บันทึกที่ ๑     บันทึกที่ ๒      บันทึกที่ ๓        บันทึกที่ ๔

บันทึกที่ ๕     บันทึกที่ ๖      บันทึกที่ ๗ บันทึกที่ ๘       บันทึกที่ ๙

บันทึกชุด เล่าไว้ในวัยสนธยา เป็นการเล่าเรื่อยเปื่อย นึกอะไรออกก็เล่าไว้     เป็นบันทึกชีวิตที่คนสมัยนี้อาจนึกไม่ถึง ว่าชีวิตสมัยก่อนเขาขาดแคลนและยากลำบากขนาดนั้น    และเพื่อตอกย้ำว่า “ชีวิตที่ยากลำบากเป็นชีวิตที่เจริญ” (คำของ ศ. นพ. เสม พริ้งพวงแก้ว) 

ตอนเรียนชั้นประถม ที่โรงเรียนประชาบาล ตำบลท่ายาง ๑ (ชื่อขณะนี้คือ โรงเรียนวัดพิชัยยาราม)    ผมเดินไปโรงเรียน    เพราะโรงเรียนอยู่ห่างจากบ้านไปตามถนนปรมินทร์มรรคา ไปทางทิศใต้ เพียงประมาณ ๕๐๐ เมตร  เราเดินไปตามไหล่ถนน ซึ่งเป็นหญ้า คนเดินกันจนเป็นทางเดิน เพราะหญ้าตายหมด    ถัดจากไหล่ถนนเป็นคูน้ำทั้งสองข้าง    ถัดเข้าไปอีกเป็นสวนมะพร้าวบ้าง ป่าบ้าง    ทางซ้ายมือของถนนถัดจากบ้านผมเป็นบ้านป้าเผียน ซึ่งที่ดินติดกันกับที่ดินมรดกที่พ่อผมรับมาจากย่า     ถัดไปอีกสัก ๑๐๐ เมตรทางขวาเป็นบ้านป้าเภาลุงพร้าว    ป้าเภาชอบเดินเปลือยอก นมยานโทงเทง มาที่บ้านผมเป็นประจำ    เพราะถือเหมือนญาติ    ที่จริงป้าเภาเป็นลูกทาสที่อยู่กับทวด คือหลงจู๊กีหยง    เมื่อมีกฎหมายเลิกทาส ป้าเภาก็ยังไปๆ มาๆ ที่บ้านผม    สามีคือลุงพร้าวยิ่งกว่านั้น เป็นลูกจ้างช่วยงานพ่อผมมาตลอดชีวิต    ตอนแรกช่วยงานในสวน   เมื่อพ่อทำโรงสีก็มาเป็นพนักงานโรงสี  

ป้าเภาลุงพร้าวมีลูกชาย ๒ คน    ชื่อเล่นว่าไข่ดำ  กับไข่ขาว ตามสีผิว    ไข่ดำเป็นเพื่อนเรียนหนังสือชั้นเดียวกับผม    โดยที่เขาเกิดปีมะโรง ผมเกิดปีมะเมีย    เขาเข้าโรงเรียนตามอายุเกณฑ์คือ ๘ ขวบ    แต่ผมอ่านหนังสือออกตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ (เพราะปู่สอน)    พ่อจึงลองเอาไปฝากเข้า ป. เตรียม    เป็นน้องเล็กขี้แยของโรงเรียน    และครั้งหนึ่งผม “ขี้แตก”    ภาษากลางเรียกว่า อุจจาระรดกางเกง    ก็ได้เพื่อนไข่นี้แหละช่วยเช็ดขี้ให้    เมื่อโตขึ้น ทั้งไข่ดำและไข่ขาวมาเป็นลูกจ้างที่บ้านผมทั้งคู่    เป็นกึ่งลูกจ้างกึ่งญาติห่างๆ  

เลยบ้านป้าเภาไปหน่อยเดียวก็เป็นศาลาวัด อยู่ริมถนน    เป็นศาลาเล็กๆ หลังคาสังกะสี    ยกพื้นสูงประมาณ ๑ ศอก  มีพื้นนั่งสองฟากสูงจากพื้นประมาณครึ่งเมตร    เลยศาลาไปสัก ๕๐ เมตรก็ถึงทางเข้าโรงเรียน    โดยที่อาณาเขตโรงเรียนติดถนน    ที่ศาลาวัดนี่แหละ เป็นห้องเรียนสมัยผมอยู่ชั้น ป. เตรียม   โดยที่ผมเรียนชั้น ป. เตรียมได้ ๒ เดือนก็ได้ขึ้นชั้น ป. ๑  

ตอนเที่ยงผมเดินกลับไปกินข้าวบ้านทุกวัน    ทำให้ได้รับอาหารคุณภาพสูงฝีมือแม่    ผมไม่เคยกินข้าวที่โรงเรียนเลยตลอด ๔ ปี   

เมื่อจบ ป. ๔ พ่อพาไปสมัครสอบแข่งขัน เข้าโรงเรียนประจำจังหวัด    ชื่อขณะนั้นคือ โรงเรียนชุมพร “ศรียาภัย”    เวลานี้ชื่อโรงเรียนศรียาภัย    ซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองใกล้สนามบินสมัยสงคราม (เดี๋ยวนี้เป็นโรงพยาบาลชุมพร  สนามกีฬา  และสวนสาธารณะชุมพรเขตรอุดมศักดิ์)  ห่างจากบ้านผม ๖ กิโลเมตร    โชคดีที่สอบได้ โดยเขารับนักเรียน ม.๑ จำนวน ๑๒๐ คน   แบ่งเป็น ๓ ห้อง ห้องละ ๔๐ คน    ผมได้อยู่ห้อง ข   มีเสียงลือว่า คนที่สอบได้ที่ ๑ ชื่อเมธี ฤทธิโชติ บ้านอยู่ในตลาด    เข้าใจว่าเป็นลูกข้าราชการ    เพื่อนคนนี้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬา   และออกไปทำงานกระทรวงมหาดไทย    เพื่อนๆ บอกว่าเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว

ตอนเรียน ม. ๑ ผมเพิ่ง ๑๐ ขวบ  ตัวยังเล็ก และเจ็บออดๆ แอดๆ ขาดเรียนบ่อย    เดินทางไปโรงเรียนด้วยรถโดยสารที่วิ่งระหว่างปากน้ำกับ “ท่าตะเภา” ซึ่งหมายถึงตัวจังหวัดชุมพร    คนใต้ชอบพูดสั้นๆ เราจึงพูดว่า “ท่าเภา”    สมัยนั้นเขาให้เด็กนั่งรถโดยสารฟรี    แต่เมื่อมีผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาและไม่มีที่นั่งว่าง    เด็ก (ที่จริงเป็นผู้ใหญ่แล้ว) ท้ายรถจะมาบอกให้เด็กลุกขึ้นยืน ให้ผู้ใหญ่นั่ง      

แต่มีเด็ก ๒ คน ที่เมื่อขี้นรถโดยสารจะได้รับการต้อนรับแบบกุลีกุจอ และหาที่นั่งให้    เพราะเด็กสองคนนี้จ่ายค่าโดยสาร    มีผู้ใหญ่มาส่งที่รถและจ่ายค่าโดยสาร (คนละ ๑ บาท) ล่วงหน้าเลย    เขาขี้นรถหลังผม    โดยขึ้นที่หน้า “โรงรังนก”  หรือบริษัทรังนก    ซึ่งอยู่ห่างบ้านผมไปทางทิศเหนือราวๆ ๒๐๐ เมตร    ผมไม่เคยพูดหรือเล่นกับเด็ก ๒ คนนี้เลย    และไม่เคยเห็นเขาออกมาจากบริษัทรังนกเลย    เขาไปลงที่หน้า “โรงเรียนจีน” ชื่อ ฝวาหมินกงลิ        

ตอนนั้นผมเป็นเด็กไร้เดียงสา  รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ตัวเราขึ้นรถแบบเด็กขึ้นฟรี ได้รับการแสดงออกแบบไม่ต้อนรับจากคนขับและเด็กท้ายรถ    แต่ลูกคนมีเงิน จ่ายค่าโดยสาร ได้รับการแสดงออกอย่างกับเทวดา    

เด็กนักเรียน “โรงเรียนจังหวัด” (ชื่อที่ชาวบ้านเรียก) เมื่อลงรถที่ตลาดก็จะเดินไปโรงเรียน    ระยะทางราวๆ เกือบ ๑ กิโลเมตร    ตอนหน้าฝนต้องมีร่ม ซึ่งสมัยนั้นเป็นร่มกระดาษ ก้านไม้    เป็นร่มที่ขาดง่าย เสียง่าย แต่ราคาถูก    คราวหนึ่งเพื่อนรุ่นพี่หลอกให้ผมลองจับร่มที่หุบอยู่ จับตรงใบร่มแล้วกระแทกลงไปแรงๆ    ปรากฏว่าส่วนใบร่มหลุดออกจากก้านร่ม    ร่มใช้การไม่ได้    เป็นการเสียรู้เพื่อนที่โตกว่า ที่จำได้ไม่ลืม    

พอขี้นชั้น ม. ๒ ตัวโตขึ้น  พ่อแม่คงจะเห็นว่า โตพอที่จะขี่รถจักรยานไปโรงเรียนเองได้แล้ว     จึงซื้อรถจักรยานสปอร์ตให้คันหนึ่ง     เป็นรถใหม่ ในราคา ๑,๒๐๐ บาท    ยี่ห้ออะไรลืมไปเสียแล้ว  แต่ไม่ใช่ ราเล่ (Raleigh) หรือฮัมเบอร์ (Humber) ที่ถือเป็นจักรยานหรูในสมัยนั้น ราคาคันละ ๑,๖๐๐ บาท    รถของผมเป็น “รถผู้หญิง” คือคานเชื่อมด้านหน้ากับด้านหลังไม่เชื่อมตรงๆ แบบ “รถผู้ชาย”    แต่เชื่อมทแยงลงด้านล่างจากหน้ามาหลัง    ทำให้ขึ้นรถโดยตวัดขาขึ้นทางด้านหน้าได้ง่าย    ถ้าเป็นรถผู้ชายแล้วผู้หญิงนุ่งผ้าถุงหรือสวมกระโปรงไขว้ขาทางด้านหลังขึ้นรถก็จะโป๊   

รถจักรยานสปอร์ทสมัยนั้น จะให้โก้ต้องมีเกียร์    เมื่อถีบจะมีเสียงดัง “แต็ก แต็ก แต็ก ...” ให้ได้ยินห่างออกไปราวๆ ๑๐ เมตร    เป็นการประกาศศักดินาของรถจักรยานสมัยนั้น ว่า “รถของฉันมีเกียร์นะจ๊ะ”   โดยที่เกียร์มี ๓ ระดับ คือ H, M, L    เวลาขี่ตามทางราบเรานิยมเกียร์ H เพราะรอบเท้าช้า รอบล้อเร็ว ถีบสบาย    ตอนขึ้นเนิน เช่นขึ้นสะพานท่านางสังข์ ก็ใช้เกียร์ L ซึ่งรอบเท้าเร็ว ช่วยการขี่ขึ้นเนิน    แต่เมื่อขี่จนชำนาญ ผมหาวิธีขึ้นสะพานท่านางสังข์ได้โดยใช้เกียร์ H    โดยต้องตั้งหลักปั่นเร็วล่วงหน้า ให้รถพุ่งขึ้นสะพาน   ซึ่งมีอันตรายคือ หากรถพุ่งขึ้นสะพานได้ แต่ล้อตกร่องระหว่างไม้ที่ทอดตามยาว    รถก็จะล้ม และอาจเจ็บ    จำได้ว่า ผมไม่เคยประสบอุบัติเหตุนี้   ล้มน่ะเคย แต่ไม่เจ็บ  

ก่อนอื่นก็ต้องหัดขี่จักรยานเสียก่อน อาทิตย์เดียวก็เป็น    โดยตอนแรกมีผู้ใหญ่ช่วยจับ    หลังจากล้มบ้าง ตกคูบ้าง ไม่นานก็เป็น    เมื่อพ่อแม่เห็นว่า “ขี่ชับ” (ขี่คล่อง) แล้ว ก็ให้ขี่ไปโรงเรียนเลย    ระยะทางประมาณ ๖ กิโลเมตร    โดยมีผู้ใหญ่ และเด็กรุ่นโตกว่าหลายคนขี่จักรยานไปตลาดกันอยู่แล้ว     ผมจำไม่ได้ว่าวันแรกๆ ขี่ไปพร้อมกับใคร หรือมีใครเป็นเพื่อน

จำได้ว่า ต้องเรียนรู้วิธีขี่จักรยานให้ปลอดภัยเอาเอง     โดยมีจุดพึงระวังสำคัญๆ ๔ เรื่อง คือ

  1. 1. สะพานท่านางสัง    เป็นสำพานโค้งข้ามคลองท่ายาง    ตัวสะพานเป็นเหล็ก มีโค้ง จึงเรียกสะพานโค้ง    พื้นปูไม้ตามขวาง ทับด้วยไม้กระดานที่ปูตามยาวเรียงชิดกัน ๔ แผ่น   สองเลน   เป็นทางให้รถยนต์วิ่ง    รถจักรยานก็ต้องขี่ขึ้นไปบนไม้กระดานตามยาวนี้    ซึ่งต้องเลี้ยงตัวให้อยู่บนไม้ส่วนนี้   หากล้อรถตกจากไม้กระดานตามยาวก็ต้องลงจากรถ ยกรถขึ้นไปตั้งหลักใหม่ เสียเวลา และทำยาก    ยิ่งกว่านั้น ไม้กระดานตามยาวนี้นานๆ ไปบางส่วนผุ  เกิดร่องขึ้น    หากขี่จักรยานไม่ระวัง ล้อรถตกร่องอาจล้ม หรือไปต่อไม่ได้    ใหม่ๆ ผมล้มหลายครั้ง    แต่ไม่นานก็ชำนาญ ไม้กระดานส่วนไหนเป็นอย่างไรจำได้หมด  

                        สะพานท่านางสังยกสูงขึ้นจากพื้นถนนปกติราวๆ ๕ เมตร    เพื่อให้เรือแล่นลอดใต้สะพานได้    ดังนั้น ก่อนขึ้นสะพาน เราต้องเร่งความเร็วจักรยานล่วงหน้าเพื่อให้รถขึ้นสะพานได้    ใหม่ๆ ผมยังไม่ชำนาญ สปีดไม่พอ ต้องลงจูงจักรยานขึ้นสะพาน    โดนเข้าครั้งเดียวก็รู้วิธี  

                        เวลานี้สะพานท่านางสังไม่เหลือความเป็นสะพานโค้งแล้ว   

  1. 2. ถนนเป็นถนนลูกรัง  มีการซ่อมแซมด้วย “รถบด”    โดยเอาหินมาเสริมถนนตรงที่เป็นหลุม เอารถบดทับ    เอาลูกรังมาลาด แล้วใช้รถบดให้แน่น   แต่ไม่นานฝนก็ชะจนเกิดหลุมบ่อเต็มถนน    เวลาขี่จักรยานต้องคอยหลบหลุม    เส้นทางที่มักปลอดหลุมและปลอดก้อนหินโตๆ ที่โดนจังๆ ก็ล้มได้ คือส่วนริมมากๆ ของถนน    แต่ก็เสี่ยงว่าหากพลาดอาจลงคูริมถนนไปเลย    ผมไม่เคยลงคูตลอดเวลา ๔ ปีที่ถีบจักรยานไปโรงเรียน
  2. 3. อันตรายจากรถยนต์ ที่บางคันแล่นเร็วมาก    เสี่ยงโดนเฉี่ยว หรือโดนน้ำในหลุมกระเด็นมาโดนเสื้อสีขาวกลายเป็นสีน้ำลูกรัง    ผมเข้าใจว่า มีคนขับรถบางคันไม่สนใจเลยว่ารถจะทำให้น้ำกระเด็นมาถูกคนเดินข้างทางหรือคนขี่รถจักรยาน    แต่ในไม่ช้าผมก็รู้หมดว่าจะคอยหลบหลีกรถคันไหนอย่างไร    รู้พฤติกรรมของคนขับรถเป็นคันๆ    สมัยนั้นรถไม่มาก นานๆ มาคัน    ในระหว่างเวลา ๒๐ นาทีที่ขี่จักรยานไปโรงเรียนหรือกลับบ้าน อาจพบรถเพียงสามสี่คัน  
  3. 4. อันตรายจากหลุมบนถนน   หน้าแล้งจักรยานลงหลุมอาจล้ม หรือกระแทกเจ็บก้น    หน้าฝนยิ่งมองบางหลุมไม่ออกว่าลึกแค่ไหน  และมีหลายหลุมหลบยาก    นี่ก็เหมือนกัน นานๆ ไปผมก็รู้แผนที่หลุมบนถนนจนรู้ล่วงหน้าว่ากำลังจะต้องหลบหลีกอย่างไร         

ผมมีนิสัยไม่โอ้เอ้  ตอนเช้าออกจากบ้านไปโรงเรียน  ตอนเย็นออกจากโรงเรียนตรงแน่วไปบ้าน    และถีบรถค่อนข้างเร็วตามประสาเด็กใจร้อน

หน้าฝนต้องขี่จักรยานฝ่าฝน แม่เป็นห่วงกลัวเป็นหวัด   ซื้อ “เสื้อฝน” ให้สวมกันฝน มีหมวกด้วย โก้มาก    มีคนไม่กี่คนที่มีเสื้อกันฝนอย่างดีแบบนี้   

เมื่อมีรถ ก็ต้องล้างและขัดรถให้เอี่ยมอ่องอยู่เสมอ    รวมทั้งต้องแต่งรถซึ่งผมจำไม่ได้เสียแล้วว่าผมทำอะไรบ้าง    จำได้ว่า เราเอารถไปจอดที่ใต้ถุนโรงเรียน ซึ่งเป็นอาคารไม้เสาปูน ยกพื้นสูงราวๆ ๑.๕ เมตร    แล้วก็มีการอวดกันว่ารถใครแต่งสวยอย่างไร  ใครมีรถใหม่ รถที่แปลกจากของคนอื่นก็อวดกัน   รถของผมถือเป็นรถชั้นดี แต่ไม่เด่น    คือไม่มีการตกแต่งรถด้วยเครื่องประดับต่างๆ         

วิจารณ์ พานิช

๑๙ เม.ย. ๖๒