เมื่อผมได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานผมคิดว่ากาพย์นี้เป็นกาพย์ที่ผู้คนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจความหายได้ง่ายกว่าคำประพันธ์เรื่องๆอื่นๆในสมัยก่อนซึ่งอาจเป็นเพราะกาพย์เรื่องนี้เป็นกาพย์ที่ ร.2 ทรงประพันธ์เกี่ยวกับอาหารซึ่งเป็นคำที่คนอาจคุ้นหูกันอยู่แล้ว และผมจะแบ่งหัวข้อที่จะพูดถึงออกเป็น 3 ส่วนคือเรื่องความรัก อาหาร และการใช้ภาษา

...ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนอกจากจะมีการอธิบายเกี่ยวกับอาหารแล้วก็ยังมีการอธิบายเกี่ยวกับความรักด้วย ซึ่งผมคิดว่าเป็นการสอดแทรกเรื่องความรักเข้าไปในอาหารได้อย่างแนบเนียน และลงตัวมาก และจากที่ผมสังเกตุดูแล้วก็พบว่าผู้แต่ง (ร.2) นั้นเคยผูกพันกับคนรักมากจนสามารถจำรสชาติของอาหารที่คนรักเคยปรุงให้ทานได้ และเมื่อจากกันไปผู้แต่งก็ยังคิดถึงคนรักเสมอ(เพ้อ) และมีการชมฝีมือทำอาหารของคนรักซึ่งถ้าใครถูกชมแบบนี้ก็คงจะเขินไม่น้อย แต่ถ้ามองในมุมกลับกันผู้แต่งก็อาจจะแต่งกาพย์เรื่องนี้มาเพื่อประชดฝีมือในการทำอาหารของคนรักก็เป็นได้ ... ซึ่งเท่าที่ผมได้อ่านมาก็ทำให้ผมได้แง่คิดหลายๆอย่างเกี่ยวกับความรัก คือความรักนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่จีรังยั่งยืนถ้ามีรักได้ก็ต้องมีเลิกได้ ดังนั้นเราก็ควรปฏิบัติตัวให้ดีกับคนรักทั้งต่อหน้าและลับหลังเพื่อความมั่นคงในชีวิตคู่ ถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่กับคนรักตลอดเวลาแต่บางที่คนรักก็สอนให้เรานั้นอยู่ได้ด้วยตนเองและสามารถรอวันที่คนรักจะกลับมาได้

...อาหารในกาพย์เรื่องนี้นั้นมีหลายชนิดซึ่งถ้าจะหาทานในสมัยนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะอาหารส่วนใหญ่มักมีส่วนประกอบมากและมีวิธีทำค่อนข้างซับซ้อนซึ่งผมคิดว่าแม่ค้าส่วนใหญ่ในสมัยนี้ก็คงไม่เสียเวลาทำอาหารนานๆเพื่อแลกกับเงินในจำนวนที่พอๆกับอาหารที่ทำง่ายกว่า ดังนั้นอาหารพวกนี้จึงพบในร้านอาหารไทยตามโรงแรมซะมากกว่าเพราะว่าทางร้านจะสามารถต้ังราคาได้สูงและเชฟยังมีเวลาทำอาหารมากกว่า ในส่วนของอาหารที่อยู่ในคำประพันธ์นั้นก็มีข้อสังเกตุว่าไม่มีอาหารที่ใช้การทอดเป็นหลัก อาจเป็นเพราะในสมัยก่อนคนในวังรักษาสุขภาพจึงเน้นอาหารที่มีน้ำมันน้อย และยังมีส่วนประกอบที่เป็นของจากต่างประเทศ เช่น น้ำปลาญี่ป่น ข้าวหุง ฯ๙ฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในสมัยก่อนนั้นมีชาวต่างชาติเข้ามีทำการติดต่อแลกเปลี่ยนและค้าขายในเมืองไทย ในส่วนถัดมาคืออาหารส่วนใหญ่จะเป็นแกงซึ่งเป็นของเหลวซึ่งเมื่อนำมาราดกับข้าวข้าวก็จะแฉะและกลืนและย่อยง่ายซึ่งเป็นไปได้ว่าคนสมัยก่อนกินแกงกับข้าวเพราะว่าสามารถกลืนได้ง่าย อาหารส่วนใหญ่ที่อยู่ในคำประพันธ์นั้นมีส่วนปะกอบเป็นเนื้อสัตว์ซึ่งในสมัยก่อนอาจจะยังไม่มีอาหารมังสวิรัติก็ได้

...ผมคิดว่ากาพย์เรื่องนี้นั้นมีคุณค่าทางภาษาอย่างมากเพราะว่าผู้แต่งได้มีการใช้เทคนิคต่างๆในการเรียบเรียงคำให้สละสลวย และยังมีการใช้คำ และใช้กาพย์ห่อโคลงมาแต่ง ซึ่งประกอบด้วยโคลงสี่สุภาพ ซี่งมีจุดเด่นคือมีคำเอกคำโท และกาพย์ยานีสิบเอ็ดทำให้มีเอกลักษณ์ต่างจากคำประพันธ์อื่นๆ

หากสังเกตุดีๆจะพบว่าในกาพย์มีการเล่นคำด้วย เช่น “ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน” ซึ่งเป็นการนำคำว่าเตียงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหาร”ล่าเตียง” และคำว่าเตียงที่แปลว่าที่นอน ซึ่งผู้แต่งคงนำคำนี้มาใช้เพราะเห็นล่าเตียงมีลักษณะคล้ายเตียงนอนที่เคยนอนกับคนรัก

ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานั้นอาจแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของกาพย์เรื่องนี้ ซึ่งถ้าศึกษาเพิ่มเติมก็อาจจะพบสิ่งที่ผู้แต่งได้ซ่อนไว้อีกก็เป็นได้ ผมคิดว่ากาพย์เรื่องนี้เป็นกาพย์ที่มีคุณค่าและควรรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม ^_^