เมื่อฉันได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
ฉันคิดว่ากาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานไม่ได้เป็นเพียงแค่แบบเรียนในหนังสือ แต่ยังทำให้ฉันได้รู้อะไรต่างๆที่ไม่เคยรู้มากมาย กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานทำให้ฉันรู้จัก เหมือนว่าฉันได้เห็นสังคม และวัฒนธรรม สมัยรัชกาลที่๒ ทำให้ได้รู้จักอาหารแปลกๆ อาหารโบราณที่ไม่เคยเห็น ซึ่งหารับประทานได้ยากในสมัยนี้ เช่น ยำใหญ่ ตับเหล็ก อ่อม ล่าเตียง แสร้งว่า เป็นต้น กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานยังแสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ทรงสามารถพรรณนา รสชาติ หน้าตาของอาหาร เชื่อมโยงกับ ความรัก และความทุกข์ ของท่าน ได้อย่างสมดุล ลงตัว และงดงาม สำหรับฉันกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน เปรียบเสมือนดั่ง วรรณคดีอมตะ ที่ทำให้ผู้ที่ได้อ่านจะต้องซาบซึ้งในความงดงาม ทั้งเนื้อหา ทั้งภาษา ทั้งถ้อยคำ และ การพรรณนา ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทำให้ผู้อ่านซาบซึ้ง เปรียบเสมือนว่าฉันได้รู้สึก ถึงความรู้สึกของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ทรงมีต่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา นอกจากนี้กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ยังเป็นวรรณคดีที่โดดเด่นทั้งในเรื่อง การเล่นเสียงวรรณยุกต์ การเล่นเสียงพยัญชนะ และการเล่นคำ ซึ่งในที่นี้ขอยกตัวอย่างบทหนึ่งที่โดดเด่นในเรื่อง การเล่นเสียงวรรณยุกต์ และ การเล่นเสียงพยัญชนะ มาดังนี้
“ เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน
เจ็บไกลใจอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง ”
นอกจากความงดงามในเรื่องภาษา การพรรณนาอาหาร การสะท้อนภาพสังคม การแสดงถึงความรัก และ ความโศกเศร้า กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนี้พระราชนิพนธ์โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพื่อชื่นชม ฝีมือในการปรุงอาหารของ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความรักของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ทรงมีต่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา และความทุกข์ ความโศกเศร้า ที่ท่านได้ทรงเก็บไว้ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งฉันก็หวังว่าอีกสิบ ยี่สิบปี เด็กไทยเราได้เรียนรู้ ศึกษา กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนี้ เพื่อที่จะรักษาขนบธรรมเนียม อาหารไทย ภาษาไทยที่งดงามนี้ไว้ตลอดไป