เช้าวันจันทร์ที่ 3 ก.ค. 2549 หลังผมได้รับข่าวสารจากนิสิตที่แจ้งมาว่า " อาจารย์ อาจารย์ได้เข้าไปอ่านบล็อกที่อาจารย์ มอออ เค้าบันทึกว่านิสิตที่มอเราลอกการบ้านกันหรือยัง เค้าว่าแรงนะอาจารย์"  ผมกำลังกลับจากไปรับเสื้อผ้าและเตรียมตัวจะไปส่งลูกไปโรงเรียนแต่เช้าเนื่องจากลูกต้องนำของไปทำบุญร่วมกับทางโรงเรียน ต้องรีบเข้าเน็ตจากที่บ้าน และค้นหาประเด็นดังกล่าว นึกในใจว่า ประเด็นที่เขาพูดถึง ถ้าในมอเราก็มีอาจารย์ที่ใช้บล็อกของ Gotoknow ในการเรียนการสอนอยู่หลายคน คนหนึ่งก็คือผมนี่แหละ ซึ่งใช้อยู่สองรายวิชา  ซึ่งผมเองได้อ่านประเด็นที่คุณหมอวิจารณ์ เขียนไว้ในประเ็ด็น ขอความเห็นครับ เกี่ยวกับที่ รศ พญ. ปารมี ตั้งคำถามว่า

"การใช้ blog ในการสอนนักเรียน นักศึกษา โดยให้นักเรียนค้นหาความรู้ (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ search มาจากเน็ตนั่นเอง) มาเขียนตอบใน blog จะตรงกับวัตถุประสงค์ของ gotoknow กับการขับเคลื่อน KM ที่ต้องการเน้นการบันทึกและ ลปรร. tacit knowledge หรือไม่    อยากให้ทีมงาน และ สคส. พิจารณาประเด็นนี้ด้วย"

             ซึ่งคุณหมอวิจารณ์ได้ให้ความเห็นไว้ว่า

"ที่จริงผมมีความเห็นว่าการที่อาจารย์ใช้ในการเรียนการสอนเป็นสิ่งดีครับ    แต่ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่เกิดโทษ    การที่ นศ. ทำการบ้านส่งครูแบบค้นเน็ตแล้วตัดแปะสำหรับผมถือว่าผิดจริยธรรม และเป็นการฆ่าตัวตาย    เพราะจะเป็นการเรียนแบบไม่เกิดปัญญา     และอาจารย์ที่สนับสนุนหรือยอมให้ลูกศิษย์ทำเช่นนั้น ในสายตาของผมเป็นอาจารย์ที่ใช้ไม่ได้  "
 ผมเองหลังจากได้อ่านบันทึกนี้แล้วก็ได้ให้ความเห็น ณ เวลานั้นไว้ว่า
" คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาใช้ Gotoknow เป็นคนในแวดวงการศึกษา และทำ KM ไปด้วย จะว่าไปแล้วการสอนและการวิจัยก็เป็นงานหลักของคนกลุ่มนี้ และดูเหมือนว่าการสอนจะเป็นงานหลักด้วยซ้ำไป และการที่ผู้สอนได้เห็นได้พบในสิ่งที่ดีๆ แหล่งความรู้ รวมถึงเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสิ่งหนึ่งที่ที่อื่นไม่มี แต่มีใน gotoknow เช่น
  • ความเป็นชุมชน
  • เนื้อหาที่ค่อนข้างเชื่อถือได้เพราะมาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
  • เนื้อหาที่ไม่สามารถหาได้ในหนังสือซึ่งเป็นแต่ทฤษฎี แต่ที่นี่เป็น ประสบการณ์
  • และที่สำคัญมีผู้เขียนที่ต้องรับผิดชอบ มีตัวตน โต้ตอบได้

    ดังนั้นผมว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่ครู อาจารย์  ทั้งหลายจะไม่หยิบยืมเครื่องมือทั้งหลายมาใช้ในการเรียนการสอน และแนะนำสิ่งที่ดีๆ เหล่านี้ให้กับลูกศิษย์ และที่สำคัญคือฟรี           ดังนั้นผมเห็นด้วยกับนายบอน ความเห็นที่ 6 และ อ.จันทรวรรณ นะครับ ว่าเรื่องความเร็วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนโยบายก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง 

          แต่จริงๆ แล้วคำพูดของคุณหมอวิจารณ์ ที่ว่า "อาจารย์ที่สนับสนุนหรือยอมให้ลูกศิษย์ทำเช่นนั้น ในสายตาของผมเป็นอาจารย์ที่ใช้ไม่ได้  " มันก้องอยู้ให้หัวผมตลอดเวลา และ ผมเองก็อยู่ในกลุ่มของคน KM ซึ่งใช้ Gotoknow อยู่ด้วย เป็นต้นเหตุให้ gotoknow ล่าช้าเพราะการใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ ในช่วงนี้ผมก็ได้พยายามไม่ให้ลูกศิษย์ เข้ามาใช้ผิดช่องทาง ซึ่งตอนนี้ก็มีช่องทางอื่นๆ เช่น ตอนนี้ผมเริ่มให้นิสิต อ่านหนังสือที่น่าสนใจ 8 เล่ม คือ 1.Literal Thinking  2.Rethinking the Future 3.as the future catch you 4.six thinking hat 5.The road a  head 6. [email protected] Speed of Thought using A Digital Nervous System 7.The third wav 8. Next Trend for the near future โดยผมให้ 1) นิสิตอ่านและสรุป 2) ได้อะไรจากเรื่องที่อ่าน 3) อ่านแล้วคิดอะไรต่อ จะไปทำอะไร 4) ยกคำคมจากหนังสือ 3 ประโยค ที่ชอบ และอธิบายว่าทำไมชอบ ซึ่งหนังสือทั้ง 8 เล่ม  ผมเห็นว่ามีประโยชน์สำหรับนิสิตที่เรียนทางด้านไอที หรือทางด้านเทคโนโลยีการศึกษาน่าจะได้อ่าน ทำอย่างไรนิสิตจึงจะแบ่งปันความคิดกันได้ แต่ละคนอ่านคนละ 1 เล่ม ไม่ได้อ่านทุกเล่ม ตอนแรกผมมองไปที่ gotoknow แต่จากคำพูดของใครหลายๆ คนทำให้ผมเปลี่ยนใจ ผมก็เลยนึกว่า มีเครื่องมือที่ไหนที่จะง่ายและสะดวก มีความเป็นสังคมวิชาการ คล้ายๆ กับ Gotokow หรือไม่ แต่โลกของผมมันก็แคบจริงๆ ผมก็เลยให้ แนะนำให้นิสิตใช้ Spaces.msn แทน ซึ่งก็จะเป็นการช่วยไม่ให้ Gotoknow ต้องช้า แต่ก็ต้องเสียเวลามานั่งทำลิ้งของนิสิต 40-50 คน แต่ผมก็คิดว่า OK  

         จากคำพูดของคุณหมอวิจารณ์ยังไม่ทันจางหาย เช้าเมื่อวาน คำพูดของ ดร.ธวัชชัย ที่ว่า

"ถ้าผมเป็นอาจารย์ผู้สอน ผมจะไม่ยอมให้นักศึกษา "ตบหัวเล่น" กลางที่ "สาธารณะ" เช่นนี้เป็นอันขาด" 

        เข้ามาแทนที่ในสมองของผมแทน ผมรีบโทรหาประธานนิสิตในห้องที่ผมสอน เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง พร้อมกับนึกถึงประโยคที่อาจารย์ในภาควิชา ที่ผมชวนให้สมัครบล็อกของ Gotoknow แต่อาจารย์ท่านไม่ยอมสมัคร ท่านให้เหตุผลว่า

"Gotoknow เป็นเว็บที่ออกไปสู่โลกกว้าง การที่เราแสดงความคิด หรือเขียนอะไรออกไปซักอย่างมีคนที่มองเราอยู่ มองว่าเราคิดอย่างไร ทำอย่างไร แล้วยิ่งเป็นคนที่อยู่ในแวดวงวิชาการ เป็นอาจารย์ เป็นดอกเตอร์ คนยิ่งเชื่อคนยิ่งสนใจ แล้วถ้าเราทำอะไรที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นความคิดที่ไม่ได้ผ่านการกรอง แทนที่จะเป็นสิ่งที่ดี กลับจะกลายเป็นผลเสียมากกว่า"

           ผมเองไม่เคยคิดถึงในแง่นี้เลย กลับคิดว่า สิ่งที่เราบันทึกไป ไม่มีผิดไม่มีถูก ความคิดของคนมีหลายมุม มุมของเราอาจขัดแย้งกับความคิดของคนอื่น ผมเองมุ่งแต่การให้คนเขียนบันทึกออกมาโดยไม่ได้มาคิดถึงสิ่งที่บันทึก หรือสาระนั้นจะเป็นอย่างไร ไม่ได้คิดว่าบันทึกนั้นจะมาจากนักปราชญ์ หรือชาวนา แต่ถ้าบันทึกนั้น ตรงใจ หรือโดนใจ อาจเป็นบันทึกที่มีคุณค่ากับเรา หรือผู้อ่านคนนั้น

           ดังนั้น ตอนที่ผมใช้ gotoknow เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนจึงคิดแต่เพียงว่า Gotoknow เป็นเครื่องมือในการบันทึกของผู้เรียน และเป็นเครื่องแสดงร่องรอยให้เห็นความรู้และพัฒนาการทางการเรียนของผู้เรียน ว่า ณ วันเริ่มต้นเขาคิด เขาเขียน เข้าเข้าใจ เขาบันทึกไว้อย่างไร และ ณ วันสุดท้ายของการเรียน เขาคิด เขาเขียน เขาบันทึก เหมือน หรือแตกต่างจาก ณ วันเริ่มต้นอย่างไร และเมื่อเขาสำเร็จการศึกษาไปแล้ว เขาจะยังเห็น Gotoknow เป็นประโยชน์ต่อไปในการทำงาน และประสบการณ์ชีวิตของเขาหรือไม่ หรือเขาก็ทิ้ง gotoknow ที่เหมือนสมุดหนังสือ ที่เค้าทิ้งไว้หลังห้องเรียน เมื่อเขาสำเร็จการศึกษาไป