บันทึกที่ ๑ บันทึกที่ ๒ บันทึกที่ ๓ บันทึกที่ ๔ บันทึกที่ ๕
บันทึกที่ ๖ บันทึกที่ ๗ บันทึกที่ ๘ บันทึกที่ ๙ บันทึกที่ ๑๐
ตอนที่ ๑๑ ตอนที่ ๑๒ ตอนที่ ๑๓ ตอนที่ ๑๔ ตอนที่ ๑๕
บันทึกชุด เล่าไว้ในวัยสนธยา เป็นการเล่าเรื่อยเปื่อย นึกอะไรออกก็เล่าไว้ เป็นบันทึกชีวิตที่คนสมัยนี้อาจนึกไม่ถึง ว่าชีวิตสมัยก่อนเขาขาดแคลนและยากลำบากขนาดนั้น และเพื่อตอกย้ำว่า “ชีวิตที่ยากลำบากเป็นชีวิตที่เจริญ” (คำของ ศ. นพ. เสม พริ้งพวงแก้ว)
สมัยผมเป็นเด็ก เราหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ รินน้ำข้าวออกเมื่อหม้อข้าวเดือด หากหุงด้วยหม้อดินไม่มีหู จะมีเครื่องมือช่วยยึดฝาหม้อไม่ให้บังเอิญเปิดเวลาเอียงหม้อรินน้ำข้าวออก เครื่องมือนี้เป็นมัดเชือกกล้วยทำเอง และเพื่อเปิดฝาหม้อเล็กน้อยให้น้ำข้าวออกง่ายแต่เมล็ดข้าวไม่เล็ดลอดออกมา จะมีแผ่นไม้ไผ่บางๆ เสียบระหว่างฝาหม้อกับปากหม้อ เรียกว่าไม้เสียบฝาหม้อ
หากหุงด้วยหม้อที่มีหู จะมีไม้ขัดหม้อทำด้วยไม้ไผ่ยาวประมาณ ๑ ศอก ไว้ขัดไม่ให้ฝาหม้อไม่ให้เปิดเวลารินน้ำข้าว ไม้ขัดหม้อนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับพวกผม เพราะเมื่อเราซุกซนหรือดื้อ แม่จะบอกให้ไปเอาไม้ขัดหม้อมา แปลว่าเราจะถูกตีด้วยไม้ขัดหม้อ
น้ำข้าวที่รินออก ไม่ทิ้ง เก็บไว้ให้หมากิน หมาที่เราเลี้ยงจึงสุขภาพดี เพราะได้กินของที่มีวิตามินและสารอาหารชั้นยอด
ยามขาดแคลนขนม หรือเมื่อแม่ไม่อยู่ พ่อต้องทำหน้าที่ดูแลการกินของลูกแทน พ่อจะสร้างบรรยากาศื่นเต้นให้ลูกโดยชวนกิน “กาแฟหมา” ซึ่งหมายถึงน้ำข้าวใส่น้ำตาลทราย สมัยนั้นการได้กินน้ำตาลทรายถือว่าน่าตื่นเต้นนะครับ เพราะมันแพง สารหวานที่ใช้เป็นประจำคือน้ำตาลมะพร้าว ซึ่งที่บ้านผมผลิตเอง หรือมีขายที่ร้านชำของบ้าน การกินกาแฟหมาสมัยผมเป็นเด็ก จึงเป็นเรื่องสนุกและตื่นเต้น
ของกินที่ผมประทับใจในสมัยเด็กคือขนมจากตลาดท่าตะเภา ที่พ่อแม่ไปดูหนัง (ภาพยนตร์) ที่ตลาด ห่างจากบ้านไป ๖ กิโลเมตร กว่าหนังจะเลิกและพ่อแม่กลับถึงบ้านก็ราวๆ สามสี่ทุ่ม มีทั้งขนมสาคูใส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ (ที่ชื่อเกรียบแต่ของจริงไม่เกรียบ) ขนมหม้อแกง สังขยา ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง กลับถึงบ้านพ่อแม่ก็ปลุกลูกให้ลุกขึ้นกินขนม ผมก็งัวเงียลุกขึ้นมากินขนม จำได้ว่า ผมงัวเงียสุดขีด แต่ความอยากกินขนมรุนแรงกว่า จึงลุกขึ้นกินทุกครั้งไป นั่นมัน ๗๐ ปีมาแล้วนะครับ
ข้าวเกรียบที่เกรียบจริงๆ ที่เรากินกันตอนเด็กๆ มี ๓ อย่างคือ ข้าวเกรียบว่าว ข้าวเกรียบงา และข้าวเกรียบกุ้ง ข้าวเกรียบว่าวมักซื้อกินตอนไปดูหนังกลางแปลงที่วัด ข้าวเกรียบงามักได้รับเป็นของฝากจากเมืองเพชร เมื่อญาติของแม่มาเยี่ยม ส่วนข้าวเกรียบกุ้งมีคนทำขาย เราซื้อมาทอดน้ำมัน จำไม่ได้ชัดว่ามีชนิดที่ทอดแล้วขายหรือไม่
ขนมหวานที่แม่ค้าหาบมาขายประจำทุกวันชื่นขนมป้า ... (นึกชื่อไม่ออก) มีทั้งข้าวเหนียวหน้าสังขยา หน้ากระฉีด หน้าปลาแห้ง ลอดช่องไทย ลอดช่องสิงคโปร์ ขนมถ้วย ขนาดสำหรับเด็กถ้วยละสลึง ถ้วยขนาดโตสำหรับผู้ใหญ่ราคาสองสลึง ที่เรียกป้าก็เพราะอายุมากกว่าแม่ ตอนหลังๆ ลูกสาวป้าชื่อเขียวโตจนหาบขนมขายแทนแม่ได้ เขียวเรียนหนังสือรุ่นหลังผม ๑ หรือ ๒ ปี
ขนมที่เด็กๆ ชอบอย่างหนึ่งคือน้ำแข็งกด มีขายที่ตลาดนัด งานวัด และงานฉายหนังกลางแปลง เมื่อเด็กๆ เดินผ่านหน้าร้าน พ่อแม่จะเสียเงินทุกทีไป ราคาอันละหนึ่งสลึง ทำโดยไสน้ำแข็งเป็นเกล็ด กวาดใส่แก้ว เอาก้านไม้ไผ่ปักลงไปแล้วกดให้น้ำแข็งแน่น แล้วดึงแท่งน้ำแข็งกดออกจากเบ้า ราดน้ำแดง หรือน้ำเขียว หรือน้ำเหลืองตามสั่ง เด็กๆ ถือน้ำแข็งกดไปดูดน้ำหวานไป สมัยนั้นรู้สึกว่าอร่อยถึงใจ เราดูดจนน้ำหวานหมด เหลือแต่น้ำแข็งที่มีน้ำหวานติดอยู่ให้รสหวานจางๆ ดูดจนน้ำแข็งหมดแท่ง
ของกินที่กินเล่นทั้งสนุกทั้งอร่อยคือเมล็ดข้าวโพดหมกไฟแกลบ สักครู่มันจะปะทุพองขึ้นมาและกระเด็นออกมาจากกองไฟ เหมือนข้าวโพดคั่วที่มีกินกันเดี๋ยวนี้ ร้อนๆ กรอบอร่อยมาก อันนี้เราทำกินตอนผมโตกว่าสิบสองขวบ และพ่อมีโรงสีแล้ว จึงมีกองแกลบสูงเป็นภูเขา เพื่อทำให้กองเล็กลงจึงมีการจุดไฟเผา เป็นกองไฟคุกรุ่นอยู่ตลอด มีฝักข้าวโพดแห้งก็ปลิดเมล็ดเอาไปฝังตื้นๆ ในกองไปแกลบเป็นเมล็ดๆ
กองไฟแกลบนี้ ใช้หมกของกินได้อีกมากชนิด เช่นมันสำปะหลัง มันเทศ มะพร้าวอ่อน และอื่นๆ
วิจารณ์ พานิช
๘ ต.ค. ๖๒
บนเครื่องบินจากหาดใหญ่กลับกรุงเทพ