กาพย์เห่ คือกาพย์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในลักษณะของกาพย์ ห่อโคลง คือเริ่มด้วยโคลง 4 สุภาพ 1 บท แล้วต่อด้วย กาพย์ยานี 11 ไปเรื่อยๆ หรือ จะเริ่มด้วยโคลง 4 สุภาพ 1 บท แล้วต่อด้วยกาพย์ยานี 11 อีก 1 บท จากนั้นก็สลับกันไปเรื่อยๆก็ได้ โดยลักษณะของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ก็จะเหมือนกับนิราศ คือมีการพูดถึงคนที่เรารัก ซึ่งในที่นี้ ร.2 เป็นผู้พระราชนิพนธ์ขึ้น ซึ่งท่านได้พูดถึงความรักของท่านกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี หรือพระมเหสีของท่านเอาไว้ โดยการเปรียบเทียบกับอาหารในสมัยนั้นว่าความรักของท่านก็เหมือนกับอาหารชื่อนู้น อาหารชื่อนี้ ยกตัวอย่างบทที่ว่า “ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน” ซึ่งแปลว่า “พอ ร.2 เห็นอาหารที่มีชื่อว่าล่าเตียงก็นึกถึงตอนที่เคยนอนเตียงกับพระมเหสี เหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์” ซึ่งจะเห็นการเปรียบเทียบอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งโดยรวมของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน นอกจากว่า เราจะได้รู้เรื่องความรักระหว่าง ร.2 กับพระมเหสีแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ฉันได้รู้เกี่ยวกับกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
สมมติว่าฉันเป็นนักประวัติศาสตร์ ฉันก็จะได้รู้ว่า ประเทศไทยเราเคยติดต่อกับต่างประเทศตั้งแต่สมัย ร.2 ซึ่งมีอาหารชนิดหนึ่งของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่บ่งบอกอย่างเห็นได้ชัดคือ ข้าวหุง
นอกจากนี้ ถ้าฉันเป็นนักแต่งกลอน ฉันก็สามารถเอา การเล่นคำที่ ร.2 ใช้ในการแต่งกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน มาเป็นเทคนิคในการแต่งกลอนได้ด้วย ไม่ใช่แค่นั้น ฉันยังสามารถนำเอา การใช้คำสัมผัสใน รวมถึงการใช้คำศัพท์สมัยก่อนที่ไพเราะพวกนั้นมาใช้ในการแต่งกลอนได้ด้วย
ยังไม่ใช่แค่นั้น อาชีพที่คนเราสมัยนี้จับตามองอย่าง ดนตรี ก็สามารถนำทองและคำร้อง ของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน มาประยุกต์ใช้ได้ด้วย
ฉันคิดว่าการที่เราได้เรียนกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานทำให้เรามีความรู้มากมายซึ่งไม่ได้มีแค่ความรู้ในวิชาภาษาไทย แต่ยังมีความรู้ของวิชาประวัติศาสตร์อีกด้วย รวมถึงการสอนของอาจารย์ที่สนุกสนานทำให้เราไม่ต้องเครียดกับการเรียนภาษาไทย และได้รับความรู้อีกอย่างคือ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ภาษาไทย ก็คือภาษาประจำชาติของเรา เพราะฉะนั้นจงให้ความสำคัญกันมากๆ ซึ่งมันเป็นประโยชน์ต่ออนาคตข้างหน้าอีกด้วย