ชีวิตที่พอเพียง 3487. เล่าไว้ในวัยสนธยา ๑๒. เลี้ยงปลากัด


บันทึกที่ ๑    บันทึกที่ ๒   บันทึกที่ ๓   บันทึกที่ ๔    บันทึกที่ ๕    

บันทึกที่ ๖    บันทึกที่ ๗    บันทึกที่ ๘   บันทึกที่ ๙   บันทึกที่ ๑๐    

ตอนที่ ๑๑



บันทึกชุด เล่าไว้ในวัยสนธยา เป็นการเล่าเรื่อยเปื่อย นึกอะไรออกก็เล่าไว้ เป็นบันทึกชีวิตที่คนสมัยนี้อาจนึกไม่ถึง ว่าชีวิตสมัยก่อนเขาขาดแคลนและยากลำบากขนาดนั้น    และเพื่อตอกย้ำว่า “ชีวิตที่ยากลำบากเป็นชีวิตที่เจริญ” (คำของ ศ. นพ. เสม พริ้งพวงแก้ว) 

การเลี้ยงปลากัดเป็นยอดปรารถนาของผมสมัยอายุ ๘ - ๙ ขวบ และน้องๆ ที่โตตามกันมา    เพราะเพื่อนๆ และผู้ใหญ่ในละแวกบ้านเขาเลี้ยงกัน    เราเห็นปลากัดของเขาสวยงาม    เราก็อยากมีของเราบ้าง    บางครั้งเราหมกมุ่นอยู่กับปลากัดจนเสียงาน    ก็โดนแม่ตี และเอาปลากัดไปเททิ้ง    ครั้งหนึ่งน้องชายคนที่ ๓ ชื่อดำ โดนแม่เอาปลากัดไปต้ม และเอามาให้ดำกิน    ตอนนี้ดำอายุ ๗๐ ปี มีลูกสองคน หลานสามคน    บ้านอยู่ตรงบริเวณที่เขาโดนแม่ต้มปลากัดให้กินนั่นแหละ   เขามีที่ดินกว่าร้อยไร่ ส่วนหนึ่งเป็นมรดกที่ได้จากพ่อ    ที่ผมยุพ่อให้มอบที่ดินแก่น้องสามคนที่เรียนจบเกษตร และมีอาชีพเป็นเกษตรกร    ไม่ต้องให้แก่ลูกสามคนที่เป็นหมอ และอีกคนเป็นพยาบาลที่สามีเป็นหมอ    ดำจบปริญญาตรีเกษตรศาสตร์สาขาพืชสวนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์    ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเขาสอบเข้าคณะเกษตรได้ที่ ๑   แต่แน่นอน ความสามารถด้านการเรียนของเขาถูกบดบังโดยพี่ชายสองคนที่เรียนหมอ

ก่อนจะมีปลากัดเลี้ยงเราต้องไปหาปลากัดเสียก่อน โดยเอากระชอนไม้ไผ่ไปช้อนปลากัดตามทุ่งนาหลังบ้าน    ซึ่งมักได้ปลาซิวและลูกปลากระดี่เป็นส่วนใหญ่    มีปลากัดบ้างเป็นส่วนน้อย    ไปช้อนทีหนึ่งราวๆ หนึ่งชั่วโมงอาจได้ปลากัดมาสองสามตัว    ปลากัดเหล่านี้เรียกว่า “ปลาป่า” เพราะช้อนมาจากป่า     ตัวมักเล็ก และสีไม่ค่อยเข้ม ครีบหางครีบข้างตัวก็เล็กและสีไม่ค่อยเข้ม    สู้ ปลาหม้อ ซึ่งเป็นปลากัดที่ผสมและเพาะขึ้นเอง    ที่ผู้ใหญ่ข้างบ้านเขาทำกัน    แต่พ่อแม่ผมไม่สนใจเลย    มัวแต่ยุ่งกับการทำมาหากิน    บางทีเพื่อนก็เอาปลาหม้อมาให้ เป็นที่ชุ่มชื่นใจที่มีปลาที่ตัวโตและสวยงาม    แถมยังได้ชื่อว่ากัดเก่ง ปากคม    ปลาที่เราต้องการเป็นตัวผู้นะครับ    เพราะตัวโตสีสวย    ปลาตัวเมียสีซีด (ตรงกันข้ามกับคน) บางทีเราก็เลี้ยงบ้าง เอาไว้ผสมพันธุ์  

ภาชนะเลี้ยงคือขวดแก้วสีขาวใส    ที่ดีที่สุดคือขวดเหล้าแม่โขงแบบขวดกลม    แต่บางทีก็หาไม่ได้    ก็ใช้ขวดเท่าที่มี ที่สำคัญคือต้องสีขาวใส   สำหรับเอาขวดเลี้ยงปลากัดมาเทียบกัน ให้มัน “แพน” สู้กัน    เวลาเขาพักผ่อน สีจะซีด    เมื่อเจอตัวผู้ตัวอื่น เขาจะพองตัว และแพน คือขยายครีบเต็มที่ พร้อมกับสีเข้มขึ้นทันที    พร้อมกับว่ายวนไปมาแล้วจู่โจมกัดศัตรูที่บังอาจล่วงล้ำเข้ามาทันที    แต่เป็นการกัดกระจกขวด    ซึ่งเพื่อนๆ บอกว่าอย่าให้มันกัดบ่อย ปากจะทื่อ เวลากัดกันจริงๆ จะสู้คู่ต่อสู้ไม่ได้   

ตอนนั้นผมไม่เข้าใจว่าทำไมปลากัดตัวผู้เจอตัวผู้ตัวอื่นจะต่อสู้กันทันที     มาเข้าใจทีหลังตอนใกล้แก่ ว่าเขาเป็นสัตว์หวงถิ่น    ปลากัดตัวผู้ถือเป็นผู้รุกล้ำเข้ามาในถิ่น    ต้องขับไล่ออกไป  

น้ำสำหรับเลี้ยงปลากัดต้องเป็นน้ำฝน ที่ใสสะอาด    และต้องคอยเปลี่ยนน้ำทุกๆ ๑ สัปดาห์    เพราะปลาจะขี้ออกมาตกตะกอนที่ก้นขวด   และมีตะไคร่น้ำจับที่ข้างขวด   นอกจากเปลี่ยนน้ำแล้ว ก็ต้องล้างและขัดขวดให้ใสด้วย    วิธีขัดขวดทำได้ง่ายโดยเอาทรายใส่ขวด เขย่ากับน้ำ     ในขวดเรามักใส่ไม้น้ำลงไปหนึ่งต้น     ให้ปลามีความสุขสบาย    ต้นที่นิยมกันมากที่สุดผมนึกชื่อไม่ออก    ที่ชื่อติดปากคือหญ้าคมบาง เพื่อนๆ บอกว่า เอาหญ้าคมบางใส่ลงในขวดปลาจะได้ลับปากทำให้ฟันคม    ได้ผลเช่นนั้นจริงหรือไม่ผมไม่ทราบ    บางทีหาต้นอื่นไม่ได้ เราก็เอาต้นผักบุ้งใส่ลงไป    สักระยะหนึ่งต้นไม้จะงอกราก    ผมสังเกตว่าปลามันไปตอดรากกินด้วย  

สมัยนั้นไม่มีอาหารปลาขายนะครับ    อาหารมาจากธรรมชาติ คือลูกน้ำยุงในโอ่งวางเรียงรายที่ชานบ้าน  หรือตามกระโหลกกระลาที่วางทิ้งอยู่ทั่วๆ ไป      

เพื่อนๆ บอกว่า เลี้ยงปลาในขวดเป็นที่จำกัด ปลาจะไม่ค่อยสมบูรณ์ ต้องเอาไปปล่อยในภาชนะขนาดใหญ่บ้าง    ผมจึงเอาไปปล่อยลงในโอ่งน้ำฝน ซึ่งมีลูกน้ำให้เขากินเหลือเฟือ    เรื่องนี้แม่ห้าม แต่ก็ไม่ห้ามเด็ดขาดนัก    ผมจึงแอบเอาปลาไปปล่อย    เวลาผู้ใหญ่ไปตักน้ำ ปลาเขาก็หลบลงไปก้นโอ่ง ผู้ใหญ่รีบใช้ขันจ้วงน้ำก็ไม่สังเกตเห็น    มาถึงตอนนี้ผมถามตนเองว่า หากในตอนนี้ผมไปที่บ้านนอก มีคนตักน้ำฝนจากโอ่งที่เลี้ยงปลากัดด้วย ผมจะดื่มน้ำนั้นหรือไม่   

เมื่อเลี้ยงปลากัด  นอกจากเพื่อเอาไว้นั่งดูความสวยงามแล้ว  ก็ต้องเอามากัดกัน    สนามต้องใหญ่หน่อย ใช้ขันน้ำ     พวกเรานั่งล้อมวงดู    เราไม่มีขวดโหลที่สนามกัดปลาของผู่ใหญ่เขาใช้    ปัญหาใหญ่ของการกัดปลาไม่ใช่ภาชนะไม่ค่อยอำนวย ทำให้ดูไม่ถนัด   แต่อยู่ที่แม่ เราต้องระวังอย่าให้แม่เห็น    เพราะจะโดนลงโทษ ฐานซุกซนทำสิ่งที่ไม่เป็นเรื่อง    และไม่ไปทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จเรียบร้อย      

ความสนุก (และได้ความรู้) อีกอย่างหนึ่งของการเลี้ยงปลากัด คือการล่อให้ปลาตัวผู้ “ก่อหวอด”    หวอดปลากัดสร้างโดยตัวผู้ เป็น “รัง” สำหรับฟักไข่    มีลักษณะเป็นกลุ่มฟองน้ำลาย ลอยอยู่ที่ผิวน้ำ    เวลาไปช้อนปลากัดในนา เราก็มองหาหวอดนี่แหละเป็นเป้า    เราล่อให้ปลากัดตัวผู้ในขวดก่อหวอดโดยเอาตัวเมียไปล่อ    ล่อวันละหลายๆ ครั้ง    เมื่อได้หวอดเต็มที่  จะสังเกตว่าตัวเมียก็ “ตั้งท้อง” ด้วย    คือมีไข่เต็มท้อง    ทำให้เกิดวลีว่า “แค่มองก็ท้องได้” โดยยกปลากัดเป็นตัวอย่าง   

ท้องปลากับท้องคนต่างกันนะครับ    ปลาตั้งท้องแปลว่ามีไข่เต็มท้อง    แต่จะยังไม่เป็นตัว    เราต้องเอาตัวเมียใส่ลงไปในขวดของตัวผู้    ก็จะมีการผสมพันธุ์เกิดขึ้น โดยตัวผู้รัดตัวเมียให้ไข่ออกมาและตัวผู้ปล่อยน้ำเชื้อออกมาผสมกับไข่    แล้วไข่ไปรวมกันเป็นแพในหวอดหรือฟองน้ำลายของตัวผู้     หวอดนี้ตัวผู้เป็นเจ้าของ    และต้อนรับตัวเมียเพียงครู่เดียว    หลังจากนั้นตัวเมียไม่เป็นที่ประสงค์    ตัวผู้จะไล่กัดตัวเมียให้ไปไกลๆ  จนบางทีตัวเมียตาย    หรือกระโดดออกมานอกขวด หากขวดที่ใช้ผสมพันธุ์ปากกว้างพอ    เหตุผลที่ตัวผู้ไล่ตัวเมียไม่ให้เข้าใกล้หวอด   เพราะตัวเมียมีนิสัยกินไข่ของตัวเอง    เราช่วยได้โดยเอาตัวเมียออกไปจากขวดเสีย      

การเลี้ยงปลากัดคงจะประทับใจ หรือฝังใจผมมาก    เพราะผมเอามาฝันถึงบ่อยๆ ในภายหลัง     แม้เมื่ออายุ ๕๐, ๖๐ ปี ก็ยังฝันถึง     และหลายครั้งฝันว่าผมทิ้งปลาในขวดไว้นานโดยไม่ได้เอาลูกน้ำไปเลี้ยง    เมื่อไปดูทีหลังก็ยังพบว่าเขาอ้วนท้วนสมบูรณ์ดี     วิจารณ์ พานิช

๓๐ มิ.ย. ๖๒

ห้องรับรอง โตโยต้าเอกนิมิต  เมืองทอง    


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)