป่าต้ม เป็นต้น และความพิเศษของกาพย์นี้คือการที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือ ร.2 ได้พระราชนิพนธ์ขึ้นเกี่ยวกับความรักที่ไม่สมหวังของพระองค์กับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี หรือ พระมเหสี โดยการเปรียบเทียบกับอาหารของสมัยก่อน เช่น
รังนกนึ่งน่าซด โอชารสกว่าทั้งปวง
นกพรากจากรังรวง เหมือนเรียมร้างห่างห้องหวน
แปลได้ว่า เห็นรังนกนึ่งช่างน่าชม และคงมีรสอร่อยกว่าอาหารอื่นๆ ทำให้พี่นึกถึงการที่นกต้องพรากจากรังไปซึ่งก็เหมือนกับการที่ตัวพี่ต้องพลัดพรากจากน้องไป และเป็นการพลัดพรากที่ไม่มีวันกลับมา
เมื่อพูดถึงกาพย์เห่ คนบางคนคงยังไม่รู้ว่ากาพย์เห่คืออะไร กาพย์เห่คือ กาพย์เห่เรือนั้น ใช้คำประพันธ์ ชนิดด้วยกัน นั่นคือ กาพย์ยานี 11และโคลงสี่สุภาพ เรียงร้อยกันในลักษณะที่เรียกว่า กาพย์ห่อโคลง โดยมักขึ้นต้นด้วยโคลง 1 บท แล้วตามด้วยกาพย์ยานี เรื่อยไป จนจบตอนหนึ่งๆ เมื่อจะขึ้นตอนใหม่ ก็จะยกโคลงสี่สุภาพมาอีกหนึ่งบท แล้วตามด้วยกาพย์จนจบตอน กาพย์ห่อโครงมีการเล่นคำที่ทำให้เกิดการไพเราะขึ้น เช่น
เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน
เจ็บไกลในอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ทำให้รู้เรื่องต่างๆมาก มาในด้าน ภาษา ประวัติศาสตร์ว่ามีการติดต่อการค้ากับประเทศญี่ปุ่น เช่น
ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ
ได้รู้จักการกินของคนสมัยก่อนที่มีแกงเป็นส่วนใหญ่และมีอาหารดิบในบางส่วนและวัฒนธรรมในการทำอาหาร ที่ไม่เหมือนในสมัยนี้เลย และไม่ค่อยจะพบเห็นมากนัก สิ่งที่ฉันชอบในกาพย์นี้คือความสามารถในการแต่งกาพย์เห่ของท่านที่น่านับถือ การกล่าวถึงอาหารกับความรักของท่านที่ถึงจะไม่สมหวัง
เมื่อฉันได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหนาวแล้ว ฉันคิดว่าในยุคของ ร.2 นั้นมีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย ที่เกี่ยวกับ โบราณคดี อักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ในยุคนั้น และที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือ ความสัมพันธ์ของ ร.2 กับ พระศรีสุริเยนที่เปรียบกับอาหาร (เช่น มัสมั่น – แกงมุสลิม+เครื่องเทศ หมูแนม – อาหารว่างที่ทำมาจากหมู แกงคั่วส้ม – แกงที่ปรุงน้ำพริกคล้ายแกงส้มแต่ใส่กะทิ เป็นต้น) ร.2 จึงได้คิดกาพย์นี้ขึ้นมาเพื่อชมฝีมือการทำอาหารของพระศรีสุริเยนและประโยชน์อีกมากมายที่แทรกอยู่ด้านในกาพย์
โดยส่วนตัวของผมนั้น ผมสามารถนำไปใช้ประโยคจากเรื่องนี้ได้คือ
1. นำไปสร้างกาพย์ห่อโคลงได้ โดยกาพย์ประเภทนี้นั้นจะประกอบด้วย กาพย์ยานี 11 และ โคลงสี่สุภาพ
2. รู้เรื่องของ ร.2 กับ พระศรีสุริเยน ว่าพวกเขามีประวัติอย่างไร และ ทำไมพวกเขาต้องอยู่ห่างกัน
3.ได้รู้ว่าสมัย ร.2 นั้นได้แสดงความสัมพันธ์ในการค่าขายของระหว่างประเทศ+ได้มีการแลกเปลี่ยนการปลุงอาหารทางวัฒนธรรมด้วย
4. ได้เห็นการใช้ถ้อยคำของคนสมัยก่อนกับปัจจุบัน ว่ามีความแตกต่างกันขนาดไหน
5. มีทักษะในการแต่งกลอนมากขึ้น โดยการเล่นคำ และ สร้างสัมผัสนอก-สัมผัสใน
6. รู้เรื่องคำศัพท์ของประเทศไทยได้มากขึ้นจากเดิม
หนังสือ + วรรณคดีของไทยนั้นมีอยู่มากมาย เพียงแค่เราอ่านเราก็ได้ความรู้แล้ว เปรียบได้ดังกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานที่มีประโยชน์มากมาย
เมื่อฉันได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
ฉันคิดว่ากาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานไม่ได้เป็นเพียงแค่แบบเรียนในหนังสือ แต่ยังทำให้ฉันได้รู้อะไรต่างๆที่ไม่เคยรู้มากมาย กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานทำให้ฉันรู้จัก เหมือนว่าฉันได้เห็นสังคม และวัฒนธรรม สมัยรัชกาลที่๒ ทำให้ได้รู้จักอาหารแปลกๆ อาหารโบราณที่ไม่เคยเห็น ซึ่งหารับประทานได้ยากในสมัยนี้ เช่น ยำใหญ่ ตับเหล็ก อ่อม ล่าเตียง แสร้งว่า เป็นต้น กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานยังแสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ทรงสามารถพรรณนา รสชาติ หน้าตาของอาหาร เชื่อมโยงกับ ความรัก และความทุกข์ ของท่าน ได้อย่างสมดุล ลงตัว และงดงาม สำหรับฉันกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน เปรียบเสมือนดั่ง วรรณคดีอมตะ ที่ทำให้ผู้ที่ได้อ่านจะต้องซาบซึ้งในความงดงาม ทั้งเนื้อหา ทั้งภาษา ทั้งถ้อยคำ และ การพรรณนา ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทำให้ผู้อ่านซาบซึ้ง เปรียบเสมือนว่าฉันได้รู้สึก ถึงความรู้สึกของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ทรงมีต่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา นอกจากนี้กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ยังเป็นวรรณคดีที่โดดเด่นทั้งในเรื่อง การเล่นเสียงวรรณยุกต์ การเล่นเสียงพยัญชนะ และการเล่นคำ ซึ่งในที่นี้ขอยกตัวอย่างบทหนึ่งที่โดดเด่นในเรื่อง การเล่นเสียงวรรณยุกต์ และ การเล่นเสียงพยัญชนะ มาดังนี้
“ เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน
เจ็บไกลใจอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง ”
นอกจากความงดงามในเรื่องภาษา การพรรณนาอาหาร การสะท้อนภาพสังคม การแสดงถึงความรัก และ ความโศกเศร้า กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนี้พระราชนิพนธ์โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพื่อชื่นชม ฝีมือในการปรุงอาหารของ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความรักของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ทรงมีต่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา และความทุกข์ ความโศกเศร้า ที่ท่านได้ทรงเก็บไว้ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งฉันก็หวังว่าอีกสิบ ยี่สิบปี เด็กไทยเราได้เรียนรู้ ศึกษา กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนี้ เพื่อที่จะรักษาขนบธรรมเนียม อาหารไทย ภาษาไทยที่งดงามนี้ไว้ตลอดไป
เมื่อผมได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานแล้ว
ผมรู้สึกว่า กาพย์ที่ ร.2 แต่งนั้นพอแต่งแล้วได้นึกถึงคนที่ท่านรักและคนที่ท่านรักก็คือ พระศรีสุริเยน ซึ่งท่านจะแต่งถึงคนที่ท่านรักไปและแต่งถึงอาหารที่พระนางทำไปซึ่งจะบอกถึงความสำพันธ์ของท่านทั้ง2ด้วยเช่น ความรักยักเปลี่ยนท่า ทำน้ำยาอย่างแกงขม ก็คือ ความรักที่น้องมีให้พี่เริ่มเปลี่ยนท่าจากรักมากก็เริ่มน้อยลง และกาพย์อันนี้ยัง เปรียบเทียบรสชาติอาหารที่อร่อยจากที่พระนางท่านได้ทำกับที่คนอื่นทำมาให้ ร.2 ได้กินเช่น ตับเหล็กลวกหล่อนต้น เจือน้ำส้มโรยพริกไทย โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง ซึ่งบทนี้ก็จะแปลว่า ตับเหล็กที่พระศรีสุริเยนทราบรมราชินีทำนั้นอร่อยกว่าคนทุกคนทำ และก็มีบทที่แสดงการค้าขายและมีการติดต่อจากต่างประเทศก็เช่น ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ และก็กาพย์นี้มีการเล่นคำต่างๆก็เช่น ผักโฉมชื่อเพราะพร้อง เป็นโฉมน้องฤๅโฉมไหน ผักหวานซ่านทรวงใน ใคร่ควญรักผักหวานนาง ฯ โดยการเล่นคำนั้นก็จะอยู่ตรงที่คำว่าชื่อผักโฉมและอีกคำหนึ่งที่หมายความว่า โฉมหน้าของน้อง น้องก็คือพระศร๊สุริเยนทราบรมราชินี กาพย์นี้แต่งโดย แต่งแบบ กาพย์ห่อโคลง โดยกาพย์ห่อโคลงนี้ก็จะเป็นแบบ แต่งโคลง4สุภาพไป1บทแล้วแต่งด้วยกาพย์ยานี 11 ไปเรื่อยๆจนจบบทพอจบบทแล้วจะขึ้นบทใหม่ก็แต่งโคลง4สุภาพ 1 บทแล้วแต่งกาพย์ยานี 11 ไปเรื่อยๆสลับกันไป โดยโคลง4สุภาพ ก็จะมีการแต่งโดยจะมี การใช้คำเอกคำโท โดยคำเอก มี 7ตำแหน่ง และคำโท 4 ตำแหน่ง โดย คำ เอกถ้าคิดไม่ออกก็สามารถแทนด้วย คำตาย เช่น คำว่า สด กด จด ฯลฯ
และก็กาพย์นี้นั้นจะแต่ง โดย บอกชื่ออาหารหลายชนิดมากมายที่คนสมัยก่อนได้ทำมาก็เช่น 1.มัสมั่น 2.ยำใหญ่ 3.ตับเหล็ก 4.หมูแนม 5.ก้อยกุ้ง 6.เทโพ 7.แกงขม 8.ข้าวเทศ 9.แกงคั่วส้ม 10.พล่า 11.ล่าเตียง
12.หรุ่ม 13.รังนก 14.ไตปลา 15.ผักโฉม 16.ผักวาน และกาพย์นี้ยังบอกได้อีกว่าคนในสมัยก่อนนั้นรักกันก็รักกันจริงไม่ใช่รักกันแปปเดียวแล้วก็เลิกกันเหมือนในสมัยนี้ และอาหารในสมัยก่อนนั้นก็มีหลากหลายมากมาย
หลังจากที่ผมได้เรียนเรื่องกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
ผมรู้สึกประทับใจในความสามารถของคนไทยในสมัยก่อนในทุกทุกด้านเช่น วัฒนธรรม ประเพณี การใช้ถ้อยคำ วิธีการแต่งกลอนแต่ที่ผมประทับใจมากที่สุดคงจะเป็นเรื่องอาหารเพราะคนไทยในสมัยก่อนมีฝีมือในการทำอาหารสูงซึ่งผมเรียนไปมากขึ้นเท่าไรยิ่งชวนให้อยากรับประทานมากขึ้นเท่านั้นอาหารบางอย่างในสมัยก่อนนั้นก็ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยปัจจุบันซึ่งอาหารของคนไทยนั้นก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของประเทศไทยเราเช่นมัสมั่นในสมัยนี้นั้นได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติอย่างมากเพราะรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ของประเทศไทยเรา และเครื่องเทศที่มีรสฉุนอีกช่วยเพิ่มความน่ารับประทานของเมนูนี้ยิ่งขึ้นไปอีกและทำให้เราได้รู้ว่ายังมีอาหารอีกหลายชนิดในสมัยก่อนที่ถ้าผมไม่ได้เรียนเรื่องกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานแล้วนั้นผมอาจไม่รู้ก็ได้ว่ามีอาหารประเภทนี้อยู่จริงและประเทศไทยเราในสมัยก่อนนั้นก็มีการติดต่อกับประเทศต่างๆได้เป็นอย่างดีเพราะดูจากวัตถุดิบในการทำอาหารแต่ละชนิดแล้วทำให้เรารู้ว่าประเทศไทยนั้นมีการติดต่อกับประเทศอะไรบ้างเช่น แกงมัสมั่น มีเครื่องเทศที่ได้มากจากพวกมุสลิม แล้วจากการเรียนเรื่องนี้ผมจึงได้รู้ประวัติของรัชกาลที่ 2 เป็นอย่างดีอีกด้วยแล้วยังรู้ว่าชีวิตคู่ของรัชกาลที่ 2 กับเจ้าฟ้าบุญรอดนั้นน่าเศร้าเพียงใดเมื่อทั้ง 2 ต้องจากกันและท่านยังมีความสามารถที่เก่งในการนำความรัก ความรู้สึก ที่มีมาแต่งเป็นกลอนได้และเปรียบเทียบกับอาหารอีกด้วยจึงทำให้ผมได้รู้ถึงความสามารถในการแต่งกาพย์ของรัชกาลที่2และเรื่องราวมากมายในอดีตจึงทำให้เกิดการสันนิถานได้หลายอย่างเช่นการที่รัชกาลที่ 2 ได้แต่งกาพย์ในบางบทก็ทำให้เรารู้ว่าท่านรู้สึกอย่างไรเมื่อนึกถึงชื่ออาหารที่ตรงกับความรูสึกของท่านการเรียนเรื่องนี้ผมรู้สึกดีใจที่ได้เรียนเรื่องกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานเพราะทำให้เราได้มีความรู้รอบด้านอย่างมากเช่นเรื่องอาหารในสมัยก่อน วัฒนธรรมในสมัยก่อน ประเพณีในสมัยก่อนซึ่งพูดได้ว่าการเรียนเรื่องนี้เพียงแค่เรื่องเดียวทำให้เราสามารถรู้เรื่องราวในสมัยก่อนได้ย่างมากมายเลยทีเดียวและอีกทั้งยังมีเนื้อหาที่ดีและยังสอนวิธีการแต่งกาพย์อีกหลายประเภทอีกด้วยซึ่งทำให้เราได้รู้เรื่อง กาพย์-กลอนเพิ่มพูนความรู้ของเราอีกด้วยซึ่งผมประทับใจจริงๆคับที่ได้เรียนเรื่องกาพย์เห่เรือที่ดีๆเช่นนี้และผมก็จะเอาความรู้ที่ได้เรียนนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงที่สุด
เมื่อผมได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
ผมคิดว่ากาพย์นี้ทำให้ผมได้รู้ถึงชื่ออาหารคาวหวานในสมัยนั้นและ ได้รู้ถึงความรักอันหวานซึ้งที่รัชกาลที่2 มีต่อพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี โดยพระองค์ท่านได้ทรงนำชื่ออาหารคาวหวานมาประพันธ์เปรียบเทียบเปรียบเปรยกับความรู้สึกที่พระองค์ท่านทรงมีต่อพระนาง จนผมรู้สึกคล้อยตามไปด้วย เช่น
“ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้ำสมโรยพริกไทย
โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง”
หมายความว่า ตับเหล็กลวกนี้ รสชาติอร่อยมาก ใครทำก็อร่อยไม่เท่าฝีมือของพระนางได้เลย
ซึ่งแสดงว่าพระองค์ท่านทรงติดใจในเสน่ห์ปลายจวักของพระนางเป็นอย่างมาก
“ความรักยักเปลี่ยนท่า ทำน้ำยาอย่างแกงขม
กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม ชมไม่วายคล้ายคล้ายเห็น”
หมายความว่า ความรักของคนเราไม่แน่นอนมีทั้งทุกข์และสุขเปรียบเหมือนน้ำยากับแกงขมที่มีทั้งรสเผ็ด หวานและขม ทำให้มีรสชาติกลมกล่อมเหมือนกับความรักก็มีทั้งสุขและทุกข์คละเคล้ากันไป
ซึ่งแสดงว่าพระองค์ท่านทรงรักพระนางฯ มาก เพราะขนาดรสชาติของน้ำยากับแกงขม พระองค์ยังทรงนำมาเปรียบเทียบกับความรักที่พระองค์ทรงมีต่อพระนางได้
ท้ายนี้ ผมคิดว่าบทประพันธ์ของกาพย์นี้ สามารถพรรณนาถึงอาหารคาวหวานและความรัก ความคิดถึง ที่มีต่อหญิงอันเป็นที่รัก โดยนำมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังมีบททำนองอันไพเราะเสนาะหู ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกคล้อยตามในความอร่อยของอาหารและความรักที่มีให้แก่กัน ซึ่งผมขอชื่นชมว่าผู้ประพันธ์สามารถประพันธ์ภาษาได้สละสลวย รู้จักเปรียบเทียบเปรียบเปรยอารมณ์ความรู้สึกได้เหมาะสมเป็นอย่างดี
เมื่อผมได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ผมคิดว่ากาพย์นี้เป็นกาพย์ที่มีมายาวนาน เพราะมีการใช้ศัพท์เก่าๆ เช่น กล คือเหมือน ความขำ คือ ความลับ เคร่า คื่อ คอย ช้าช้า คือ คำอุทานแสดงความดีใจ แด คือ ใจ เป็นต้น คำศัพท์พวกนี้บางคำสมัยนี้ก็เปลี่ยนความหมาย โดยกาพย์นี้มีชื่ออาหารของสมัยก่อนที่ค่อนข้างหายากในตอนนี้ เช่น ลำเตียง แสดงให้เห็นวัฒนธรรมการกินอาหารในสมัยก่อนที่เน้นความสวยงาม ฝีมือในการแต่งกาพย์ในสมัยก่อนที่ทำให้เราเห็นว่ากลอนและกาพยานีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชาววังสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเฉพาะในสมัยในหลวงรัชกาลที่ 2 ซึ่งเป็นยุคทองของการแต่งกลอน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานได้บอกเราหลายอย่างที่เกี่ยวกับประเทศไทย เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับไทยในข้อความที่ว่า "รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ" ความสัมพันธ์ระหว่างชาวอิสลามกับไทย ในข้อความที่ว่า "มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง" (เพราะมัสมั่นเป็นแกงของอิสลาม) และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับต่างประเทศในข้อความที่ว่า "ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ" (เทศในที่นี้ คือ ต่างประเทศ) สุดท้ายนี้แสดงให้เห็นถึงความรักที่ไม่สมหวังของในหลวงรัชกาลที่ 2 ในข้อความที่ว่า "ล่าเตียงคิดเตียงน้อง" แสดงว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่กับคนรัก
เมื่อผมได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานแล้วผมคิดว่า กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนั้น มีประโยชน์ต่อการศึกษาของคนรุ่นหลังในหลายหลายอย่าง และ ผมคิดว่าถือเป็นการอนุรักษ์ชื่ออาหารไทยได้อีกด้วย จากการที่อาจารย์เฉลิมลาภได้ซักถามเพื่อนในห้องนั้น แต่ละคนก็มีความเห็นต่างๆกัน แต่สำหรับผมก็สรุปและเพิ่มเติมได้ว่า กาพย์เห่ชมนี้แสดงให้เห็นถึง ความรักที่รัชกาลที่2ทรงมีต่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา ถึงแม้ว่าจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกันก็ตาม และสุดท้ายก็ต้องพลัดพรากจากกัน เมื่อเราอ่านแล้วก็เห็นภาพของความรักที่รัชกาลที่2ทรงมีต่อพระมเหสีอย่างชัดเจนพอสมควรเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นการประพันธ์แบบนิราศ ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือต้องมีการรำพันถึงความรัก ที่ต้องพลัดพรากจากกัน และมีการเล่นคำในหลายบท ทำให้เราเข้าถึงเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น การเล่นคำ คือการนำคำที่รูปและเสียงเหมือนกับแต่ให้ความหมายต่างกัน มาช่วยในการประพันธ์ เช่น “ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน ...” ก็ใช้คำว่าล่าเตียงที่เป็นชื่ออาหารว่าง กับคำว่าเตียงที่เป็นเครื่องนอน มาเชื่อมโยงกันเพื่อให้ความหมายว่า เมื่อเห็นล่าเตียงแล้วก็คิดถึงเตียงที่เคยนอนกับพระมเหสี เป็นต้น และลักษณะของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานก็เป็นกาพย์ห่อโคลง คือขึ้นต้นด้วยโคลงสี่สุภาพ ซึ่งมีลักษณะเด่นคือมีคำเอก7คำ และคำโท4คำ แล้วต่อด้วยกาพย์ยานี11 กี่บทก็ได้ และแสดงถึงฝีมือการทำอาหารของพระมเหสี ในบท “ตับเหล็กลวกก่อนต้ม เจือน้ำส้มโรยพริกไทย โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง” และแสดงให้เห็นถึงการค้าขายของคนไทยและชาวต่างชาติ ในบท “ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ” แสดงให้เห็นถึงการติดต่อค้าขายกับประเทศญี่ปุ่น และในบท “ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใส่ลูกเอ็น ใครหุงปรุงไม่เป็น เช่นเชิงมิตรประดิษฐ์ทำ” คือการปรุงข้าวหุงอย่างต่างประเทศ และอาจารย์เฉลิมลาภก็ได้ถามต่อว่า ถ้าเราเป็นอาชีพต่างๆแล้ว จะศึกษาเกี่ยวกับอะไรบ้าง ก็สรุปประมาณว่า ถ้าเป็นนักประวัติศาสตร์ก็จะศึกษาเกี่ยวกับประวัติรัชกาลที่2 หรือเรื่องการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ถ้าเป็นนักภาษาศาสตร์ ก็จะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการใช้คำต่างๆ เปรียบเทียบระหว่างอดีตและปัจจุบัน รวมถึงเรื่อง การเล่นคำ หรือถ้าเป็นนักดนตรีก็อาจจะนำไปประยุกต์เป็นเพลง หรือใส่ทำนอง ใหม่เอง
เมื่อเรียนกาพย์เรื่องนี้เสร็จแล้ว ผมก็ได้ข้อคิดมากมาย และเห็นถึงความรักของรัชกาลที่2ที่เปรียบเทียบกับอาหารหลายๆอย่าง และผมจะนำสิ่งที่ได้จากกาพย์เรื่องนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันครับ
เมื่อฉันได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
ฉันคิดว่ากาพย์ชมเครื่องคาวหวานนี้ได้มากกว่าบทเรียนแต่ได้เรียนรู้ถึงสมัยโบราณว่ากาพย์เห่เรือคืออะไรความสำคัญ ประกอบด้วยอะไรบ้างและที่พึงได้ทราบเมื่อตอนเรียนกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานคือกาพย์เห่เรือเป็นผลงานที่เก่าแก่ที่สุดของเจ้าฟ้ากุ้ง นอกจากนี้กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานมีความสำคัญมากกว่าบทเรียนหนึ่งบทเท่านั้น กาพย์ประเภทนี้ยังมีความสำคัญกับคนหลายอาชีพเช่นนักประวัติศาสตร์โดยนักประวัติศาสตร์จะสามารถทราบเรื่องราวในอดีตเช่น ที่รัชกาลที่2ได้ห่างไกลจากเจ้าฟ้าบุญรอดและประวัติของท่านทั้งสอง และยังทราบอีกว่าประเทศไทยในสมัยนั้นได้ทำการค้าขายกับต่างประเทศในบท ”ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ”
นักภาษาศาสตร์อาจจะพบว่าในสมัยโบราณเกิดกลอนสี่ และกาพย์ยานี11หรืออื่นๆอีกมากมาย การเล่นคำ คำเป็น คำตาย และการผันเสียงวรรณยุกต์
“เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน
เจ็บไกลใจอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง “
นอกจากนี้เรายังทราบอีกว่า อาหารในสมัยนั้นมีอะไรบ้างและอาหารในกาพย์มี ทั้งหมด 16 ชนิด คือ
1.มัสมั่น 2.ยำใหญ่ 3.ตับเหล็ก 4.หมูแนม 5.ก้อยกุ้ง 6.เทโพ 7.แกงขม 8.ข้าวเทศ 9.แกงคั่วส้ม 10.พล่า 11.ล่าเตียง 12.หรุ่ม 13.รังนก 14.ไตปลา 15.ผักโฉม 16.ผักวาน (ตามลำดับ)
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนั้นยังสามารถทำให้เราเข้าใจวิถีชีวิตของคนในสมัยโบราณว่า
พวกเขาอยู่กันอย่างไร และสังคมในสมัยโบราณด้วย
สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือ การแต่งกาพย์ โคลง ในการทำกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นการทำการทำอาหาร เป็นที่น่านับถือมาก และได้เปรียบเทียบความรักของท่านกับอาหารเป็นสิ่งที่น่าสนใจและชื่นชอบมาก
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
(กาพย์ห่อโครง คือ คำประพันธ์ประเภทที่มีลักษณะเป็นโครง๔ สุภาพขึ้นหน้าแล้วต่อด้วยกาพย์ยานี๑๑)
เมื่อผมได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ผมคิดว่า พระราชนิพนธ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยแต่งได้แสดงถึงความรักของท่านที่มีต่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีว่ามากมายเหลือเกินถึงแม้พวกท่านจะได้อยู่ด้วยกันในขณะนั้นก็ตาม
ขนาดที่ทำให้ท่าน(พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)มองเห็นอาหารอะไรก็ได้นึกถึงสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีตลอดโดยในกาพย์นี้ท่านได้เปรียบเทียบอาหารที่ท่านเสวยมาเปรียบกับอาหารฝีมือสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีประมาณว่าอาหารฝีมือสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีรสชาติอร่อยมาก
ยกตัวอย่าง เช่น
“ ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้ำส้มโรยพริกไทย
โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง”
แปลว่า ตับเหล็กลวกนี้ “ปรุงด้วยน้าส้มและโรยพริก รสชาติอร่อยหาที่ไหนไม่ได้แล้ว
ไม่มีใครปรุงอาหารอร่อยได้เท่าสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีปรุงได้แล้ว”
และในกาพย์ยังแสดงถึงว่าท่าน(พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)เวลาเสวย
ก็คิดถึงเรื่องเก่าๆในตอนที่พวกท่านได้อยู่ร่วมกัน ยกตัวอย่าง เช่น
“ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน
ลดหลั่นชั้นชอบกล ยลอยากนิทรคิดแนบนอน”
ซึ่ง “ล่าเตียง”มีลักษณะคล้ายคลึงกับเตียง ซึ่งทำให้บทนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยน่าจะนึกถึงตอนที่ได้นอนข้างสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
สรุปแล้วกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานได้แสดงถึงความรักที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีต่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
เมื่อฉันได้อ่านกาพย์แห่ชมเครื่องคาวหวานแล้ว ฉันคิดว่าเป็นกาพย์ที่สอนเราในหลายๆเรื่องและสามารถนำไปปรับปรุงใช้ได้ในหลายอาชีพ ดังที่อาจารย์ได้สอนในคาบเรียน เช่น นักภาษาศาสตร์-เรียนรุ้การใช้ภาษาและการเปลี่ยนแปลงไปของภาษา,นักประวัติศาสตร์-ได้รู้ถึงการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศและวัฒนธรรมประเพณีของคนในสมัยนั้น ฯลฯ โดยกาพย์นี้ได้แสดงถึงพระปรีชาสามารถในการแต่งกาพย์ของรัชการที่ 2 อีกด้วย เพราะพระองค์สามารถแต่งโดยการนำอาหารมาเปรียบเทียบกับชีวิตรักของพระองค์ได้อย่างลงตัว ไม่มีข้อติดขัดอีกทั้งยังแสดงว่าพระองค์เป็นบุคคลที่เข้มแข็งมากที่ยังยืนหยัดมีชีวิตต่อไปโดยไร้ซึ่งบุคคลที่รักได้
ต่อไปนี้ฉันจะค่อยๆเขียนความรู้สึกทีละส่วนค่ะ มัสมั่น-ยวนใจ = ท่อนนี้ทำให้รู้สึกถึงว่าไทยได้มีการติดต่อกับต่างชาติ ซึ่งก็คือญี่ปุ่นกับแถบอินเดียโดยเรานำน้ำปลาของญี่ปุ่นมาใส่ลงในยำใหญ่ และนำเครื่องเทศของอินเดียมาใส่ในมัสมั่น
ตับเหล็ก-ใจโหย = ท่อนนี้ทำให้เราคาดการณ์ได้ว่า พระมเหสีของรัชการที่ 2 อาจเคยทำตับเหล็กหรือก็คือม้ามลวกให้พระองค์ได้เสวย เพราะมีส่วนที่ว่า ‘ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง’
ก้อยกุ้ง-เสวยรมย์ = ท่อนนี้บอกได้ถึงการทานอาหารอีก 2 อย่าง คือก้อยกุ้งและปลาเทโพ แต่ไม่ได้มีเนื้อหาใดๆมากนัก
ความรัก-ตรากตรอม = ท่อนนี้เป็นท่อนที่มีความสำคัญมาก เพราะได้แสดงออกมาโดยตรงว่าความรักของพระองค์(รัชกาลที่ 2)ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วและยังได้เปรียบเทียบระกำกับความรักที่โศกเศร้าอีกด้วย เพราะเป็นเรื่องที่เป็นความรักระหว่างพระมเหสีกับพระองค์
ช้าช้า-กลางทรวง = ท่อนนี้แสดงถึงอาการโหยหาและความคิดถึงพระมเหสีของพระองค์ ซึ่งแสดงให้ได้เห็นชัดยิ่งนักว่าทั้งคู่ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว เป็นด้านที่อ่อนแอของรัชกาลที่ 2 ที่หวั่นไหวคิดถึงพระมเหสีนั่นเอง
รังนก-หวานนาง = ท่อนนี้พระองค์ได้เปรียบเทียบนกที่เราไปพรากรังของมันมากับตัวพระองค์เองว่าเหมือนกันด้วยความต้องแยกจากกัน และเล่าถึงคำพูดที่ดูฝืนทนไม่ตอบมาตรงๆของพระมเหสีอีกด้วย อีกทั้งมีการเล่นคำถึงใบโศกกับความโศกเศร้าด้วย
ไม่ว่าอย่างไรกาพย์เรื่องนี้ก็ได้ให้ความรู้และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากเลยทีเดียว เพราะยิ่งทำให้เราได้รู้จักวิธีการแต่งกาพย์เห่เรือ ซึ่งใช้การแต่งแบบกาพย์ห่อโคลง คือ ใช้โคลงในการนำอย่างไม่จำกัดและต่อด้วยกาพย์
โดยเราใช้โคลง คือโคลงสี่สุภาพ ส่วนกาพย์ก็เป็นกาพย์ยานี๑๑ ในการแต่งโคลงสี่สุภาพก็ยิ่งทำให้เราได้รู้อะไรมากขึ้นอีก คือ คำเอก-คำที่ใช้ไม้เอก,คำโท-คำที่ใช้ไม้โท,เอกโทษ-คำที่ใช้ไม้เอกแต่แปลงเป็นโท เช่น เล่น-เหล้น,
โทโทษ-คำที่ใช้ไม้โทแต่แปลงเป็นเอก แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามกาพย์เรื่องนี้ก็เป็นประโยชน์ในการเรียนการสอนอย่างยิ่ง เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ดังนั้นฉันคิดว่าเหมาะสมมากที่จะนำมาสอนค่ะ ขอบคุณ อ.เฉลิมลาภมาก เพราะ ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยาก เนื่องจากมีคำศัพท์ยากๆและการแปลซับซ้อนในบางแห่ง แต่ตัวอาจารย์เองกลับสอนได้เข้าใจ สนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ เมื่อนักเรียนนำเสนอพลาดอาจารย์ก็สอนในสิ่งที่ควรทำ เช่น การทำงานในกลุ่มคนต้องทอย่างไรจึงจะเหมาะสม,การรับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นงานกลุ่มหรือเดี่ยว ขอบคุณค่ะ ^0^
กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานสะท้อนวัฒนธรรมไทยอย่างไรอ่ะค่ะ ช่วยบอกหน่อยค่ะ