วันอังคารที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
กราบสวัสดีค่ะครู
วันนี้หนูตื่นมาตั้งแต่ตีหนึ่งพยายามตั้งใจกับตนเอง รู้สึกว่าที่เตรียมมาไม่โอเคสักที ปรากฏเป็นความรู้สึกกังวล สวดมนต์แล้วก็เดินอยู่ในห้อง แล้วก็นั่งลงเขียนบันทึก อย่างบอกไม่ถูกก็เหมือนโจทย์เดิมอะไรที่ตั้งใจมาก ๆ จะเป็นความกลัวและกังวลค่ะ ประมาณตีห้า แต่งตัวออกไปกะว่าจะวิ่ง เดิน ๆ ออกไป รู้สึกไม่คุ้นเคยกับสถานที่ มีเสียงเตือนกับตนเองว่า ประมาทไหม จึงกลับมาเดินที่ห้อง จนได้เวลาทานข้าวก็ลงไปทานเป็นเครื่องดื่มคือ น้ำส้ม นม แบบกลัวว่าทานมากๆจะง่วงและเฉื่อย
พอได้เวลาครูก็โทรมาได้ลองสอบถามเส้นทางไว้ก่อนจากเจ้าหน้าที่โรงแรม แต่แล้วก็ยังพลาด เหมือนถูกพิสูจน์ในว่า พยายามแล้วแต่ก็ยังพลาด ใจเป็นอย่างไร ยอมรับผิดค่ะ
ครูบอกว่า “สอบตก”
อันนี้ก็น้อมรับค่ะ เสียงข้างในบอกว่า
“เอาใหม่ๆ”
ครูเอ่ยต่อว่า
“ที่ถามทางหน่ะ ดีแล้ว แต่ไม่รอบครอบ”
แล้วเราก็ไปถึง สสจ.หนองคาย หนูตื่น กลัว กังวลด้วย ครูพยายามให้สติ พอนั่งลงทำงาน และฟังครูบรรยายสื่อสารกับผู้ร่วมประชุมรู้สึกผ่อนคลาย
พอครูเปิด VTR งาน R2R ของพี่ชลภรรสรณ์ ในการดูแลผู้ป่วย ICU รู้สึกซึ้งใจแทบน้ำตาไหล หันมองพี่ ๆ หลายคนแอบเช็ดน้ำตา แว๊บนึกถึงคำพูดครูว่า
“ยิ่งดูใจก็จะยิ่งอ่อนโยน”
เหมือนมีมนต์สะกด แอบเห็นว่ามีกลุ่มหนึ่งยังคุยกันอยู่ ครูท่านใช้วิธีอย่างแนบเนียนคือ
มีเก้าอี้ว่างแล้วก็ไปนั่งลงในกลุ่มนั้นอย่างเงียบ ๆ แล้วดู VTR
หนูรู้สึกทึ่งในกลเม็ดที่ครูใช้อย่างที่ครูเอ่ยเสมอ ๆ ว่า "ศานติ"
ตลอดช่วงเช้าหนูพยายาม Capture งานบันทึกสิ่งที่เห็น บ่ายๆ ช่วงที่หนูตื่นเวที ขาดสติ ครูช่วยให้สติและชี้ข้อบกพร่องว่า
“ตอนเช้าควรจะช่วยครูทำกระบวนการดูตามกลุ่ม” สะท้อนถึง
“ใจที่ไม่เมตตา ไม่ศรัทธา ไม่เอาใจใส่”
รู้สึกสลดวูบกับตนเอง หันไปดูลมแบบขอมีที่พึ่ง สูดลม หายใจลึก ๆ เป็นวิธีเรียกสติ ที่ทำกับตนเองแล้ว ส่งผลให้พอเผชิญสิ่งต่าง ๆ ได้แบบพอมีสติ แต่ช่วงแบบนี้ปัญญาในตนเองไม่ค่อยเกิดค่ะครู เวลาที่ข้างในทำแบบนี้เหมือนมันกำลังกลัวอะไรสักอย่าง เข้าไปอยู่กับลมแบบนี้เหมือนวิ่งเข้าเกราะกำบังแบบหลบภัย
พอบ่ายครูเมตตาให้ได้ลองเป็นวิทยากร ข้างในมีความกังวลเกิดขึ้น ที่เตรียม ๆ มาเหมือนไม่ได้ใช้ อันที่ใช้ไม่ค่อยได้เตรียม พยายามประคองตนเอง ทำให้นึกถึงคำครูที่เอ่ยก่อนหน้านี้ว่า
“เราต้องเหนื่อยเป็นสองเท่านอกจาก healing กลุ่มแล้วยังต้อง healing คนที่เราพามาด้วย ยอมรับว่ากลัวค่ะ ที่เหลือก็พยายามประคอง กระบวนการเลยไม่ค่อยสมูท
แต่ก็ได้เรียนรู้กับตนเองว่า “ที่ทำแล้วก็เสร็จแล้ว”
มันก็ดีอย่างที่มันเป็นคือ เห็นข้อบกพร่องถือดี อยากดี อยากดูดีของตนเอง ยังชอบเลียนแบบ เหมือนก็ยังหาตนเองไม่เจอค่ะ
ครูเมตตาจี้ใจมาที่ตรงนี้ ข้างในก็มีเสียงถามตนเองว่า
“แล้วหนูเป็นยังไง”
มีเสียงครูตอบอยู่ภายในว่า
“ก็ตั้งใจหายใจ ไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็จะรู้เองแหละ”
พอครูรับช่วงต่อรู้สึกว่า ครูต้องใช้พลังงานมากกับการที่ต้องขับเคลื่อนต่อไป ดูภายนอกเหมือนไม่มีอะไร แต่รับรู้กับตนเองว่า ต่างไปค่ะ รับรู้ถึงว่า
“ครูเสียงแหบ”
จนออกมาครูจึงเมตตาชี้ว่า ตลอดบ่ายท่านไม่ได้ทานน้ำ อันนี้ยอมรับว่า
“สะเทือนกับตนเองค่ะ”
ไม่ช่วยแต่ยังซ้ำเติมเป็นเช่นนี้ ในความรู้สึกของหนู การดูแลครูไม่ดีเป็นเรื่องบกพร่องอย่างรุนแรง
รับรู้ได้ว่า
ที่ครูชี้ไม่ใช่เพราะครูอยากได้
แต่ชี้เพื่อให้หนูแก้ไข
หนูรักการเรียนรู้กับครูเพราะแบบนี้แหละค่ะ
เมื่อก่อนที่คิดว่าครูด่า มันไม่ใช่ ที่ครูเอ็ดเพราะหนูไม่มีสติ มีตั้งหลายครั้งที่ถ้ามีสติก็พอรู้ในสิ่งต่าง ๆ ที่ครูให้ทำ แต่พอขาดสติก็จบข่าว
ออกจากสถานที่อบรมไปแวะดูโรงแรมที่จะพักต่อ รู้สึกผ่อนคลายที่ได้เห็นบรรยายกาศ สัมผัสถึงความใส่ใจของป้าแดง ในกาดูแลครูอย่างไร้เงื่อนไข เพียงแค่สัมผัสห่าง ๆ ก็ยังรู้สึกได้เลยค่ะ
หันกลับมามองย้อนกับตนเอง ณ ขณะนี้ เต็มไปด้วยใจที่กร้านและก้าวร้าว ที่ปฏิบัติต่อครูอย่างไม่มีความอ่อนโยน คำกล่าวครูที่ว่า
“ใจเน่า ๆ นี่มันสอนยากไหมติ๋ว”
ตอบครูอย่างไม่ลังเลสงสัย “ยากค่ะ ฮ่า ๆ ๆ”
เพราะใจหนูเป็นเช่นนี้ แต่ไม่ท้อหรอกค่ะครู ก็จะยังคงก้าวไป อยากเป็นเพชรก็ต้องยอมโดนเผาด้วยความร้อนสูง ในเมื่อตั้งเป้ากับตนเองว่า
“อยากเป็นเพชรน้ำงาม”
ก็ต้องอดทนกับความร้อนที่ต้องเผชิญให้ได้
แวะริมโขง พาครูเดิน ไม่ใช่ซิ เดินตามครูต่างหากค่ะ ไปตามทางของตลาดท่าเสด็จ ดู ๆ แล้ววันนี้ เครื่องหวายที่ครูตั้งใจซื้อยังมีอุปสรรค
ครูละเมียดละไมในการเคลื่อนไปมากๆค่ะ ในความรู้สึกของหนู
ซื้อของเพราะตั้งใจให้กำลังใจคนขายที่ใส่ใจ ไม่ซื้อของเพราะความต้องการของตนเอง แม้จะอยากได้แต่เมื่อหลายอย่างไม่ลงตัวก็ หยุดไว้ก่อนพอก่อน
แล้วเราก็เดินเรียบริมโขง รู้สึกได้ผ่อนคลายกับแสงแดดอ่อนยามเย็น มองหาร้านทานข้าวหลายครั้งแต่สุดท้ายเราก็ตกลงกันว่า
“ไม่ทาน”
ครูสอนทุกขณะที่เคลื่อนไปของชีวิต ไม่ให้กิเลสเข้ามาครอบงำ เคลื่อนไปด้วยวิถีแห่งการภาวนาอย่างถ่องแท้ สาธุเจ้าค่ะ
ศีลวันนี้ไม่ได้ฆ่าอะไร แต่โทสะที่มีในใจตลบอบอวล เบียดเบียนคนรอบข้างอยู่มากค่ะศีลข้อ ๑ ที่ว่าด้วยการเบียดเบียนด่างพร้อย ไม่ขโมยของใครค่ะ แต่ก็เอาเวลาที่จะทำงานมาเรียนรู้งานในอีกมุม ศีลข้อ ๓ ไม่แย่งแฟนใคร
วันนี้ใจจดจ่อกับสิ่งที่พยายามเรียนรู้ครูจึงไม่ค่อยเห็นราคะ ศีลข้อ ๔ ไม่ได้โกหกใคร แต่ก็ยังรู้สึกว่า การพูดจาสื่อสารยังแข็งกระด้าง ด้วยที่กระด้างอยู่เจ้าค่ะ ศีลข้อ ๕ ไม่ดื่มเหล้าค่ะ แต่ก็รู้สึกว่า ขาดสติบ่อยค่ะ จนเหมือนจะควบคุมตนเองไม่ได้
สรุปวันนี้บางส่วนก็พอรับใช้ครูได้บ้างค่ะ แต่ก็ยังสร้างภาระให้ท่านอยู่ แต่ก็จะพยายามค้นหาตนเอง ให้เจอค่ะ