อ.หนึ่ง
ดร. รุจโรจน์ แก้วอุไร

อ.หนึ่ง


อาจารย์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
Username
rujroadk
สมาชิกเลขที่
974
เป็นสมาชิกเมื่อ
เข้าระบบเมื่อ
ประวัติย่อ

              มรว.หนึ่ง แม่เรียกว่า หนึ่ง เพราะเป็นลูกคนแรก มีน้องอีกสองคน พี่สาว หนึ่งคน แม่เป็นครูประชาบาล โรงเรียนบ้านหนองซ้ำซาก ใครเห็นชื่อโรงเรียนก็อดขำไม่ได้ ส่วนพ่อไม่ค่อยได้เจอหน้ากันบ่อยนัก เพราะเป็นสรรพสามิตปราบเหล้าเถื่อน อยู่ตามบ้านนอก ละหานทราย นางรอง

               ผมเกิดและโตมาโดยการเลี้ยงดูของแม่เป็นส่วนใหญ่ บ้านที่อยู่เป็นท้องนา การขับรถเข้าบ้านต้องอาศัยความสามารถขี่ไต่หัวคันนาเข้าบ้าน หลังจากที่จบโรงเรียนอนุบาล สมัยก่อนมีแค่ ป.4 ผมก็ต้องไปต่อประถมปลายที่โรงเรียนวัด ซึ่งเป็นโรงเรียนเทศบาลจนจบ ป.7 ณ ที่โรงเรียนนี้เอง ผมได้ฉายาว่าไอ้ผี ติดตัวมาจนถึง มอหก ที่โรงเรียนชลชาย ด้วยเกรดเฉลี่ยทะล่อทะแร่หนึ่งนิดๆ

               สมัยนั้นผมวาดฝันว่าจะเป็นนักเรียนนายเรือ แต่จำได้ว่าเพื่อนบอกว่าไปทำให้เครื่องแบบสีขาวเค้ามัวหมองเลย ผมก็เลยคิดว่าจะเรียนรามฯ แต่ก็ไปสอบเรียนต่อ ปวท.ทิ้งไว้ ปรากฏว่าติด เลยตัดสินใจว่าถ้าเรียนรามฯ คงใช้เวลา 8 ปีแน่ แต่ ปวท. สองปีจบมาก็น่าจะได้งานทำ แต่ปรากฏว่าสมัยนั้นไม่มีโรงงานที่ไหนเค้าอยากได้คนจบปวท. เงินเดือนต้องจ้างเท่า ปวส. แต่ความรู้ความสามารถไม่ต่างจาก ปวช. สุดท้ายผมตามพี่เร รุ่นพี่ที่เทคนิคไปสอบเรียนต่อสาขาเทคโนฯ ที่ มศว.บางแสน

                ไปเรียนทไวไล้ แต่ยังไม่มีงานทำก็เลยสอบเปลี่ยนมาเรียนภาคปกติ จากเดิมที่เคยเรียนแบบแย่มาก แต่หลังจากมาเรียนเทคนิค เพื่อนที่เคยให้ลอกข้อสอบไม่ตามมาเรียนด้วย เค้าแยกไปเรียน ABAC ทำให้ผมต้องเรียนรู้ รู้จักตนเองมากขึ้น จากที่เคยเป็นคนลอกเค้า ต้องทำหน้าที่ให้เค้าลอกแทน จากเกรดหนึ่งต้นๆ ผมจบปริญญาตรี ในระดับสามกว่า และเป็นคนเดียวในรุ่นที่มาสอบเรียนต่อโทได้ที่ประสานมิตร เรียนไป สอบบรรจุทิ้งไว้ได้ที่หมื่นกว่า

               จบโท ปุ๊บ ผมก็กราบลาหลวงตาที่วัดธาตุทองที่ให้ที่อยู่ที่กิน ไปเป็นครูบ้านนอกที่ บ้านขนาดมอญ ต.ตาตุม อ.สังขะ สุรินทร์ ชีวิตครูบ้านนอกที่นี่มันมาก แต่อยู่ได้แค่ 3-4 เดือน กรมสามัญที่สอบทิ้งไว้ก็เรียกถึงพอดี คนที่สอบได้ที่หนึ่งเค้าไปบรรจุแถวมัธยมชายแดน แต่ผมถูกเรียกเข้ากรุงเทพฯ มีแต่คนถามว่าใช้เส้นใคร ไม่มีเส้นใครหรอกครับ เส้นสอบได้ที่ไม่ดี เลยได้เข้ามาดูแลแม่ซึ่งช่วงนั้นแม่ป่วยเป็นมะเร็ง ตัวแบบติดพื้น มีญาติๆ กันมากระซิบว่าให้จองวัดไว้ได้แล้ว

               แต่ด้วยกำลังใจที่ลูก พ่อได้ย้ายเข้ามาอยู่ใกล้ๆ ทำให้แม่ฟื้นกลับมามีกำลังใจ ดีวันดีคืนอยู่มาสิบกว่าปีแล้ว ส่วนพ่อที่บอกว่าพ่อจะรับบำนาญ ให้แม่รับบำเน็จ เพราะอาจอยู่ไม่นานปรากฏว่าพ่อไปสวรรค์ ตั้งแต่ยังไม่ครบเกษียณเลย เฮ้อ! ชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ จะตายวันตายพรุ่ง อย่างไรก็ไม่รู้ 

              แต่อย่างไรก็ตามผมไม่ได้วางแผนไว้ว่าเค้าจะเรียกบรรจุ จึงไม่ได้ดึงเรื่องให้จบช้าไว้หน่อย จึงไม่ได้ปรับวุฒิ ปริญญาโท ผมจึงดิ้นรนหาลู่ทางที่จะสอบเปลี่ยนงานที่ได้ใช้วุฒิการศึกษา ตอนนั้นผมฝันอยากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย จำได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นอาจารย์ สองครั้ง ครั้งแรกที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา แต่คิดว่าเค้ามีตัวอยู่แล้วเลยไม่ได้ สุดท้ายพี่ตู๋ รุ่นพี่ที่เรียนปริญญาโท และเป็นศิษย์เก่าที่มศว.พิษณุโลก ได้ไปอยู่ใต้ ส่วนผมมาอยู่พิษณุโลกแทนพี่ตู๋

           ครั้งที่สองไปสมัครสอบเป็นอาจารย์วอคอสมัยนั้น เค้าบอกว่ามีตำแหน่งอยู่ที่ยะลา ผมเลยบอกกับเจ้าป๋องเพื่อนสนิทที่จบโท และยังไม่มีงานทำเหมือนกัน ไปสอบที่ สงขลาก็ตกมาด้วยกัน ว่าถ้าไปยะลาผมไม่แข่งด้วยละ เจ้าป๋องก็ฝีมือดี สอบได้อยู่ที่ยะลา จนป่านนี้คนอุดร ลงไปได้เมียคนอีสานเหมือนกันยังไม่ได้กลับขึ้นมาเลย ผมโทรไปหาตอนสถานการณ์ภาคใต้รุนแรง ก็จะถามเจ้าป๋องว่ายังมีชีวิตอยู่รึ

            ส่วนผมหลังจากเป็นครูที่ยานนาเวศวิทยาคมได้ 7 เดือน ก็มองหางานที่จะปรับวุฒิได้ สุดท้ายโรงเรียนสาธิต ที่มหาวิทยาลัยบูรพา เปิดรับอาจารย์ ผมก็ไปสมัคร มีคนสมัครมาก แต่ผมมีภาษีดีหน่อย คิดว่าอย่างไรเราต้องสอบได้แน่ เพราะผู้อำนวยการเป็นอาจารย์ที่สอนวิชากราฟิกผมเอง แฮะๆ ชีวิตนี้ผู้ใหญ่อุปถัมถ์ ตลอด

            ผมอยู่สาธิตได้ 3 ปี พี่ตุ้ม อ.สมพิศ อุดมศิลป์ ผอ.คนก่อนที่ผมจะย้าย ก็โกรธหาว่าผู้ชายอะไรไม่มีน้ำยาปล่อยให้ผู้หญิงดึงตัวมาอยู่พิษณุโลกได้ ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะทำงานอยู่ที่สาธิต ช่วยสอนที่ภาคเทคโนด้วย อยู่ตรงนั้น ส่วนใหญ่อยู่กับอาจารย์ เหมือนเราไม่ค่อยโต ในสายตาอาจารย์ที่มองเราเป็นเด็กๆ ก็เลยย้ายมาอยู่มอนอ

           มาอยู่ที่นี่ผมจำได้ว่ามีคนสอบอยู่ 27 คน เค้ารับสองคน คือผม กับ อาจารย์สุภาณี สองคนนี้เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือผิวดำทั้งคู่ ตอนสอบเข้ามีแต่คนเก่งๆ ทั้งนั้น  จำได้ว่าพี่โสภณ ที่เรียนรุ่นเดียวกันตอน ป.โท พี่เค้าจบคนแรกของรุ่น เรียนแค่ ปีครึ่ง ก็จบโท แถมได้เกรด 4 เต็ม  พี่เค้าก็มาสอบแข่งด้วย พี่เค้าเอา portfolio ผลงานมาเสนอเล่มเบ้อเริ่มเลย แต่ตอนนั้นอาจารย์ที่เกษียณ คืออาจารย์กมเลศ เป็นอาจารย์ที่สอนทางไฟฟ้า ทำให้ผมตรงจังหวะพอดี และที่สำคัญได้ความเมตตา จากลุงหมี คณบดี ถาวร สารวิทย์ด้วย ผู้ใหญ่อุปถัมถ์อีกแล้ว (อันนี้หมอดู ดูไว้ว่าชีวิตผมจะมีผู้ใหญ่คอยอุปถัมถ์ค้ำชูตลอด ผมเลยตัดสินใจเป็นไงเป็นกัน เลือกแต่งงานกับคนนี้แหละจะได้ค้ำ้ชูกันต่อไป) 

          เข้ามาทำงานได้แป๊บเดียว ผมก็ต้องช่วยลุงหมีทำงานในตำแหน่งบริหาร เป็นรองคณบดีฝ่ายวิชาการและกิจการนิสิต รู้เลยว่าที่เค้าพูดว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว เป็นผู้บริหารแล้วมิตรหายไปเป็นอย่างไร  ลึกซึ้งตอนนี้เอง แต่ก็เครียดได้ไม่นาน ผมก็สอบไปเรียนต่อได้ทำให้เหมือนยกภูเขาออกจากอก ลดความเครียดได้เยอะเลย

          ช่วงปี 2537 - 2543เป็นช่วงเวลาที่ผมไปเรียนต่อเอกที่ประสานมิตร โดยอ้อยภรรยาผมมาเรียนล่วงหน้าก่อนหนึ่งปี หลังจากที่แต่งงานได้สามเดือน จึงเป็นช่วงจังหวะที่เรายังไม่พร้อมมีลูก แต่หลังจากหมดครอสเวิร์คเราก็วางแผนมีลูกกัน น้องจาวา เกิดมาในช่วงที่อ้อยกำลังรีบเร่งทำวิทยานิพนธ์ ส่วนน้องจาเป่าห่างกัน 2 ปี อยู่ในท้องช่วงที่อ้อยกำลังรับปริญญาพอดี

       ไปๆ กลับๆ ระหว่างประสานมิตรกับที่ทำงาน ช่วงนี้เองที่ผมตัดสินใจเลือกรับตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ทำได้สมัยเดียว อาจารย์ในภาคฯ ครึ่งหนึ่งบอกว่าพอเถอะ ผมก็จึงกลับไปสอนแต่ประการเดียว แต่อยู่ได้ไม่นานนัก ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด คุณสุเพ็ญ ทาเกิด ก็มาชวนให้มาช่วยทำงานที่สำนักหอสมุด ทางด้านงานวิชาการ

          ณ ที่นี่ ผมได้พบโลกใหม่ที่น่าเรียนรู้อีกโลกหนึ่ง โลกที่ผมเคยมองว่า ห้องสมุดไม่ค่อยมีอะไรก้าวหน้า อยากให้ห้องสมุดทันสมัย แต่ ณ วันนี้เป็นวันที่ผมยืนอยู่ในมุมมองของผู้ให้บริการบ้าง ทำให้ผมพบอะไรหลายๆ อย่างที่เป็นบทเรียนของชีวิตในห้องสมุดแห่งนี้

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี