สิทธิในความเป็นส่วนตัว เป็นหลักขั้นพื้นฐานของกฎหมายไทย อันจะเห็นได้จากการบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550ซึ่งได้ถูกยอมรับจากนานาประเทศ จึงถือได้ว่า สิทธิในความเป็นส่วนตัวนี้ ถือได้ว่าสำคัญ
ปัจจุบันมีการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวในส่วนของการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT และการสื่อสารเป็นอย่างมากทั่วทุกมุมโลก โดยเน้นหนักไปในส่วนของข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารแบบไร้สาย การละเมิดสิทธิเหล่านี้นับวันจะยิ่งมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา
สิทธิ หมายถึงอำนาจหรือประโยชน์ที่กฎหมายให้ความคุ้มครองให้ การได้รับสิทธิตามกฎหมายนั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดความยุติธรรมกับผู้มีส่วนได้เสียนั้นๆในทางกฎหมาย, สิทธิ หมายถึง สิทธิตามกฎหมายหรือศีลธรรม ที่จะทำหรือไม่ทำบางอย่าง หรือที่จะได้รับหรือไม่ได้รับบางอย่างในสังคมอารยะ (civil society) สิทธิทำหน้าที่เหมือนกฎในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล นอกจากคำว่า สิทธิแล้ว ใน ราชบัณฑิตยสถาน ยังสามารถใช้ได้อีกคำหนึ่งว่า สิทธิ์ ซึงมีความหมายอย่างเดียวกันแต่เขียนต่างกันความเป็นส่วนตัว หรือ สิทธิส่วนบุคคล คือ การกระทำทั้งหลายที่เป็น การกระทำเฉพาะตัว เฉพาะบุคคล
สิทธิในความเป็นส่วนตัวหรือ สิทธิส่วนบุคคล ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Privacy means หมายถึงสิทธิของบุคคลที่ประกอบไปด้วยสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว ในเรื่องดังกล่าวน่าจะจัดอยู่ในเรื่องของความเป็นอยู่ส่วนตัวซึ่งหมายความว่า สถานะที่บุคคลจะรอดพ้นจากการสังเกต การรู้เห็น การสืบความลับ การรบกวนต่างๆ และความมีสันโดษ ไม่ติดต่อสัมพันธ์กับสังคม โดยทั้งนี้ ขอบเขตที่บุคคลควรได้รับการคุ้มครองและการเคารพในสิทธิส่วนบุคคลก็คือการดำรงชีวิตอย่างเป็นอิสระ ตามที่ต้องการ ตามวิถีทางที่อาจเป็นไปได้และเป็นความพอใจตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่เป็นการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
สิทธิในความเป็นส่วนตัว หรือ สิทธิส่วนบุคคล นี้นับวัน จะยิ่งถูกละเมิดสิทธินี้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจาก ฝ่ายรัฐเอง หรือ เอกชนก็ตาม ซึ่งมีตัวอย่างของการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว เช่น
1.ห้ามไม่ให้มีการสื่อสารผ่านทางเครือข่าย Blackberry Messenger
2.การเข้าไปดูข้อความในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และการบันทึกข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งการบันทึก-แลกเปลี่ยนข้อมูลที่บุคคลเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์และกลุ่มข่าวสาร
3.การใช้เทคโนโลยีในการติดตามความเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมของบุคคล เช่น บริษัทใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจจับหรือเฝ้าดูการปฏิบัติงาน/การใช้บริการของพนักงาน ถึงแม้ว่าจะเป็นการติดตามการทำงานเพื่อการพัฒนาคุณภาพการใช้บริการ แต่กิจกรรมหลายอย่างของพนักงานก็ถูกเฝ้าดูด้วย พนักงานสูญเสียความเป็นส่วนตัว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการผิดจริยธรรม
4.การใช้ข้อมูลของลูกค้าจากแหล่งต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ในการขยายตลาด
5.การรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่อีเมล์ หมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ เพื่อนำไปสร้างฐานข้อมูลประวัติลูกค้าขึ้นมาใหม่แล้วนำไปขายให้กับบริษัทอื่น
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนซึ่งแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนต่อการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันทุกพื้นที่ของโลกเลยก็ว่าได้ และเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุก ๆ คน อาจไม่ดูไม่สร้างความเสียหายหรือเดือดร้อนกับเรามากนักไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความรำคาญจากการเข้ามาละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของเรา
แน่นอนที่ทุกคนต้องได้พบ เช่น Message ต่าง ๆ ที่ได้รับทางมือถือที่แต่ละวันส่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมทั้ง E-mail ต่าง ๆ ที่เป็น Forward Email ต่าง ๆ ที่สร้างความรำคาญให้กับเรา ในบางครั้งนอกจากต้องเสียหายเวลาในการเปิดอ่านแล้ว บางครั้ง E-mail เหล่านี้อาจมีการแนบ File ที่มีไวรัส ทำให้เกิดความเสียหายต่อคอมพิวเตอร์ แม้ในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในการให้ความคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวก็ตาม แต่เราเองก็มีหน้าที่ในการระมัดระวังไม่ให้ตนเองเป็นผู้ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นเองเช่นกัน

มาเยี่ยมชมเชียร์ขอให้รังสรรค์งานต่อไปครับผม
ขอบพระคุณมากคุณโสภณ ค่ะที่แวะมาชมบล็อก
มีข้อสงสัยอยากเรียนปรึกษา
ผมพักอยู่ในที่พักของส่วนราชการ (บ้านพักสวัสดิการ) แต่ส่วนราชการได้ มีการจัดกิจกรรม เป็นประจำในบริเวณที่พักอาศัย ทำให้เกิดความไม่สงบ และความลำบากในการพักอาศัยหลายอย่าง โดยที่ทางส่วนราชการ ติดหนังสือแจ้งให้ทราบ โดยไม่ได้มีการถามความยินยอม ของผู้พักอาศัย
มีความเห็นว่าอย่างไรบ้างครับ ส่วนราชการผิดไหม สามารถร้องเรียนได้หรือไม่ อยากถามความคิดเห็นหน่อยครับ
ตอบคุณ The Man Show
ดิฉันขอตอบตามความคิดเห็นส่วนตัว
ขอแนะนำว่าให้พูดคุยกันทางส่วนราชการเจ้าของที่ก็จะดีกว่า
ในส่วนของการเรียกร้องนั้นต้องดูถึงรายละเอียดหลายประการ
เช่นการจัดกิจการนั้นทำในเวลาใด บ่อยมากๆแค่นั้น
การรบกวนที่ว่านั้นมีมากเท่าใด จึงจะสามารถร้องเรียนได้
ขอบคุณ ครับ
สวัสดีคะ รบกวนสอบถามข้อมูล
ถ้ามีใครสักคนตั้งบล็อก เขียนให้ร้ายใส่ความบริษัท ทำให้เกิดความเสียหาย แล้วหาตัวได้แล้ว ตามกฎหมายไทยนั้นคนพวกนั้นเค้าจะมีความผิดสถานใดคะ แล้วเราต้องมีหลักฐานลักษณะไหนบ้างถึงจะมีเพียงพอสำหรับจับตัวพวกนั้นได้คะ
ขอบคุณคะ
พนักงานบริษัท
ตอบ คุณpui
ความผิดนั้นตามกฎหมาย ถือว่าเป็นความผิดฐานการหมิ่นประมาทค่ะ
เนื่องจากเป็นการกล่าวความเป็นเท็จให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย
โดยการกระทำดังกล่าวมีความผิดทั้งทางอาญา และทางแพ่ง
ส่วนหลักฐานการเอาความผิดนั้น สามารถตรวจสอบจาก เลข IP
ของบุคคลที่ตั้งบล็อกดังกล่าวได้ (ในส่วนนี้อาจต้องดำเนินการ
โดยศาลค่ะ)
เริ่มทำงานที่ใหม่ ตอนสัมภาษณ์งาน ไม่ได้แจ้งกฎระเบียบเรื่องการทำสีผม พอทำมาแล้วซึ่งเป็นผมสีแดงบอกว่าผิดระเบียบ ให้เราทำสีผมสีดำใหม่ สถานที่ทำงานไม่ได้พบปะลูกค้า หรือทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง เราควรชี้แจ้งบริษัทอย่างไรค่ะ
หากเราโพสต์เฟสบุ๊คแบบระบายอารมณ์ โดยไม่ระบุชื่อใคร ไม่ระบุเหตุการณ์อะไร และไม่ได้ใช้คำหยาบอะไร แต่มีคนแอบส่องเฟสเราและมาทำร้ายตบตีเรา สามารถแจ้งความข้อหาอะไรได้บ้างคะ
ตอบ คุณ JJ
ประเด็นที่คุณ JJ สอบถามมานั้น กรณีเราถูกทำร้ายตบดีนั้น
ต้องแยกพิจารณาก่อนนะคะว่าเราเป็นผู้ถูกทำร้ายแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ หากมีการทำร้ายร่างกายระหว่างคู่กรณีกับคุณด้วยจะเป็นความผิดในส่วนของการทะเลาะวิวาท แต่หากเป็นฝ่ายคุณเพียงเดียวที่ถูกทำร้าย คู่กรณีก็มีความผิดในส่วนของการทำร้ายร่างกายคะ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 หรือมาตรา 391โดยจะผิดตามมาตราใดให้ดูจะต้องมาดูบาดแผลที่ได้รับนั้นอันตรายถึงขั้นนั้นไหม ต้องดูจากข้อเท็จจริงประกอบนะคะ โดยทางคุณ JJ ต้องดำเนินการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และไปตรวจร่างกายกับแพทย์และขอใบรับรองแพทย์ประกอบด้วย