พระปักษ์ใต้ไม่จับปัจจัย

BM.chaiwut
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
พระปักษ์ใต้ไม่จับปัจจัย

ยี่สิบกว่าปีก่อนที่ผู้เขียนไปเที่ยวยังภาคเหนือและภาคอีสาน เคยได้รับคำสอบถามจากเพื่อนสหธัมมิกด้วยกันว่า ที่เค้าว่าพระปักษ์ใต้ไม่จับปัจจัยจริงหรือไม่ ? ผู้เขียนก็ยืนยันว่า มื่อก่อนจริง แม้ปัจจุบันพระที่ยังยึดถือเรื่องนี้อย่างจริงจังก็ยังมีอยู่... แต่ผู้เขียนคิดว่า สำหรับพุทธศักราชนี้ เรื่องพระปักษ์ใต้ไม่จับปัจจัย น่าจะกำลังกลายเป็นเรื่องเล่าไปเสียแล้ว ดังนั้น จึงถือโอกาสเล่าสู่กันอ่านอีกหนึ่งบันทึก...

คำว่า ปัจจัย ก็คือ เงิน นั่นเอง จะเป็นเงินเหรียญหรือธนบัตรก็ตาม...  จารีตพระ-เณรปักษ์ใต้จะไม่จับปัจจัย คือ ไม่จับต้องเงิน  เพราะยึดถือกันว่าเป็นอาบัติ... เมื่อผู้เขียนแรกบวชยังมีพระเถระผู้ใหญ่ ที่ยึดถือเคร่งครัดอยู่เยอะพอสมควร แม้ผู้ที่ไม่ยึดถือเคร่งครัดนักก็อาจนำมานับบ้าง แต่ก็จะไม่จับประเจิดประเจ้อให้เป็นที่แหลมตาของญาติโยมหรือเพื่อนสหธัมมิกรูปอื่นๆ ผู้ที่ยังหนักแน่นในจารีตนี้... และเมื่อผู้เขียนแรกบวชก็ยังคงถือจารีตนี้อยู่เช่นเดียวกัน กล่าวคือ จะไม่จับต้องเงินประเจิดประเจ้อ...

อันที่จริง จารีตนี้ก็ค่อยๆ แปรมาเป็นลำดับ... ผู้เขียนจะเล่าเฉพาะการถวายปัจจัยสวดศพเป็นตัวอย่าง กล่าวคือ สมัยก่อนโน้น เวลาไปสวดศพ เจ้าภาพก็จะถวายปัจจัย โดยฝากไว้กับ ไวยาวัจกร (หรือ กัปปิยการก หมายถึง ผู้คอยช่วยเหลือพระเณร) ซึ่งหลังจากสวดศพเสร็จแล้วญาติโยมที่อาสาเป็นไวยาวัจกรก็จะนำมาแบ่งแล้วถวายที่กุฏิ หรือฝากกับรูปใดรูปหนึ่งไว้... ไวยาวัจกรจะรู้ว่าพระรูปใดเคร่งครัดไม่จับปัจจัยก็จะจัดเก็บไว้ให้ในย่าม ใต้เสื่อ หรือในตู้บริจาค ตามสมควร ซึ่งเมื่อก่อนก็เป็นไปได้ดี...

ต่อมา เริ่มเกิดกรณีว่า ปัจจัยที่ฝากไว้กับไวยาวัจกรถึงพระ-เณรช้ากว่ากำหนด หรือบางครั้งก็ไม่ถึง... เช่น พระ-เณรที่สวดศพรีบกลับวัด ส่วนไวยาวัจกรยังไม่เสร็จธุระจึงบอกว่าค่อยนำไปถวายพรุ่งนี้ แต่ก็ไม่ได้ไปจนกระทั้งผ่านไปหลายวัน สาเหตุก็เช่นไวยาวัจกรมีธุระเร่งด่วนในวันรุ่งขึ้นจึงหลงลืมไป หรือบางครั้งก็ซื้อเหล้าเลี้ยงเพื่อนในงานศพ หรือบางคนก็แทงโปแทงไฮโลในงานแล้วก็แพ้หมด  กลายเป็นว่าไวยาวัจกรบางคนเป็นหนี้พระ-เณรก็มี...

เมื่อกรณีปัจจัยไม่ถึงมือพระ-เณรตามเจตจำนงของเจ้าภาพผู้ถวายค่อยๆ เพิ่มจำนวนความถี่ยิ่งขึ้น... ต่อมา จึงเริ่มมีการแก้ปัญหาโดยการถวายพระ-เณรในงานเลย แต่จะถวายเป็นธนบัตรเปลือยๆ ก็รู้สึกว่าเป็นการประเจิดประเจ้อ จึงนิยมใส่ซองจดหมาย หรือห่อเศษกระดาษแล้วก็แจกถวายพระ-เณร... ถ้าเป็นฉบับละร้อยเจ้าภาพก็อาจกระซิบบอก หรือพูดเชิงล้อว่า ให้ไปแบ่งกันเอง... ธรรมเนียมนี้ค่อยๆ เข้ามาแทนจนกระทั้งมีบางคนพูดล้อว่า เดียวนี้ !้ ไวยาวัจกร เค้าไม่ใช้แล้ว เค้าใช้ ไวยาวัจย่าม !...

.........

เมื่อผู้เขียนแรกบวชนั้น พ่อท่านแดงซึ่งเป็นอาจารย์ของผู้เขียนท่านเล่าว่า เมื่อก่อนท่านก็ไม่จับ เพิ่งมาจับก็เมื่อไม่นานมานี้ (ตอนที่เล่านั้น พ่อท่านแดงอายุแปดสิบกว่าแล้ว)  แต่ท่านก็ไม่ได้จับอย่างประเจิดประเจ้อนัก...  ขณะที่ที่พ่อหลวงเซี้ยง อายุหกสิบกว่า ซึ่งบวชเข้าพรรษาปีเดียวกับผู้เขียน (ท่านเคยบวชแล้วสมัยหนุ่มๆ แล้วสึกออกไปมีครอบครัว ครั้งนี้ท่านบวชแก้บนออกพรรษาท่านก็สึกไป) ท่านยังคงถือเคร่งเหมือนกับที่ท่านบวชครั้งก่อน กล่าวคือ ไม่จับปัจจัยเด็ดขาด ซึ่งพวกเราพระ-เณรหนุ่มๆ รุ่นใหม่ ไม่ค่อยจะเคร่งนัก มักหยอกล้อท่านเป็นประจำ เช่น เอากิ่งไม้ไฝ่หนีบธนบัตรแล้วถือที่ก้านไม้ไฝ่ไปให้ท่านเป็นต้น

ท่านพระครูสุนทรฯ เคยเล่าถึงความลำบากในสมัยท่านหนุ่มๆ เช่น ครอบครัวโยมของท่านอยู่บ้านพรุ เวลาจะเดินทางมาสงขลา ก็นั่งรถโดยสารจากบ้านพรุเข้าหาดใหญ่ เมื่อมาถึงหาดใหญ่ก็ให้รถไปจอดบ้านโยมที่เป็นไวยาวัจกรเพื่อช่วยจ่ายค่ารถให้ แล้วโยมก็จะพาท่านไปส่งที่คิวรถเพื่อเสียค่าโดยสารให้ท่านได้เดินทางต่อมายังสงขลา... แต่เดียวนี้สบาย ! (ท่านว่า...) ปัจจัยใส่ย่าม ดึงออกจากย่ามส่งให้กระเป๋ารถได้เลย... เรื่องความลำบากทำนองนี้ ผู้เขียนบวชหรือเกิดไม่ทัน แต่เชื่อว่าเป็นจริงเพราะฟังมาเยอะ...

เมื่อผู้เขียนแรกบวชนั้น เวลาจะเดินทางไปไหนก็มีปัจจัยใส่ในซองจดหมาย... เมื่อจะจ่ายค่ารถ หรือจะจ่ายค่าอาหาร ก็ส่งให้ทั้งซอง... กระเป๋ารถหรือแม่ค้าก็จะหยิบไปแล้วก็คิดเฉพาะราคา ส่วนที่เหลือก็จะทอนแล้วใส่ซองคืนให้มา...  ซึ่งบางครั้ง  โยมที่นั่งใกล้ๆ ก็อาจช่วยเป็นธุระรับซองไปแล้วจ่ายให้ตามจำนวนนั้นๆ... จำได้ว่า ตอนผู้เขียนขึ้นไปกรุงเทพฯ ครั้งแรก  แล้วต่อรถไปภาคเหนือที่ขนส่งหมอชิต ขณะที่รอรถออกนั้น ผู้เขียนก็ไปซื้อหนังสือพิมพ์ จึงส่งซองปัจจัยให้ คนขายไม่รู้เรื่อง คนข้างๆ ก็มองทำนองว่าไม่เคยเห็นหรือเป็นพวกมนุษย์ประหลาด ผู้เขียนจึงเทซองออกมาแล้วให้เค้าหยิบไป... ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่า ไม่เหมือนบ้านเรา ทำอย่างบ้านเราไม่ได้...

ต่อมา ผู้เขียนนำเรื่องนี้มาปรารภให้ท่านพระครูวัดคูขุดฟัง ท่านก็ให้ความเห็นว่า การไม่จับปัจจัยที่ยังคงถือเคร่งครัดอยู่ ตอนนี้มีเพียงสามจังหวัด คือ สงขลา พัทลุง และนคร (ศรีธรรมราช)... แต่นั้นคือความเห็นของท่านเมื่อประมาณยี่สิบปีก่อน...

..............

 ถ้าจะว่าตามพระวินัย จารีตการไม่จับปัจจัยของพระภิกษุ มาจากพระวินัยข้อนี้ คลิกอ่านที่นี้

ซึ่งพระภิกษุฝ่ายเถรวาทแบบเมืองไทยที่ยังเคร่งครัดกับจารีตข้อนี้ ผู้เขียนเชื่อว่ายังคงมีอยู่หลายแห่งในโลกนี้ ฟังว่าที่ประเทศศรีลังกาก็ยังคงมีอยู่... หรือในประเทศเวียตนาม น้องเณรชาวเวียตนามรูปหนึ่ง (อายุสามสิบกว่า เคยไปศึกษาต่อที่อินเดียจนจบปริญญาโท มาเรียน ม.พายัพ อยู่เชียงใหม่พักหนึ่งก็ลากลับไป...)  เล่าให้ฟังว่า อยู่เวียตนามไม่มีปัจจัยใช้สอยอย่างเมืองไทย แต่ต้องการอะไร เช่น คอมฯ  แผ่นซี.ดี.  ญาติโยมก็จะเอาปัจจัยกองกลางของวัดไปจัดหามาให้... แต่ถ้าเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ ญาติโยมเค้าก็จะให้ปัจจัยมาใช้จ่ายตามความเหมาะสม... 

กาลเวลาผ่านไปยี่สิบกว่าปี จากจารีตว่าพระ-เณรจับปัจจัยไม่ได้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระ-เณรปักษ์ใต้บ้านเรา) แล้วก็ค่อยแปรมาว่า จับได้แต่อย่าประเจิดประเจ้อ... จนกระทั้งทุกวันนี้ แม้ผู้เขียนจะใช้จ่ายไม่ต่างจากญาติโยมมากนัก แต่ก็รู้สึกถึงอดีตทุกครั้ง เมื่อต้องใช้จ่ายท่ามกลางกลุ่มชน เช่น ตามร้านตลาด...

  • แลนี้คือข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่เกิดกับผู้เขียนเอง โดยไม่จำเป็นต้องยืนยันหลักฐานใดๆ...

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากในวัด



ความเห็น (17)

ผมก็เคยเห็นพระไม่จับเงิน จริงๆแล้วห้ามจับทองหรือของมีค่าด้วยใช่ไหมครับ

ปัจจุบันพระก็จำเป็นต้องใช้ปัจจัย เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้ถึงมีคนให้อะไรพระฟรีๆ ก็ยังมีบางคนเก็บตังค์พระ เพราะความศรัทธาเสื่อมลงหรือเพราะอะไรไม่ทราบได้

เห็นพระธรรมยุติไม่จับเงิน ให้ไวยาวัจกรจัดการ แต่บางทีก็ได้ข่าวว่าทวงเงินจากไวยาวัจกร ถึงมือไม่จับ แต่ใจเข้าไปจับแล้วผมว่าค่ามันเท่ากัน

เดี่ยวนี้สังคมไม่ติฉินเหมือนสมัยก่อน ไม่เป็นโลกะวัชชะแล้ว ใช่ไหมครับ

หลวงพี่ครับมีวินัยข้อหนึ่งที่เกี่ยวกับภิกษุพรากของเขียวต้องอาบัติปาจิตตีย์ ผมอยากรู้จริงๆว่าสาเหตุมาจากอะไร ถามจากพระแล้วก็ยังไม่ได้คำตอบที่ถูกใจ เพราะผมไปตั้งสมมุติฐานว่า การปลงอาบัติคือการที่พระแสดงความรับผิดชอบว่าได้ไปทำอะไรที่ผิดพระวินัยมา แต่กรณีหญ้าที่วัดขึ้นรกไม่มีพระองค์ใดทำอ้างว่าจะอาบัติ แต่ผมซึ่งบวชพระเห็นว่ามันรกไม่สะอาดตาจึงไปถางหญ้าเสียจนเตียน ใครเห็นก็ชมว่าผมจัดการวัดได้สะอาดสะอ้าน ผมก็เลยรู้สึกว่าผมไม่ผิด ทำไมผมจะต้องปลงอาบัติในเรื่องนี้ด้วย

อยากให้หลวงพี่เขียนเรื่องนี้เป็นวิทยาทานครับ

นมัสการด้วยความเคารพ

เขียนเมื่อ 
  • เรื่องพรากของเขียว ถ้าต้องการอ่านบ่อเกิดจากพระไตรปิฏกก็ คลิกที่นี้เลย

ส่วนเรื่องอื่นๆ คุณโยมอัยการก็ลองอ่านเล่นๆ ได้ อาจเจออะไรดีๆ...

คำสอนของพระพุทธเจ้าอาจรวมเหลือ ๒ อย่าง กล่าวคือ ธรรมและวินัย ซึ่งก็คล้ายๆ กับแนวคิดเรื่องกฎหมาย...

  • กฎหมายลายลักษณ์อักษร ก็คล้ายกับ วินัย ว่าตามตัวบทเป็นเกณฑ์ ซึ่งมีความยืดหยุ่นน้อย
  • กฎหมายจารีตประเพณี ก็คล้ายกับ ธรรม ว่าตามความเหมาะสม ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง

ท่านอัยการคงจะรู้ซึ้งถึงข้อเด่นข้อด้อยทั้งสองนัยนี้... ส่วนตามหลักพระพุทธศาสนายึดถือกันว่า ธรรมสูงกว่าวินัย นั่นคือ เน้นการยืดหยุ่นตามความเหมาะสมมากกว่าการยึดถือตามตัวบท...

สำหรับข้อวิพากษ์วิจารณ์ของคนหรือสังคม ก็อาจพิจารณาได้ว่าเป็นการแสวงหาความเหมาะสมซึ่งเป็นเลือกเฟ้นธรรมนั่นเอง...

เจริญพร

สมัยผมเด็กๆ เวลาผมเดินทางไปไหน ผมจะเห็นพระท่านให้ปัจจัยโดยผ่านซองจดหมาย และเด็กรถก็ทอนกลับไว้ในซองเลย และเมื่อหลายวันก่อนก็ยังอธิบายให้คนรู้จักฟังว่า พระจับเงินไม่ได้ อาบัติ (ก็ผมจำได้ว่าครูสอนไว้อย่างนั้นจริงๆ)

แต่ส่วนตัวก็เกิดข้อสงสัยเหมือนกันครับ ที่หลังๆ เห็นพระจับเงินเองเลย

ขอบคุณครับที่ทำให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้น

นมัสการพระคุณเจ้า

ใด้รับรู้ว่า ไวยาวัจจกร มีเพื่อนชื่อไวยาวัจจย่าม

ภาษาพระอีกคำที่สับสนกันคือ "จำวัตร"(ไม่ทราบเขียนถูกเปล่า"

มีเรื่องเล่าที่โรงบาล พ่อหลวงมาหาหมอ บอกอาการกับพยาบาลหน้าห้องหมอว่า

"จำวัดไม่ใด้" พยาลบาลดุอาการเบื้องต้น วัดปรอท วัดความดันเสร็จก็บันทึกอาการว่า

"พ่อหลวงความจำเสื่อม" (หลบวัดไม่ถูก") หมอก็ไม่ตรวจต่อสั่งยาตามอาการเบื้องต้น

ผลปรากฎว่าพ่อหลวงต้องกินยาความจำเสื่อมอยู่หลายวัน (ไม่มีฮา)

หัวเราะไม่ใด้ ร้องให้ไม่ออก/////////

เขียนเมื่อ 

นมัสการพระคุณเจ้าค่ะ

เพิ่งทราบจริงๆ ค่ะ ว่าเรื่องพระไม่จับปัจจัยนั้นเป็นมาอย่างไร

นับว่าได้ความรู้มากทีเดียวค่ะ

แต่ก็พอเข้าใจเรื่องยุคสมัยที่เปลี่ยนไปนะคะ เพราะช่วงหลังๆ บางทีเราก็ไม่ทราบว่าพระท่านต้องการใช้อะไรบ้าง ครั้นจะถวายแต่ของใช้ ก็เกรงว่าท่านอาจจำเป็นในกิจอื่นบ้าง จึงมักถวายปัจจัยไปด้วย

ตอนเด็กๆ จำได้ว่าพระท่านโดยสารรถประจำทาง เขาจะไม่เก็บเงินนะคะ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว

และสมัยทำงานที่ รพ.ชุมชน (นานมาแล้ว) เมื่อมีพระภิกษุมาตรวจรักษา ก็ไม่ได้เก็บค่ารักษานะคะ ตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรแล้ว

เขียนเมื่อ 

P

จารุวัจน์

 

เมื่อก่อน พระคุณเจ้าทั่วไป มักจะมีลูกศิษย์ตามหลัง ปัจจัยที่จะใช้ยามจำเป็น ลูกศิษย์จะเป็นผู้เก็บรักษาไว้... แต่ปัจจุบัน พระคุณเจ้าทั่วไปมักไม่ค่อยจะมีลูกศิษย์ ส่วนพระคุณเจ้ารูปสำคัญ อาจมีลูกศิษย์เช่นเป็นคนขับรถ ซึ่งแน่ละ ลูกศิษย์ระดับนี้ ต้องมีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวเพียงพอ....

สมัยนี้ คนก็มาก ต่างก็เร่งรีบ พ่อค้าแม่ขาย รู้สึกเบื่อที่จะต้องคอยรับซองมาตรวจดูปัจจัย นับ ทอน และบรรจุซองคืนถวาย เมื่อเป็นดังนี้ พระคุณเจ้าจะซื้ออะไรก็ต้องคอยให้พ่อค้าแม่ขายว่าง... ส่วนพระคุณเจ้าบางครั้งก็ต้องเร่งรีบ เช่นรถจะออกแล้ว ประเดียวไปไม่ทันรถ...

ญาติโยมบางคนก็ค่อนข้างจะมิจฉาทิฎฐิก์ เช่นยักยอกปัจจัยไปจากซองของจากพระุคุณเจ้า เมื่อเห็นว่าพระคุณเจ้าส่งใจไปอื่นโดยไม่สนใจว่าจะเอาปัจจัยไปเท่าไหร่...

และนัยตรงข้าม พระคุณเจ้าบางรูปอาจไม่ได้ตั้งใจ เช่นของราคาห้าร้อยกว่าบาท ก็ส่งซองซึ่งมีปัจจัยเพียงห้าร้อยบาทให้ไป เมื่อพ่อค้าแกะออกมาดู บอกว่าไม่เพียงพอ พระคุณเจ้าก็ต้องไปค้นหาซองเพิ่มอีกในย่าม พ่อค้าบางคนใจบุญก็บอกว่าส่วนที่เหลือถวายทำบุญก็แล้วกัน... แต่พระคุณเจ้าบางรูป ใช้เลศนัยนี้เสมอ จึงกลายเป็นที่ระอาของพ่อค้าบางคน...

ยังมีกรณีอื่นๆ อีกเยอะ... และสรุปได้ว่า สังคมค่อยๆ แปรเปล่ียนไป จนกลายเป็นว่า การที่พระ-เณรจับปัจจัยแล้วใช้จ่ายทำนองคฤหัสถ์ รู้สึกว่าจะยุติธรรมที่สุด... ประมาณนั้น

......

P

บังหีม

 

  • 5 5 5 5 5 ....

คุณโยมบังมาเยี่ยมแต่ละครั้ง ถ้าไม่มีมุกมาทิ้งไว้ ก็มักจะมีนิทานมาถวาย หรือบางครั้งมุกนั้นทิ้งไว้ ส่วนนิทานนี้ถวาย...

...........

P

ตัวยุ่ง

 

นั่นนะซิ ! ไม่แน่ใจว่า พระ-เณรต้องการสิ่งใดที่จำเป็น หรือขาดแคลนสิ่งใดบ้าง... บรรดาญาติโยมหรือเพื่อนเก่าๆ ของอาตมา หลายคนก็ทันสมัย มีโอกาสก็มักถวายปัจจัยให้ตามสมควร โดยบอกว่า ต้องการอะไรก็ไปซื้อหาจับจ่ายเอาเอง (5 5 5....)

เรื่องรถเรือจะพักไว้ ขอกล่าวเฉพาะโรงพยาบาลเป็นข้อคิด... โรงพยาบาลของรัฐทั่วไป มักมีงบทำบุญกับนักบวชทั่วไปอยู่แล้ว... และโรงพยาบาลทั่วไปก็มักมีการระดมกองทุนส่วนนี้ โดยการจัดทอดผ้าป่าเป็นประจำทุกปี.... ซึ่งนี้เป็นธรรมเนียมประเพณีมานาน

แต่ปัจจุบันนี้ โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง มักถือว่าพระคุณเจ้าเป็นลูกค้าชั้นเยี่ยมด้วย เพราะบางรูปก็มีปัจจัยเยอะ บางรูปก็มีญาติโยมอุปัฎฐากคอยอุดหนุนมากมาย... แต่โรงพยาบาลเอกชนเหล่านี้มักหมางเมินสำหรับพระคุณเจ้าทั่วไป กล่าวคือ ถามก่อนว่ามีปัจจัยเพียงพอหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้อาตมาก็ได้ฟังมาเยอะเช่นกัน

..........

แง่มุมต่างๆ ตามที่เล่ามานี้ อาจสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงโลกและสังคมนั่นเอง...

เจริญพรทุกท่าน

ยุทธศักดิ์ ว.
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

กราบนมัสการพระอาจารย์ 3 ครั้ง.

ได้อ่านเรื่องเล่าของพระอาจารย์ทำให้ได้รับความรู้ที่พระอาจารย์เอามาเล่าให้ฟัง

พร้อมทั้งยกพระไตรปิฎกมาสนับสนุนข้อมูลของพระอาจารย์ให้กระจ่างยิ่งขึ้น สมควรที่จะ

เป็นผู้รู้อย่างแท้จริง ยกตัวอย่างที่เคยปฏิบัติ คือทุกวันพระ ใส่บาตรแล้วก็ถวายปัจจัย

พร้อมกับอาหารแต่ ปัจจัยใส่ซองแล้วตั้งบนฝาบาตร ใจก็คิดว่าไม่ทราบว่าเป็นอาบัติให้แก่

พระท่านหรือไม่ จนกระทั่งอ่านเรื่องของพระอาจารย์ก็เข้าใจมากยิ่งขึ้น.

กราบ 3 หน ครับ.

ยุทธศักดิ์ ว.

เขียนเมื่อ 

ปัจจัย อาบัติ หรือไม่ อาจต้องคุยกันลึก แต่เห็นๆด้ว่า ปัจจัย ทำให้พระสงฆ์หลายองค์ ติดกิเลส และสุดท้ายก็อาบัติ ดังนั้น การจับปัจจัย อาบัติหรือไม่ อาจตอบยาก แต่ปัจจัย เป็นเหตุแห่งทุกข์ของสงฆ์บางองค์

เขียนเมื่อ 

ไม่มีรูป

ยุทธศักดิ์ ว.

 

  • ไม่เจอคุณโยมนานแล้ว...
  • ก็เล่าๆ บ่นๆ เล่นๆ เท่านั้น สาระจะมีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผู้อ่าน...

...............

P

คนโรงงาน

 

ถ้าพิจารณา ปัจจัย คือ อาหารและสิ่งอื่นๆ ที่ช่วยในการดำรงชีพได้นั้น... มิใช่แต่พระสงฆ์เท่านั้น ที่คุณโยมอาจกล่าวหาทำนองนั้นได้...  คุณโยมเคยสังเกตหรือไม่ว่า บรรดาเพื่อนฝูง และญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดก็มักจะห่วงแหนแก่งแย่ง และยึดติดสิ่งเหล่านี้... ส่วนบรรดามนุษย์ที่กว้างไกลออกไปนั้น คุณโยมคิดว่า เค้าจะไม่แก่งแย่งสิ่งเหล่านี้หรือ ?

จะป่วยกล่าวไปใยถึงมนุษย์เล่า !  ยักษ์ มาร เทวดา ตามเทพนิยายก็มีปัญหาเรื่องการเสพติดและแย่งชิงปัจจัย... หมู่หนอน มด  และแมลงเป็นต้น  อาตมาก็เคยเห็น ที่แย่งชิงเศษขนมเล็กๆ ซึ่งนั้นก็นับว่าเป็นการยึดติดปัจจัยเหมือนกัน...

นั่นคือ เรื่องที่พระสงฆ์จะยึดติดหรือหลงไหลในปัจจัยเหล่านี้ นับว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าตรงกันข้ามก็ ไม่ธรรมดา...

เจริญพร

นักวิชาการเกษตรหนุ่ม
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

นมัสการครับ

กระผมอยู่ที่นครศรีฯ ปัจจุบันอายุเกือบ 50 แล้ว ในสมัยเป็นเด็ก ประมาณเกือบ 40 ปีมาแล้ว เคยเห็นพระที่เคร่งครัดอย่างนี้มีอยู่จริง และก็เป็นพระส่วนใหญ่ที่ถือวัตรปฏิบัติเช่นนี้ เพราะเคยเป็นเด็กวัด ปัจจุบันโลก และสภาพแวดล้อมทางสังคม และเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจมีการปรับกันบ้าง อย่างเช่นเมื่อก่อนพระจะไปตามกิจนิมนต์ตามงานที่ไหน ก็ต้องเดินเป็นส่วนใหญ่ (พระตามชนบท) ส่วนปัจจุบันมีรถยนต์มารับถึงหน้าบันไดกุฎิ หรือพระบางรูป วัดบางวัดก็มีรถยนต์ใช้เป็นของตัวเอง คิดอีกที่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการปรับกันบ้างให้เข้ากับสังคม หากไม่ผิดวินัยของสงฆ์

เขียนเมื่อ 

ไม่มีรูป

นักวิชาการเกษตรหนุ่ม

 

  • เห็นด้วยกับคุณโยม.....

เจริญพร

เขียนเมื่อ 

บวชเป็นพระ อย่าได้         จับเงิน

ทองเพชรนั่นควรเมิน         ห่างไว้

มือบ่จับ  ตาแย้ม               ใจล่อง ลอยไกล

ใจจับยึด  มั่นไว้                อย่าได้  เผลอลืม

กราบ 3 หน                 

เขียนเมื่อ 

P

นายขำ

 

เจริญพร

 

นนท์
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

ถ้าเราใช้จ่ายเพื่อซึ้อหนังสือธรรมะ จะผิดไหม แล้วถ้าเราไม่จับเงิน แต่ให้คนขายเขาหยิบเอาเองจะผิดไหม

เขียนเมื่อ 

ไม่มีรูป นนท์

 

  • การตัดสินว่า ถูก หรือ ผิด ค่อนข้างยาก
  • ควร ไม่ควร หรือ เหมาะสม ไม่เหมาะสม น่าใส่ใจกว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับใจ... เรื่องทำนองนี้ ตัวเราเองรู้อยู่แก่ใจ ส่วนการประเมินและตัดสินค่าจากผู้อื่นก็เป็นเพียงกฎเกฑณ์ทางสังคมเท่านั้น...

เจริญพร

พม.สุเมต
IP: xxx.84.18.106
เขียนเมื่อ 

กราบท่านอาจารย์

ถึงจะไม่จับก็จริงแต่จิตยินดีคิดแต่จะสะสม จะได้ ก็มีผลเท่ากัน

แต่ถ้าจับเพียงหมายว่าเป็นสักว่าธาตุ สิ่งใช้สอยเพื่อยังอัตตภาพให้เป็นไปตามธรรมดาของโลก ก็หาเป็นอาบัติไม่

เขียนเมื่อ 

ไม่มีรูปพม.สุเมต

 

  • ตยา วุตฺตวจนํ สาธุ โหติ

อามนฺตา