ในปัจจุบันประชากรเกษตรมีจำนวน 22.7 ล้านคน หรือคิดเป็น ร้อยละ 35 ของประชากรทั้งประเทศ ลดลงจากปี 2541 ร้อยละ 1.87 ต่อปี ประชากรเกษตรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 10 ของประชากรเกษตรทั้งหมด และแม้ว่าประชากรเกษตรร้อยละ 90 จะเป็นผู้ที่อยู่ประจำในครัวเรือนแต่ก็มีแนวโน้มลดลง

ติดตามข่าวสารเรื่อง "Aging Society" มาอย่างต่อเนื่อง

ก็เลยต้องคิดต่อยอด...... เพราะพ่อผมก็อายุมากเเล้วเหมือนกัน

"อายุ ไม่เข้าใครออกใคร ดังนั้น เกษตรกรต้องเตรียมตัวให้พร้อม  ก่อนแก่" ครับ

 

 ก่อนเข้าสู่เนื้อหา มาดู "โฆษณา สสส สมุนไพรไทย" กันก่อนครับ 


เนื้อข่าว

Aging Society : เมื่อคนชราครองเมือง

   สังคมไทยเริ่มเข้าสู่ความเป็นสังคมผู้สูงอายุตั้งแต่เมื่อปี 2548 โดยปัจจุบันมีตัวเลขผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งประเทศอยู่ที่เกือบ 11 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 7 ล้านคน ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันแล้ว ประเทศไทยเป็นรองแต่เพียงสิงคโปร์เท่านั้น ส่วนประเทศที่มีประชากรสูงอายุต่ำสุดคือ ลาว
   ตามความคาดหมายของนักประชากรศาสตร์ จะมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งในอีก 12-13 ปีข้างหน้า เมื่อประเทศไทยมีประชากรคนชรามากกว่าประชากรเด็กเป็นครั้งแรก และอีกเพียง 20 ปีประชากรคนชราของเราก็จะเพิ่มจำนวนเป็นถึง 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ เทียบได้กับสถานการณ์คนชราล้นประเทศอย่างญี่ปุ่นในปัจจุบัน
อ่านเพิ่มเติมในคอลัมน์ Health นิตยสาร Health & Cuisine ปีที่ : 8 ฉบับที่ : 90 เดือน
: กรกฎาคม 2551
From: http://healthandcuisine.com/health.aspx?cId=7&aId=1141

สศก. เผยประชากรภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลง ชี้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น

ข่าวทั่วไป สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร -- จันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2551 13:16:14 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย จำนวนและสัดส่วนประชากรในภาคเกษตรลดลงและเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ชี้รัฐจำเป็นต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องทั้งในด้าน การจัดหาสวัสดิการหรือหลักประกันทางสังคม พร้อมหาแนวทางในการเพิ่มแรงงานเกษตร รุ่นใหม่ รวมถึงการรองรับแรงงานภาคอุตสาหกรรมจากวิกฤตเศรษฐกิจ และการเพิ่มศักยภาพให้กับแรงงานในภาคเกษตร

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้วิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงประชากรและแรงงานเกษตร  พบว่า ในปัจจุบันประชากรเกษตรมีจำนวน  22.7 ล้านคน  หรือคิดเป็น ร้อยละ 35 ของประชากรทั้งประเทศ  ลดลงจากปี 2541 ร้อยละ 1.87 ต่อปี ประชากรเกษตรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 10 ของประชากรเกษตรทั้งหมด และแม้ว่าประชากรเกษตรร้อยละ 90 จะเป็นผู้ที่อยู่ประจำในครัวเรือนแต่ก็มีแนวโน้มลดลง "....................

 


 

 

ที่มาของ การลดลงของประชากรภาคเกษตร : เป็นเรื่องของค่านิยม ภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือน และการศึกษา

 

แล้ว ใครจะปลูกข้าวให้เรากิน ??? 

ส่งออกข้าวอันดับหนึ่ง แต่ก็ใช้ปัจจัยการผลิต อย่างเช่นปุ๋ยเคมี อันดับต้นๆ ด้วย

ปัญหาโลกร้อน ส่วนหนึ่งมาจาก การจัดการในเเปลงนาไม่มีประสิทธิภาพ "การจัดการน้ำ การใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น" และ "การเผาฟางในข้าว"

ภาพจากhttp://www.niaes.affrc.go.jp/magazine/114/mgzn11412.html

ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยจากนาข้าว ส่วนใหญ่คือก๊าซมีเทน ซึ่งเกิดจากการย่อยสลายสารอินทรีย์โดยจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินนา ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดก๊าซมีเทน คือ สภาพไร้อากาศ(anaerobic)ในนาข้าว และสารอินทรีย์ที่อยู่ในนาข้าว โดยจากการทำวิจัยเรื่อง “อิทธิพลของการระบายน้ำต่อการปล่อยก๊าซมีเทนและก๊าซไนตรัสออกไซด์จากนาข้าว” ของบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) พบว่าช่วงเวลาที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด คือ ช่วงที่ต้นข้าวเริ่มออกดอก ออกรวง
 
“จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดินนาเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดก๊าซมีเทน โดยจุลินทรีย์ชนิดนี้จะย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ต้นข้าวและ รากข้าวปล่อยลงสู่ดินในช่วงออกรวง และจะย่อยสลายได้ในสภาพไร้อากาศ ซึ่งแปลงนาที่มีการปล่อยน้ำมาท่วมดินนาจะทำให้เกิดสภาพไร้อากาศ ในดินนา ก๊าซมีเทนที่เกิดขึ้นจะถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศมากที่สุดโดยผ่านทางช่องว่างในลำต้นของข้าว แต่อย่างไรก็ดี หากชาวนามีความต้องการลดการปล่อยก๊าซมีเทน ก็สามารถทำได้โดยการเลื่อนการปล่อยน้ำออกจากนาไปในช่วงที่ต้นข้าวกำลังออกดอก ออกรวง เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการปล่อยก๊าซมีเทนมากที่สุด การดึงน้ำออกจากนาจะทำให้ดินนากลับคืนสู่สภาพมีออกซิเจน ทำให้จุลินทรีย์ไม่สามารถย่อยสลายสารอินทรีย์ได้ จากนั้นจึงสูบน้ำกลับเข้านาภายใน 3 วัน วิธีการเช่นนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ประมาณร้อยละ 30-40 จากปริมาณการปล่อยเดิม”

 

ยุคต่อจากนี้ไป ถ้าเกษตรกรตัวจริงลดลง คนมีฐานะนายทุน ปลูกข้าว คนทั่วไปซื้อข้าวกิน ดังนั้นเกษตรกร "ห้ามขายที่นาเด็ดขาด"

ขายเสร็จนะจนลงในทันที !!!

"เกษตรกรที่จนที่สุด ก็คือคนไม่มีที่ดินทำกิน"

จะมีการเเย่งการใช้ทรัพยากรที่ดิน ในการปลูกพืชพลังงานมากขึ้น เพื่อทดแทนการลดลงของ พลังงานใต้ดิน (น้ำมัน) ตอนนี้เเขก ก็หันมาการเกษตรมากขึ้น สัมปทานพื้นที่ประเทศข้างเคียง แนวโน้ม อาหารเเพงขึ้น พลังงานเเพงขึ้น แต่คนทำการเกษตร จะอยู่ถึงตอนนั้นหรือไม่ เพราะเราเแก่ขึ้น ทุกวัน

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วง อย่างยิ่ง กับภาระกิจ

"ประเทศไทยเป็นครัวของโลก"

ต้องสร้างความมั่นใจอาหารปลอดภัยให้กับ "ผู้ผลิต และผู้บริโภค" ด้วยการจัดหาความรู้ วิธีการ หรือเทคโนโลยีเครื่องจักรกล และการจัดการ รวมถึงมาตรการ เข้ามาช่วยลดการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ที่เกินความจำเป็นด้วยครับ  มิเช่นนั้นแล้ว จาก " Aging Society -->>> Dead Society"

 ได้ก่อนวัยอันสมควร ทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค ครับ

มา "ร่วมด้วยช่วยกัน" หาทางออกวิกฤติ ชาติ ครับ


 

ข้อเสนอแนะ : ทางออก Aging Societyในภาคเกษตร

 -ควรมีการศึกษาและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรทั้งกระบวนการ+การจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยการสนับสนุนของ

1.ภาครัฐบาลอย่างเเข็งขันและจริงใจ

2.เอกชนผู้ผลิตพัฒนาสินค้า-การบริการที่มีคุณภาพ

3.พัฒนาสหกรณ์การเกษตรให้เข้มแข็ง มีอำนาจต่อรองแทนเกษตรกรได้

4. เกษตรกรมีส่วนร่วม สร้างค่านิยม

"อาชีพเกษตรกร มีเกียรติ มีกิน และมีเก็บ"

ผลิตสินค้าอาหารเกษตรให้มีความปลอดภัยสู่ตลาด

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการ 

เตรียมความพร้อม รองรับ Aging Society Trend ในภาคเกษตร ต่อไป ครับ

NOTE:  Percentages shown are based on 2000 data from the Food & Agricultural Organization of the United Nations)

 Only 150 years ago, 90 percentage of the population in the United States engaged in agriculture; that figure has fallen to 2.2% due to mechanization. 

 With the world population growing by over 8,700 every hour, and diets being extensively upgraded, demand for grain is expected to triple in the next 50 years.  Reduced farm population due to industrial development is also increasing the demand for farm equipment … so a tremendous worldwide growth in agricultural equipment is yet to be realized.

ขอบคุณ ภาพประกอบจาก Google ครับ