กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน คือ กาพย์ที่ประกอบด้วยโคลงสี่สุภาพ และกาพย์ยานี 11 ซึ่งตะเริ่มต้นด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บทและตามด้วยกาพย์ยานี 11 ต่อไปเรื่อยๆ

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนี้ ร.2 ท่านได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น เพื่อพูดถึงคนที่ท่านรักนั่นก็คือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ซึ่งเป็นพระมเหสีของท่าน ท่านได้เปรียนเทียบอาหารในสมัยนั้นว่า อาหารชนิดต่างๆเปรียบเทียบกับความรักของท่านกับพระมเหสี ซึ่งกาพย์เห่ก็ได้สอนให้เรารู้ว่า ในสมัยนั้นมีการติดต่อกับต่างประเทศ ยกตัวอย่างบทที่กล่าวว่า

“ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา

รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ”

ก็หมายความว่า ยำใหญ่ที่มีเครื่องครบครับ จัดวางอยู่ในจานอย่างสุดจะพรรณนาปรุงรสด้วยน้ำปลาญี่ปุ่นทำให้น่าลิ้มลองอย่างยิ่ง

และที่รู้ว่ามีการติดต่อกับต่างประเทศเพราะในสมัยนั้น เครื่องปรุงและส่วนประกอบของยำใหญ่มีใส่ น้ำปลาญี่ปุ่น และนอกจากจะมีญี่ปุ่นแล้ว ยังมีประเทศอื่นเช่น ไทย-อินเดีย

และท่านก็เปรียบเทียบอาหารดั่งความรักของท่านซึ่งใช้กลอนที่กล่าวว่า

“ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย

รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ”

เมื่อฉันได้อ่าน และ เรียน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนี้แล้ว ฉันรู้สึกว่า กาพย์นี้มีความสำคัญและมีข้อคิดหลายอย่าง

การพิจารณาคุณค่า

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานฯ นับเป็นวรรณคดีที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง แม้มีเนื้อเรื่องที่ไม่ยาวนัก แต่ให้คุณค่า

ที่มีประโยชน์หลายประการ คือ

1. ให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมด้านอาหารการกินของคนไทยสมัยโบราณ สะท้อนให้เห็นความละเอียดอ่อน

พิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการทำอาหาร

2. ให้ความรู้เกี่ยวกับประเพณี ความเชื่อต่างๆ เช่น พิธีโล้ชิงช้า ซึ่งเป็นคติความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ ประกอบ

พิธีในช่วงเดือนยี่

3. สะท้องสภาพบ้านเมืองในสมัยอดีต มีการติดต่อค่าขายกับชาวต่างชาติ เช่น จีน อินเดีย จึงมีการแลกเปลี่ยน

วัฒนธรรมด้านอาหารการกินร่วมไปด้วย เช่น ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใสลูกเอ็น ซึ่งเป็นวิธีการหุงข้าวแบบแขกเปอร์เซีย ใส่เครื่องเทศชนิดหนึ่งเรียกว่า "ลูกเฮลท์" เพี้ยนเสียงมาเป็น "ลูกเอ็น"

4. ให้คุณค่าเชิงวรรณศิลป์ กวีสามารถพรรณนาอาหารแต่ละชินิดได้อย่างเห็นภาพ ใช้ถ้อยคำเปรียบเทียบลึกซึ้ง

กินใจ และไพเราะ