เมื่อผมได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานแล้ว

ผมรู้สึกว่า กาพย์ที่ ร.2 แต่งนั้นพอแต่งแล้วได้นึกถึงคนที่ท่านรักและคนที่ท่านรักก็คือ พระศรีสุริเยน ซึ่งท่านจะแต่งถึงคนที่ท่านรักไปและแต่งถึงอาหารที่พระนางทำไปซึ่งจะบอกถึงความสำพันธ์ของท่านทั้ง2ด้วยเช่น ความรักยักเปลี่ยนท่า ทำน้ำยาอย่างแกงขม ก็คือ ความรักที่น้องมีให้พี่เริ่มเปลี่ยนท่าจากรักมากก็เริ่มน้อยลง และกาพย์อันนี้ยัง เปรียบเทียบรสชาติอาหารที่อร่อยจากที่พระนางท่านได้ทำกับที่คนอื่นทำมาให้ ร.2 ได้กินเช่น ตับเหล็กลวกหล่อนต้น เจือน้ำส้มโรยพริกไทย โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง ซึ่งบทนี้ก็จะแปลว่า ตับเหล็กที่พระศรีสุริเยนทราบรมราชินีทำนั้นอร่อยกว่าคนทุกคนทำ และก็มีบทที่แสดงการค้าขายและมีการติดต่อจากต่างประเทศก็เช่น ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ และก็กาพย์นี้มีการเล่นคำต่างๆก็เช่น ผักโฉมชื่อเพราะพร้อง เป็นโฉมน้องฤๅโฉมไหน ผักหวานซ่านทรวงใน ใคร่ควญรักผักหวานนาง ฯ โดยการเล่นคำนั้นก็จะอยู่ตรงที่คำว่าชื่อผักโฉมและอีกคำหนึ่งที่หมายความว่า โฉมหน้าของน้อง น้องก็คือพระศร๊สุริเยนทราบรมราชินี กาพย์นี้แต่งโดย แต่งแบบ กาพย์ห่อโคลง โดยกาพย์ห่อโคลงนี้ก็จะเป็นแบบ แต่งโคลง4สุภาพไป1บทแล้วแต่งด้วยกาพย์ยานี 11 ไปเรื่อยๆจนจบบทพอจบบทแล้วจะขึ้นบทใหม่ก็แต่งโคลง4สุภาพ 1 บทแล้วแต่งกาพย์ยานี 11 ไปเรื่อยๆสลับกันไป โดยโคลง4สุภาพ ก็จะมีการแต่งโดยจะมี การใช้คำเอกคำโท โดยคำเอก มี 7ตำแหน่ง และคำโท 4 ตำแหน่ง โดย คำ เอกถ้าคิดไม่ออกก็สามารถแทนด้วย คำตาย เช่น คำว่า สด กด จด ฯลฯ

และก็กาพย์นี้นั้นจะแต่ง โดย บอกชื่ออาหารหลายชนิดมากมายที่คนสมัยก่อนได้ทำมาก็เช่น 1.มัสมั่น 2.ยำใหญ่ 3.ตับเหล็ก 4.หมูแนม 5.ก้อยกุ้ง 6.เทโพ 7.แกงขม 8.ข้าวเทศ 9.แกงคั่วส้ม 10.พล่า 11.ล่าเตียง

12.หรุ่ม 13.รังนก 14.ไตปลา 15.ผักโฉม 16.ผักวาน และกาพย์นี้ยังบอกได้อีกว่าคนในสมัยก่อนนั้นรักกันก็รักกันจริงไม่ใช่รักกันแปปเดียวแล้วก็เลิกกันเหมือนในสมัยนี้ และอาหารในสมัยก่อนนั้นก็มีหลากหลายมากมาย