ภาพของความสำเร็จที่เกิดขึ้น อาจต้องทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้นว่า ด้วยพื้นฐานความเข้มแข็งอันเป็น “ทุน” ที่สำคัญของเมืองน่านที่มีอยู่เดิมแล้ว และการทำกระบวนการเรียนรู้เพื่อนำทุนที่มีอยู่มาขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนของจุฬาฯ กระบวนการที่สอดคล้อง ลงตัว จึงเกิดการเคลื่อนตัวของการพัฒนาขึ้นไปอีกระดับที่น่าภาคภูมิใจ

ดร.รัตนา สำโรงทอง ท่านถามผมเมื่อผมเดินออกมาจากเวที ชุมชนน่าอยู่ จุฬา น่าน ตอนเย็นของวันที่ ๘ ม.ค. ว่าผมได้อะไรบ้างจากงานนี้ ผมตอบได้ทันทีว่า ผมได้มาเรียนรู้และเหมือนเป็นห้องเรียนห้องใหญ่ที่ผมได้มาสัมผัส นับว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผม

จากที่ผมเกริ่นมาแล้วในบันทึกก่อนว่าจะเดินทางไปน่าน ครั้งแรกในชีวิต ..เรียนรู้โครงการชุมชนน่าอยู่ จ. น่าน  ผมเพิ่งมาที่น่านเป็นครั้งแรกในชีวิต  ตลอดเวลาก็ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาที่น่าน น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง หากได้มาสัมผัสและเรียนรู้ก็คงจะเติมต่อจิกซอว์ที่ผมมีอยู่ได้

แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงหนึ่งวันสำหรับการเข้ามาสังเกตการณ์ เพื่อจับประเด็น การถอดบทเรียนของจุฬาฯ ในการทำงานพัฒนาชุมชน โดยใช้ประเด็น เกษตรปลอดภัย นำทาง ให้ประเด็นนี้เป็นประเด็นร่วมในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน แบบมีส่วนร่วม ตลอดระยะเวลา ๓ ปี และวันนี้ ถือได้ว่า วันนี้เป็นวันเฉลิมฉลองความสำเร็จที่เริ่มต้นนั้น

การใช้คำว่า เฉลิมฉลอง นั้น ทำให้กระบวนการถอดบทเรียนวันนี้ ดูผ่อนคลายมีความสุข มีชีวิต ชีวา เห็นตัวตนของคนน่านได้อย่างชัดเจนในเวทีอิสระเช่นนี้ ผมเปรียบให้หลายท่านว่า งานนี้เหมือนงาน ปอย ที่คนล้านนาจะมา เกาะกุ๋ม ลุมลา กัน ในการร่วมกันทำกิจกรรมบุญของพวกเขา ดังนั้น งานของพวกเขาจึงดูมีชีวิต สนุกสนาน ม่วนงัน สันเร้า แฝงไว้ซึ่งความภาคภูมิใจในนวัตกรรมของแต่ละแห่งความสำเร็จของแต่ละโครงการ ที่นับรวม ๒๒ โครงการ ในพื้นที่ทั่วจังหวัดน่าน ถูกนำมาเรียงร้อย ถักทอเป็นผืนผ้าที่สวยงามให้เราได้ยล ในพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ (วัดอรัญญาวาส)

ผมได้เรียนรู้อะไรบ้าง?? ผมเชื่อว่าทุกท่านคงสนใจมาก ว่ากระบวนการที่จุฬาฯดำเนินการในพื้นที่เมืองน่านนั้น ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างในพื้นที่...และมี Best Practice อย่างไรบ้าง สุดท้ายการพูดคุยในเวทีวันนี้แล้ว เรา AAR มีประเด็นใดบ้างที่น่าสนใจ

กระบวนการทำงานที่ผมพอสรุปได้จากเอกสารที่ได้รับนั้น การทำงานสามปีมีการเข้ามาทำงานลักษณะเป็นภาคีร่วม ยึดหลักตามแนวทางปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหัวใจหลัก เน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ให้ คนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา เพื่อผลักดันให้ท้องถิ่นสามารถกำหนดยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาตนเอง โดยที่ชุมชน องค์กรชุมชน มีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ วางแผนร่วมกันในการแก้ไขปัญหาของชุมชน รวมทั้งการส่งเสริมศักยภาพของท้องถิ่น โดยยึดหลัก ภูมิสังคมที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ แตกต่างกันในบริบทต่างๆ โดยการศึกษาหาแนวทางร่วมกัน จนเกิดเป็น วิสัยทัศน์ร่วม แม้จะประกอบด้วยบริบทที่หลากหลายและแตกต่างกัน แสดงบทบาทที่เอื้อหนุนกัน พึ่งพากัน (independent and interdependent) นำพากันไปสู่เป้าหมายของความอยู่ดีมีสุข(Well being)ของคนเมืองน่าน

อาจเป็นการเก็บข้อมูลของผมที่น้อยเกินไป เกินที่จะสรุปบทเรียนความสำเร็จที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าการที่ได้ศึกษาเอกสารส่วนหนึ่ง กับการที่ได้เข้ามาร่วมเวทีเฉลิมฉลองเพียงหนึ่งวัน ไม่เพียงพอต่อการสรุปบทเรียนแน่นอน แต่ผมขอยกเอาบรรยากาศ และความรู้สึกของคนที่เคยทำงานชุมชน มุมมองของผม สรุปให้ท่านได้รับรู้ครับ

เช้าวันนั้นที่ลานโพธิ์ วัดอรัญญาวาส ผมได้เห็นชาวบ้านช่วยกันจัดบูธของแต่ละแห่ง แต่ละคนต่างก็ขะมักเขม้นกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ สีหน้ามุ่งมั่นและมีความสุข เร่งมือเพื่อให้บูธของตนเองสมบูรณ์แบบที่สุดในการนำเสนอแก่ผู้เข้ามาร่วมงาน อันเป็นเพื่อนๆร่วมกันเรียนรู้แต่ละโครงการนั่นเอง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะนั้น ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขร่วมไปด้วย ...และนี่เองเป็นสิ่งชี้วัดอย่างหนึ่งของการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยไม่ต้องไปหาข้อมูลอะไรมากล่าวอ้างมากมาย

การเสวนาบนเวทีแบ่งออกเป็น สามประเด็นใหญ่  เวทีแรกเป็นส่วนของสถานการณ์ ทิศทางและจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ และการผลักดันเป็นนโยบายสาธารณะ เป็นมุมมองและข้อเสนอเพื่อการพัฒนาทั้งในระดับและนโยบายและปฏิบัติการ  เวทีที่สองเป็นการนำเสนอ Best practice ที่ได้เรียนรู้และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และเวทีที่สามเป็นข้อเสนอในการขับเคลื่อนงานพัฒนาในระยะต่อไป

ผมมองเห็นความลงตัวของการจัดประเด็นพูดคุยในแต่ละช่วง ที่สอดคล้องกลมกลืน เราได้เรียนรู้เรื่องสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ทราบถึงบทเรียนของความสำเร็จจากปากผู้ที่ทำงานพัฒนา และสุดท้ายอาจเรียกได้ว่า เป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนาระยะต่อไปจากการนำผู้นำชุมชน ที่เป็นระดับ นายก อบต. ในพื้นที่ มานั่งพูดคุยกัน สร้างพันธะสัญญา (Commitment) ร่วมกัน  จะเรียกได้ว่าเป็นการทำ MOU กลายๆที่เนียนเป็นธรรมชาติระหว่างสิ่งที่ชุมชนปฏิบัติการ กับแผนของหน่วยงานที่ทำงานระดับท้องถิ่น เช่น อบจ.,อบต. เป็นความชื่นมื่น  ผมมองว่าเป็นทั้ง เป้าหมายเบื้องต้น (End) และ แนวทางเบื้องต้น(mean) ที่มีเป้าหมายสูงสุดในการสร้าง ความอยู่ดีมีสุข ของคนน่าน  ในการทำงานระยะ ๓ ปี จุฬา น่าน ด้วย

เนื้อหาในรายละเอียดกระบวนการนั้นล้วนแต่น่าสนใจ ผมจะถอดบทเรียนรายละเอียดในการสังเคราะห์ในโอกาสต่อไป ...ได้มีการพูดคุยเรื่องการทำหนังสือถอดประสบการณ์การเรียนรู้ ชุมชนน่าอยู่ จุฬา น่าน ด้วย คิดว่าผมอาจมีส่วนในการเขียนงานตรงจุดนี้

กระบวนการที่ผมอยากกล่าวถึงอีกก็คือ การ AAR (After Action Review)  ในช่วงเย็นของวันนี้ก่อนครับ เราได้ประสบการณ์มากมาย และบรรยากาศ AAR เป็นไปด้วยความสุข สุนทรียสนทนา(Dialogue) ค่อนข้างจะเป็นการ AI: Appreciative  inquiry  ไปมากกว่า ผมเองได้นำเสนอมุมมองให้แก่ทีมงาน ตามความรู้สึกที่ตรงไปตรงมา แต่ก็ยังมีแต่ความประทับใจ ก็ออกตัวว่าข้อมูลน้อย แต่ขอประมวลจากความรู้สึกก่อน

  • ลักษณะการจัดเวทีนี้ เหมือนกระบวนการทำ กาดกำกึ้ดของโรงพยาบาลปาย แม่ฮ่องสอน คือการนำสิ่งดีๆมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เป็นการนำ ความสำเร็จมาอวดกัน (SST : Success Story technique 
  • เป็นการรวมเอาผู้นำทางการและธรรมชาติของเมืองน่านมารวมตัวกันอย่างมากมาย ทราบมาว่า นายก อบต. และ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้ความสนใจมาร่วมงานกันเกินความคาดหมาย
  • บรรยากาศทั้งการจัดบูธ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เป็นบรรยากาศแห่งความสุข มีความตื่นตัวของผู้เข้ามาร่วมงานในทุกระดับ สังเกตจากการที่ชาวบ้านสอบถามวิธีการ กระบวนการทำงาน โดยการสนทนา แลกเปลี่ยนระหว่างบุคคล บูธ และบนเวทีเสวนา
  • เวลาการจัดงานเมื่อเทียบกับประเด็นแล้วค่อนข้างเหมาะสม ไม่มากและน้อยจนเกินไป
  • วิทยากรที่ดำเนินรายการอาศัยประสบการณ์ในการพูดคุย ชี้ชวนให้ผู้เข้าร่วมเวทีนำเสนอความรู้ฝังลึก ออกมาได้อย่างดี เป็นธรรมชาติ
  • ความสนใจของคนเมืองน่านที่เกินเป้าหมาย ไปมากกว่า ๒๐๐ คน เป็น จากเดิมที่ตั้งไว้เพียง ๓๐๐ คน เป็นปรากฏการณ์บางอย่างที่น่าสนใจ
  • ประเด็นการทำงานของจุฬาที่นำเอาปัญหา สารเคมี มาเป็นประเด็นที่เป็นปัญหาร่วมถือว่าสำเร็จ เพราะเป็นปัญหาร่วมกันของชุมชน อีกทั้งเป็น ประเด็นเย็น เหมาะสมอย่างยิ่งในการขับเคลื่อน
  • ผมมองอีกอย่างคือ การให้โอกาส บุคลากรสาธารณสุขเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้เชื่อมประสาน ประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะศักยภาพของบุคคล รวมถึงการยอมรับจากชุมชนในระดับล่างมาก  
  • สิ่งที่ผมเห็นต่างจากพื้นที่อื่นๆอีกก็คือ พลังของแม่ญิงที่เข้ามาร่วมในเวที ผมเห็น นายก อบต.ผู้หญิง ที่มีกระบวนการคิดที่เป็นระบบ แสดงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนที่เยี่ยมยุทธ์ 

ในเวที AAR ผมเสนอ เรื่องของ การยกระดับความรู้เหล่านี้สู่ การจัดการความรู้เป็นตลาดความรู้ ยกระดับเป็น นโยบายสาธารณะ รวมถึงการจัดเวทีกลางให้เกิดการพบปะกันบ่อยครั้ง รวมถึงเสนอมุมมองในการทำวิจัยต่อเนื่อง ด้านการจัดการความรู้ การเชื่อมเครือข่ายการเรียนรู้ของคนเมืองน่าน เพื่อการพัฒนาความเข้มแข็งที่ต่อเนื่องของประชาคมที่น่านด้วย

ภาพของความสำเร็จที่เกิดขึ้น อาจต้องทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้นว่า ด้วยพื้นฐานความเข้มแข็งอันเป็น ทุนที่สำคัญของเมืองน่านที่มีอยู่เดิมแล้ว และการทำกระบวนการเรียนรู้เพื่อนำทุนที่มีอยู่มาขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนของจุฬาฯ กระบวนการที่สอดคล้อง ลงตัว จึงเกิดการเคลื่อนตัวของการพัฒนาขึ้นไปอีกระดับที่น่าภาคภูมิใจ

ในส่วนของกระบวนการทำงานของจุฬา น่าน อาจต้องนั่งเขียนบันทึกแบบละเอียดอีกครั้ง หรือ อาจมีการถอดบทเรียนอันเป็นประสบการณ์เป็นหนังสือ เพื่อการเผยแพร่ต่อไป

ทั้งหมดเป็นข้อสังเกตส่วนตัวของผมและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำ AAR ด้วย อันนี้ไม่รวมถึงความประทับใจในสถานที่ ที่เมืองน่าน ในบันทึก ไปแอ่วเมืองน่าน : ถิ่นสวยงามนาม...นันทบุรีนคร    นะครับ

เชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ


จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

๑๑ ม.ค.๕๑

เมืองปาย,แม่ฮ่องสอน