วานนี้( ๑๐ มค ๕๑) เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมต้องเดินทางรอนแรมจากบ้านมาจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน เกี่ยวกับกฎกระทรวง เรื่อง “การใช้น้ำ ๓ ประเภท” ในเขตลุ่มน้ำมูล ที่จังหวัดนครราชสีมา
ในระหว่างเดินทางก็มีการติดต่อประสานงานในการพบปะ และการจัดการด้านต่างๆมากมายหลายเรื่อง
ในจำนวนหลายเรื่องที่คุยกัน มีอยู่เรื่องหนึ่งที่สะกิดใจ ทำให้ผมได้คิดย้อนถึงความเป็นไปได้ที่ว่า
ระบบการพัฒนาการศึกษาของไทย กำลังแสดงผลคายพิษออกมาจากการแสดงออกของคนไทยรุ่นใหม่ในปัจจุบัน
ที่แม้จะพูดความจริง แบบจริงใจ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ไร้ประโยชน์ หรือ ไม่มีประโยชน์กับใคร
เช่น ผมพยายามโทรศัพท์นัดแนะกับทึมงาน
ผมถามทางโทรศัพท์ว่า “ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนครับ”
เขาตอบว่า “อยู่ในรถครับ”
ผมถามต่อว่า “รถอะไรครับ”
เขาตอบว่า “รถยนต์ครับ”
ด้วยความอยากทราบว่าเขาอยู่ที่ไหน จะได้นัดพบกันได้ ก็เลยถามต่อว่า “ตอนนี้รถที่คุณนั่งมาอยู่ตรงไหนครับ” (ถามแบบเน้นๆ ถึงรถที่กำลังนั่งอยู่ ด้วยความกังวลว่า ถ้าถามว่า “รถคุณอยู่ตรงไหน” เกรงเขาจะตอบว่า “รถผมจอดอยู่บ้านครับ” คง ยิ่งแย่ไปกันใหญ่)
แต่ เขาก็ตอบ แบบจริงจังแบบมั่นใจ เน้นๆ ว่า “อยู่บนถนนครับ”
ผมถามต่อว่า “รถอยู่บนถนนอะไรครับ”
เขาตอบว่า “อ๋อ บนถนนทางหลวงสี่เลน ครับ”
ผมเริ่มอึดอัดที่ไม่รู้สักทีว่าเขาอยู่ตรงไหนกันแน่ ก็เลยถามว่า “ทางหลวงเส้นไหนครับ”
เขาก็ยังตอบแบบจริงใจว่า “ก็ อยู่บนถนนที่จะไปโคราช นั่นแหละครับ”
ผมยิ่งอึดอัด เลยเปลี่ยนวิธีถามต่อไปว่า “ตอนนี้รถถึงไหนแล้ว”
เขาตอบว่า “ถึงตรงที่ ข้างถนนมีร้านอาหาร ติดปั๊มน้ำมัน”
ผมเลยถามว่า “แล้วปั๊มที่ว่าอยู่ที่ไหนครับ”
เขาตอบว่า “อยู่ติดถนนใหญ่เลยครับ”
ด้วยความพยายามที่จะอยากรู้ ว่าอยู่ตรงไหนกันแน่
จึงถามต่อว่า “มีอะไรเป็นที่สังเกตบ้างไหมครับ”
เขาบอกว่า “มีป้ายยี่ห้อของปั๊มสูงๆ เห็นได้ชัดมาก แต่ไกลเลยครับ”
ผมเลยเหนื่อยมากกับการถามตอบ และไม่กล้าถามต่อ เพราะฟังคำพูดแล้วเขาเอาจริงกับการตอบมาก ไม่พูดเล่นกับผม แต่ เน้นการตอบ “ตามความจริงๆ ที่เห็นและเป็นอยู่จริงๆ”
ผมจึงเพียงแต่บอกแบบเหนื่อยๆ ว่า “งั้นเจอกันที่โคราชนะครับ”
และผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเจอกันหรือเปล่า
เพราะโคราชก็ไม่ใช่เมืองเล็กๆ ที่จะมาเดินสวนทางเจอกันได้ง่ายๆ
คนคนนี้เป็นคนที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท ที่น่าจะได้รับพิษของระบบการศึกษาในปัจจุบัน
ที่เรียน “ความจริงที่อาจไม่มีประโยชน์กับตัวเอง” และยิ่งไม่น่าจะเป็นประโยชน์กับใคร
เขาอาจชินกับการพัฒนามาแบบนั้น จนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา จึงพบว่าเขากำลังทำสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีประโยชน์กับใครสักเท่าไหร่
แต่เราก็ยังทำอยู่ด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง
ผลิตกระดาษเปื้อนหมึกออกมาอวดกัน
ว่าของใครสวยกว่ากัน
แล้วเราจะทำไปทำไม เพื่อใคร ให้ได้อะไร
คำตอบที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดมีอยู่เรื่องหนึ่งคือ “ตามตัวชี้วัด” หรือ KPI
แล้วตัวชี้วัดมีไว้ทำไม คนส่วนใหญ่ก็จะตอบว่า “มีไว้ให้ผ่านการประเมิน”
แล้วก็ตอบด้วยความจริงใจ วนไปวนมาแบบไม่มีวันที่ใครจะเข้าใจได้
คล้ายคลึง เหมือนกับที่ผมเล่าให้ฟังตามบทสนทนา ข้างต้น
ที่เป็นอาการของนำเสนอความจริงใจที่ไร้สาระ ไม่มีประโยชน์กับใคร นอกจากจะทำให้จบๆไป
แบบปัดสวะให้พ้นหน้าบ้าน
ผมจึงนึกถึงคำสอนของท่านพระพุทธเจ้า
ที่ให้เรียนเกี่ยวกับตัวเอง และ ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ แบบ “ใบไม้กำมือเดียว” ที่เป็นประโยชน์ และมีน้อยกว่า “ใบไม้ในป่า” ที่มีมากมาย สุดคณานับ
แต่ปัจจุบัน เราก็ยังเน้นการเรียน “ใบไม้ในป่า” จนทำให้พัฒนาระบบคิดของคนแบบไม่สนใจว่าสิ่งที่ทำจะมีประโยชน์กับใครหรือไม่
ขอให้ได้ทำทุกอย่างแบบจริงใจก็พอ
แล้วเราเกิดมาทำไมกันครับ
นั่งอ่านแล้ว ไม่ทราบว่า จะขำ หรือ ถอนหายใจปลง ?
ระบบการศึกษาในปัจจุบัน เฮ้อ ที่ไม่ทำให้คน คิดเป็น คิดได้
เหมือนดั่ง พรรคพวก พี่ๆ น้องๆ ของนายบอน ที่เรียนจบไป แล้วกลับมาถามตัวเองว่า ไม่เห็นได้อะไรเลย
นอกจากกระดาษ 1 แผ่น
กลับไปทำงาน เขียนโครงการทำวิจัย ไม่ค่อยจะเป็น
บางคน ขณะกำลังเรียน รู้สึกว่า ตัวเอง คิดมากกว่าเดิม คิดให้เรื่องง่ายๆ มันยากกว่าเดิม
..เดี๋ยวไม่สมศักดิ์ศรีระดับการศึกษาที่กำลังเรียนอยู่
แต่มีนักศึกษาบางคน กลับบอกว่า .... อาจารย์สอนไม่รู้เรื่องต่างหาก
... คนสอนรู้อยู่คนเดียว...
(หมายเหตุ อาจารย์ในที่นี้ มิใช่ อาจารย์แสวงนะครับ)
มีนักศึกษาที่เรียนสาขาหนึ่ง นั่งอ่านข่าวของนักศึกษาที่เรียนในสาขาเดียวกัน แต่ต่างสถาบัน
เค้ายังสงสัยว่า ทำไม เรียนเหมือนกัน แต่ทางนั้น กลับคิดอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่า
เค้าอ่านข่าวอะไรครับ
นักวิจัยมอ.ผลิต ฟิล์มหุ้มอาหารแบบกินได้จากเนื้อปลา
..แล้วเค้ามีคำถามว่า
“แล้วเรามาเรียนไปทำไมกันครับ”
อ่านแล้วก็ทั้งขำทั้งเครียดครับ
บางครั้งก็เจอคล้ายๆกับท่านอาจารย์แสวงครับ
เคยเขียนเฉลยให้นักเรียน "ให้นักเรียนวาดภาพจากหน้าจอคอมพิวเตอร์"
นักเรียน(ประถม,มัธยมต้น)หลายคนก็เขียนตามคำสั่งมาให้ตรวจ
กระผมก็เลยให้อ่านให้ผมฟัง เขาก็อ่านแถมด้วยทำหน้างงๆ
แล้วผมหละครับ คิดแล้วยิ่งหนักใจครับ
ทุกครั้งก็จะทบทวนคำถามหรือคำสั่งของตนเองเช่นกันครับเพื่อให้มีการตอบโต้ที่ได้คำตอบ
ขอบคุณครับ
ปกติแล้วคำพูดเหล่านี้จะใช้หยอกล้อกันสนุกๆ
แต่ผมไม่คาดหวังจะได้ยินในภาวะที่เราต้องเอาจริงในการติดต่อประสานงานกัน
และเวลาก็ไม่มีมากที่จะมาพูดล้อเล่นกันไปเฉยๆ
ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นนิสัยส่วนตัวที่ไม่ค่อยจริงจังกับอะไร และยังอาจจะเกี่ยวกับระบบการเรียนมาว่า
คนสอนสอนอะไรก็ได้ ไม่เคยมีใครมาประเมิน ว่าเนื้อหาการสอนจะมีประโยชน์กับใครหรือไม่ ขอแค่สอนให้ครบตามขั้นต่ำ มีการประเมินบ้างตามธรรมเนียม
คนเรียนก็เข้าชั้นเรียน ทำข้อสอบตามกติกา ตอบให้ตรงใจกับผู้สอน ถือว่าสอบผ่าน
แล้วรวมๆก็จะได้กระดาษเปื้อนหมึกแถมให้อีก๑- ๒ แผ่นก่อนออกจากสถาบัน
อ้างว่า
๑ เป็นประวัติการเรียน กับ
๒ใบรับรองวิทยฐานะ
ที่รับรองว่าผู้นั้นมีความรู้จริง (ทำไมจึงกล้ารับรอง ผมก็ไม่ทราบ หรือไม่รู้จริงว่าคนเรียนไม่รู้เรื่อง ไม่ได้อะไร ก็เลยรับรองด้วยความไม่รู้)
จึงเป็นที่เกิด ที่มา และความเป็นอยู่ของระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน
พูดได้เดียวว่า เฮ้อ! ครับ