หลวงตาย้มอย่างอารมณ์ดีในการช่างซักถามของผ้าขาว

บำเพ็ญตบะ-4

โสภณ เปียสนิท

...........................    

 

                      หลวงตายิ้มอย่างอารมณ์ดีในการช่างซักถามของผ้าขาว “ว่ากันว่า ตาคนเราเหมือนเหยี่ยว ชอบดูของที่ซุกซ่อน หูเหมือนหูสุนัขได้ยินแม้เสียงแผ่วเบา จมูกเหมือนมดตามหากลิ่นน้ำตาล ลิ้นเหมือนหมูมักแสวงหากินแบบไม่เลือก กายเหมือนงูกินแล้วหาที่ซุกนอน ใจคนเหมือนลิง ซุกซนคิดไม่หยุดหย่อน” “ปล่อยมันไปตามนั้นไม่ดีหรือ” “เป็นคนต้องฝึกมัน ฝึกแล้วจึงประเสริฐ ไม่ฝึกไม่ประเสริฐ พระสอนอย่างนี้” “ฝึกอย่างไรครับ” “ฝึกสำรวมระวังไม่ปรุ่งแต่งตามที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจมันต้องการ” “หมายถึงว่ามันต้องการอะไร เราต้องห้ามมันไว้” “ใช่ อย่าไปตาม ตาต้องการเห็นรูปที่สวย หูต้องการให้ยินเสียงเพราะๆ จมูกต้องการกลิ่นหอม ลิ้นต้องการรสอร่อย กายต้องการสัมผัสที่ดี ใจต้องการคิดแต่เรื่องเพ้อฝันไม่หยุดหย่อน เราต้องคิดตรงข้ามไว้เสมอ” “มันแปลกอยู่นะ” “ใช่สิวะ ชาววัดมันต้องแปลกหน่อย” “แบบนี่หรือตบะ” “ใช่ เป็นตบะอย่างหนึ่ง”

 

                     ผ้าขาวสุดฟังอย่างใช้ความคิดแล้วถามต่อ “อานิสงส์การบำเพ็ญตบะคืออะไรบ้างครับหลวงตา” หลวงตายิ้มเหมือนรู้ทันว่าผ้าขาวต้องการถามเพื่อชวนคุย เพราะการอยู่ด้วยกันในวัดแห่งนี้ เน้นเรื่องการปฏิบัติธรรม จะพูดคุยเจรจาก็เฉพาะช่วงบ่ายแก่ๆ “เรื่องนี้หากไตร่ตรองตามหลักแห่งธุดงค์ 13 ไม่ปฏิบัติตามกิเลส ทำให้เลิกเป็นคนตามใจตัวเอง คุณธรรมต่างๆ เกิดขึ้นง่าย มงคลข้อต้นๆ เกิดขึ้นง่าย และที่สำคัญทำให้ถึงนิพพานอย่างง่ายๆ”

 

                           สามสิบกว่าปีต่อมา วัดดอนดินแดงกลายเป็นวัดกลางหมู่บ้านที่มีความเจริญรุ่งเรือง เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องและเสียงสีแสงแห่งอารยธรรมแบบใหม่อันครึกครื้น ตาผ้าขาวกลายมาเป็นหลวงปู่สุด ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสแทนหลวงปู่สาย ภายในบริเวณวัดยังเป็นป่าใหญ่ให้ชาวบ้านอาศัยความร่มเย็นตลอดไป