กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ประกอบไปด้วยโคลงสี่สุภาพและกาพย์ยานี๑๑จะเริ่มต้นด้วยโคลงสี่สุภาพ๑บทและที่เหลือก็เป็นกาพย์ยานี๑๑

กลอนนี้ร.2ได้พระราชนิพนธ์ขึ้นมา แต่งถึงเกี่ยวกับตัวท่านกับสมเด็จพระสุริเยนทราเมื่อเวลาจากกัน คิดถึงกันท่านจึงได้พระราชนิพนธ์ขึ้นมา ซึ่งกาพย์นี่ก็แต่งคล้ายกับนิราศภูเขาทองที่เกี่ยวกับความรักที่ต้องจากกัน ความเจ็บปวดของความรัก กาพย์ทั้งหมดนี้ก็ประกอบด้วยอาหารที่ส่วนมากอาจไม่คุ้นเคย เช่น พล่าเนื้อ ตับเหล็ก ล่าเตียง เป็นต้น โดยที่ท่านร.2ได้ประพันธ์อาหารที่พระมเหสีได้ทำให้ท่านได้รับประทาน ท่านก็ได้ประพันธ์แบบประมาณว่าคิดถึงมากอยากให้น้องได้มาทำอาหารให้ได้ท่านได้ลิ้มรส ชิม รับประทานอีกสักรอบ2รอบ3รอบ4รอบรับประทานจนหายคิดถึงเพราะพระมเหสีได้ทำขึ้นมาได้อร่อยมากโดยที่ไม่มีใครทำได้ถูกใจนอกจากพระมเหสีอีกแล้ว ในกาพย์ทั้งหมดสามารถเห็นถึงวัฒนธรรมในสมัยก่อนแบบคร่าวๆคือตรงบท “รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ”คำว่าญี่ปุ่นนั้นได้แสดงการค้าขายกับต่างประเทศและตรง ”มัสมั่นแกงแก้วตา หมอยี่หร่ารสร้อนแรง” ตรงคำว่ามัสมั่นก็ได้แสดงว่าในสมัยก่อนได้นำอาหารจากชาวมุสลิมมารับประทานด้วย ส่วนเรื่องรอบๆของวัตถุดิบที่หานั้นก็ดูได้ง่ายเพราะอาหารที่ได้ประพันธ์นั้นก็ดูอาหารนั้นทำง่ายๆไม่อยากหาได้ตามท้องถนนทั่วไป ก็อย่างเช่น รังนกก็ไปเอารังนกมาจากต้นไม้และก็นำมาทำตามวิธีการหรือผักหวานก็ไปเด็ดๆมาจากที่ไหนก็ได้ การกินก็กิบนแบบง่ายๆแบบหยิบตักมากินเลยไม่ต้องใส่ซอสให้เปลืองเวลาเหมือนการทำสปาเก็ตตี้ที่กว่าจะผสม ตี คน รอกว่าจะสุกกว่าจะได้กิน แต่คนสมัยก่อนก็ตักๆหยิบๆเข้าปากเคี่ยวๆกลืนๆก็ได้เห็นของคนสมัยก่อนว่าอาหารก็ทำได้ง่ายๆไม่ยุ่งยากลำบาก ส่วนความคิดเห็นของผมนั้นก็คิดว่าการทำอาหารนั้นเรียบง่ายสบายๆและกลอนนี้ก็ได้แสดงอาหารที่ไม่คุ้นเคยจึงอยากลองชิมรับประทานสักครั้ง แต่อาหารพวกนี้ผมว่าก็ดีแต่อาหารอาจปรุงไม่สุกซึ่งเสี่ยงเป็นโรคอะไรมากมายและในสมัยก่อนอาจจะมีการแพทย์ไม่คอยดี