จำเลยของสังคมแทบทุกครั้งคือครู ยิ่งผลประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นเช่นนี้ ปีแล้วปีเล่า คุณภาพครูยิ่งเป็นที่น่าจับตา

ทั้งจากประสบการณ์ตัวเอง คำวิพากษ์ของเพื่อนครู รวมทั้งข่าวสารข้อมูลจากสื่อ พูดเป็นเสียงเดียวกัน งานของครูที่โรงเรียนมีมากมาย จนเวลาไม่พอ นอกจากงานสอน ครูยังต้องทำงานพิเศษอื่นๆ บางคราวต้องทำงาน หรือมีกิจกรรมร่วมกับชุมชน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยิ่งในปัจจุบันการประเมินตัดสินคุณภาพโรงเรียน และคุณภาพครู มักวัดกันด้วยเอกสาร ภาระงานครูจึงเพิ่มเป็นทวีคูณ

ผลที่ตามมามีมาก ที่สำคัญ น่าจะเกี่ยวข้องกับคุณภาพการจัดการศึกษา ตามที่องค์กรระหว่างประเทศเฝ้าติดตามวัดผลประเมินผลในหลายแห่ง รวมทั้งประเทศไทยเรา อาทิ 

การจัดอันดับของ International Institute for Management Development (IMD) ปี 2553 ซึ่งมี 58 ประเทศทั่วโลกเข้ารับการประเมิน ในภาพรวมของไทย พบว่าอยู่ในอันดับที่ 47 เท่ากับปี 2552 เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินเดีย และอินโดนีเซีย ประเทศไทยเรามีอันดับอยู่เหนือเพียง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย 

ภาระงานที่รับผิดชอบของครูมากกว่าเวลา(ทำงาน)ที่มีอยู่ น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง 

ครูส่วนใหญ่สอนไม่ต่ำกว่า 1 รายวิชาอยู่แล้ว บางโรงที่มีขนาดเล็กอาจสอนถึง 5-6 รายวิชา ยิ่งนับรวมกิจกรรมต่างๆเข้าไปด้วย ซึ่งทุกโรงต้องจัดตามหลักสูตร ทั้งชุมนุม จิตอาสา ลูกเสือ-เนตรนารี ยุวกาชาด หรือผู้บำเพ็ญประโยชน์ ครูแต่ละคนอาจสอนถึง 8-9 รายวิชาเลยทีเดียว 

สำหรับชั่วโมงสอนแต่ละสัปดาห์ โรงเรียนที่มีครูมากหรือเกินเกณฑ์ ซึ่งในปัจจุบันน่าจะหายาก เพราะอัตรากำลังครูตกอยู่ในภาวะขาดแคลนอย่างหนัก แม้แต่โรงเรียนขนาดใหญ่ก็เถอะ อย่างไรก็ตามโรงเรียนที่มีครูเกิน ชั่วโมงสอนอาจน้อย แต่โดยเฉลี่ยก็น่าจะเริ่มกันตั้งแต่ 10 ชั่วโมง/สัปดาห์ขึ้นไปด้วยกันทั้งนั้น ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็ก ครูมีน้อยคน ชั่วโมงสอนอาจสูงถึง 20-30 ชั่วโมง/สัปดาห์ ระดับประถมยิ่งซ้ำร้าย เพราะครูสอนประจำชั้น สอนทุกวิชาทั้ง 8 กลุ่มสาระ ต้องอยู่กับเด็กตลอดทั้งวัน มิหนำซ้ำบางโรงครูขาด ครูคนเดียวต้องสอน 2-3 ระดับชั้นพร้อมๆกัน 

หากเฉลี่ยวันหนึ่งทำงาน 7 ชั่วโมง หนึ่งสัปดาห์ทำ 35 ชั่วโมง ทดลองคิดจากชั่วโมงสอนครู 10-30 ชั่วโมง/สัปดาห์ ดูเหมือนเวลายังเหลืออีกมาก แต่ไม่ใช่แค่นั้น ครูจะสอนแต่ละครั้ง ต้องเตรียมสอน เตรียมเนื้อหาสาระ เตรียมสื่อ-อุปกรณ์ หรือเตรียมอะไรอื่นๆอีก หลังจากสอนแต่ละครั้ง ครูต้องประเมินผลการเรียน อาจตรวจจากชิ้นงาน ตรวจสมุด แบบทดสอบ แบบฝึกหัด ใบงาน และ/หรือกิจกรรมต่างๆที่นักเรียนปฏิบัติ 

ฉะนั้น การจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ การสอนในชั้น 1 ชั่วโมง ครูควรจะมีเวลาเตรียม 1 ชั่วโมง และตรวจงานอีก 1 ชั่วโมง หมายถึง สอน 1 ชั่วโมงจะมีภาระงานรวม 3 ชั่วโมง หากเวลากับภาระงานสอดคล้องความเป็นจริง ปัญหาการจัดการศึกษาต่างๆ อาจไม่ลุกลามเช่นทุกวันนี้ 

ไม่ต้องถึงกับสอน 1 ชั่วโมง คิดเป็นภาระงาน 3 ชั่วโมงก็ได้ ลองคิดแค่ 2 ชั่วโมงก็พอ ครูสอน 10 ชั่วโมงจะมีภาระงาน 20 ชั่วโมง ครูสอน 20 ชั่วโมงจะมีภาระงาน 40 ชั่วโมง บางคนสอนมากถึง 30 ชั่วโมง ภาระงานจะสูงถึง 60 ชั่วโมงเลยทีเดียว คิดแค่ชั่วโมงสอนเท่านั้น ภาระงานครูก็มากเกินเวลาที่มีอยู่ในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งมีเพียง 35 ชั่วโมงแล้ว 

นอกจากสอน ครูยังต้องทำงานพิเศษอื่นๆด้วย อาทิ งานธุรการ พัสดุ การเงิน ทะเบียนนักเรียน วัดผลประเมินผล ดูแลช่วยเหลือ กิจกรรมนักเรียน งานอนามัย โภชนาการ อาคารสถานที่ งานกลุ่มสาระ งานแผน งานประกันคุณภาพ สารสนเทศ ฯลฯ แต่ละงานใช้เวลาทำไม่น้อย อย่าเข้าใจว่า ก็แค่คนละงาน โรงเรียนใหญ่อาจเป็นอย่างนั้น แต่โรงเรียนเล็กเป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะจำนวนงานมีเท่ากัน ขณะที่โรงเรียนเล็กมีครูน้อยกว่า แต่ละคนจึงต้องทำงานพิเศษหลายงาน บางโรงอาจมากเป็น 4-5 งานเลยก็ได้

ในแต่ละสัปดาห์ ลองเฉลี่ยอย่างต่ำว่า 1 งานต้องใช้เวลาทำ 2 ชั่วโมง ถ้า 2 งานก็เพิ่มภาระงาน 4 ชั่วโมง ถ้า 3 งานก็ 6 ชั่วโมง ถ้า 5 งานภาระงานจะเพิ่มขึ้นถึง 10 ชั่วโมง บ้านเราโรงเรียนขนาดเล็กมีมากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่อยู่แล้ว ดังนั้น ครูที่พบอุปสรรคอย่างนี้ จึงมีทั่วทุกหัวระแหง 

นอกจากงานสอนและงานพิเศษอื่นๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว งานหรือกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกับชุมชน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังมีให้เป็นภาระงาน(จร)ของครูตลอดทั้งปี ไม่ขาดระยะ แน่นอนว่าแต่ละงาน ครูต้องถูกแต่งตั้งให้เป็นคณะทำงาน มีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะกิจอย่างทั่วหน้า ภาระงานส่วนนี้หากนับละเอียดๆ ใช้เวลาไม่ใช่น้อยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา แม้จะมีเสียงบ่นบ้าง ตัดพ้อบ้าง แต่เพื่อนครูไม่เคยเกี่ยงงอน หรือปฏิเสธภาระงานที่มีอยู่อย่างมากมาย  แต่คุณภาพนักเรียน โรงเรียน หรือคุณภาพการจัดการศึกษา ซึ่งถูกฟ้องด้วยผลประเมินต่างๆอยู่เนืองๆล่ะ เราจะทำอย่างไรกัน 

แค่ข่าวคราวอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน ทุกสายตา ทุกคำครหา ก็มักเล็งมายังครูก่อนใครๆเสียแล้ว จำเลยของสังคมแทบทุกครั้งคือครู ยิ่งผลประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นเช่นนี้ ปีแล้วปีเล่า คุณภาพครูยิ่งเป็นที่น่าจับตา หรือติฉินนินทา โครงการครูพันธุ์ใหม่ โครงการครูยุคใหม่จึงถือกำเนิด เพื่อให้เป็นรูปธรรมในการขจัดปัดเป่าปัญหาตามสไตล์ของนักการเมือง 

ลองช่วยกันพิจารณาภาระงานของครูอย่างจริงๆจังๆสักหน่อยเป็นไร 

ไม่ใช่อะไรดอก ครูเจ็บปวดเหมือนกัน ที่เอะอะอะไรก็คุณภาพครู

(พิมพ์ในมติชนรายวัน , 20 ธันวาคม 2553)