ไม่ควรที่รัฐบาลจะทุ่มงบประมาณลงไปในเรื่องนี้เพราะมันจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการค้าสงครามขึ้น แต่ควรเน้นการสร้างความเป็นธรรมในคนในชายแดนภาคใต้

        เมื่อวานนี้แหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เดินทางไปสนามบินภูเก็ต ขึ้นเครื่องไปร่วมงานสัมมนา การเมืองต้องนำการทหาร : ทิศทางแก้ปัญหาถภาคใต้สู่ความยั่งยืน ได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ว่าจะให้ผมเป็นพิธีกร และจะให้ผมเกริ่นนำเรื่องการทำงานของคณะกรรมการยกร่างรายงาน ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องของผู้อภิปราย ผมก็รับปากเพราะมันของกล้วยๆ

        พอไปถึงโรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนแวนชั่น น้องเขามาบอกว่าให้พี่เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย อ้าว...ถ้าบอกตั้งแต่ตอนอยู่ภูเก็ตจะได้เตรียมตัวเพื่อดำเนินการอภิปรายให้ออกรสชาติ เพราะเอกสารดีๆที่คัดแยกไว้อยู่ที่บ้าน จะหาใหม่มาทบทวนก็ไม่ทันแล้วเพราะ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ท่านขึ้นเวทีแล้วรายการต่อไปก็ถึงพวกเราต้องนำเสนอ ไม่เป็นไรถึงไหนถึงกันก็พอรู้อยู่บ้างแหละน่า...ไม่ถึงขนาดตกเวทีกลิ้งลงมาแน่..อิอิ

          ผมได้ฟังท่านพูดบ้างไม่ได้ฟังบ้างเพราะหูหนึ่งฟังท่าน อีกหูต้องฟังสิ่งที่เขาต้องการให้ผมพูดบนเวที อิอิ เอาเป็นว่าผมจับใจความได้ว่าท่านเห็นว่าการเมืองยังไม่นิ่ง จึงทำให้การทำงานร่วมกับทหารด้อยประสิทธิภาพ และงานด้านทหารก็มีความสำคัญในการสนองตอบงานการเมือง และไม่ควรที่รัฐบาลจะทุ่มงบประมาณลงไปในเรื่องนี้เพราะมันจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการค้าสงครามขึ้น แต่ควรเน้นการสร้างความเป็นธรรมในคนในชายแดนภาคใต้ และเสนอแนะให้ทหารหันกลับไปดูนโยบาย ๖๖/๒๓ สมัย ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ท่านได้ดูข้อเสนอของพวกเราและกล่าวสนับสนุนว่า

        ๑.ต้องสร้างจินตนาการใหม่ว่าเมืองไทยมีความหลากหลาย จึงต้องสร้างสันติบนความหลากหลายของคนทุกเชื้อชาติศาสนา

        ๒.ต้องกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

        ๓.ต้องสร้างความเชื่อมั่นว่ามีความยุติธรรมจริง

        ๔.ด้านเศรษฐกิจให้ปัตตานีเป็นศูนย์อาหารฮาลาลเพื่อสร้างอาชีพแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งน่าจะส่งผลคลี่คลายความขัดแย้งได้ส่วนหนึ่ง

        ๕.ให้ปัตตานีเป็นศูนย์กลางศึกษาอิสลามของโลก เพื่อให้คนในพื้นที่ภูมิใจในอัตลักษณ์

        หลังจากศาสตราจารย์ประเวศ วะสี กล่าวสนับสนุนให้รัฐนำสี่หัวข้อหลักที่พวกเรานำเสนอขับเคลื่อนให้ได้แล้ว ก็เป็นหน้าที่ลุงเอก(พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ) ได้พูดถึงกรอบคิดและทิศทางของข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ต่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ด้วยสันติวิธี  ลุงเอกได้เน้นเรื่องการเมืองนำการทหารให้เน้นงานการเมืองในเชิงรุกและยังเห็นว่าที่ผ่านมาการแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้ใช้การเมืองนำการทหารอย่างแท้จริง

จากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเรานำเสนอ ซึ่งทำได้ค่อนข้างดีไม่อยากคุย...อิอิ เพราะฟังจากการตอบรับหลังจากลงจากเวที แต่เวลาค่อนข้างจำกัดเหลือเกิน ลุงเอกจะให้พูดเพียงคนละ ๕ นาที ผมว่ามันจะอึดอัดเกินไปสำหรับผู้อยู่บนเวที แค่บังยุบ(มูฮำมัดอายุบ ปาทาน)เพื่อนเราคนเดียวก็ฟาดเข้าไปถึง ๑๕ นาที แต่ผมจับอารมณ์ผู้ฟังมันไปกับบังยุบเลยแกล้งปล่อยเวลาให้บังยุบอัดเรื่อง การใช้การเมืองเชิงรุกนำการทหารเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เสียดายที่คู่หู(พี่ประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ) ไม่มา ไม่งั้นมันกว่านี้ เพราะอายุบสรุปภาพชัดเลยว่าปัญหาภาคใต้มาจากเรื่องแบ่งแยกดินแดนเป็นเรื่องหลัก เพราะในเชิงวิชาการมันมีพฤติกรรมต่างๆที่ตรงตามทฤษฎี  และยังเห็นงานด้านการทหารเป็นความต่อเนื่องของงานการเมืองซึ่งเห็นว่างานการเมืองเป็นงานที่ต้องต่อสู้ทางความคิดและเห็นว่าภาครัฐยังตามไม่ทันที่บอกว่าการเมืองนำการทหารนั้นยังมองไม่เห็น และเห็นว่าภาครัฐยังสะเปะสะปะ  จริงๆแล้วรัฐจะต้องเป็นฝ่ายรุกทางการเมืองตลอดเวลา แล้วตามด้วยการทหาร และงานการทหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่องานการเมืองก็จะกลายเป็นผลงานของฝ่ายขบวนการไป

        ต่อจากนั้น รศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ในฐานะนักศึกษา สสสส.๑ ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการยกร่างรายงานฯ) ก็มาพูดให้ฟังเรื่อง Peace talk ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเราจะต้องขับเคลื่อนให้มีการเปิดพื้นที่ในการพูดคุยอย่างสันติ ซึ่งเรื่องการทำ Peace Talk พวกเราบางส่วนได้ยกโขยงไปที่ตรังกานู ไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีความเห็นต่างจากรัฐมาบ้างแล้ว

        ถัดจากนั้น รศ.เสาวนีย์ จิตต์หมวด อดีตกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (ในฐานะนักศึกษา สสสส.๑) ก็มาพูดให้ฟังในหัวข้อการสร้างพลังประชาชนทุกภาคส่วน/วัฒนธรรมในรูปเครือข่ายสันติภาพชายแดนใต้ ว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่คนในสังคมต้องช่วยกันเพื่อให้เกิดพลังในการสร้างสันติภาพให้กลับคืนมาให้ได้

        จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของคุณอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ (ในฐานะนักศึกษา สสสส.๑)ได้พูดถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม/กลุ่มพลังวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนก็มักเกิดปัญหากับเจ้าพนักงานของรัฐที่มองกลุ่มพลังเหล่านี้ว่ามาสร้างความยุ่งยาก

        คุณปองจิต สรรพคุณ ผอ.ฝ่ายละครชุมชนมูลนิธิสื่อชาวบ้าน(มะขามป้อม) (ในฐานะนักศึกษา สสสส.๑)มาพูดให้ฟังถึงการสื่อสารสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม ว่าเพราะการสื่อสารของเราเข้าไม่ถึงชาวบ้านหรือเปล่า ทำไมเราไม่สร้างสื่อที่พูดถึงสิ่งดีๆของทั้งฝ่ายภาครัฐ และฝ่ายชาวบ้านในพื้นที่บ้าง แทนที่จะนำเสนอแต่ภาพการสูญเสีย(ยังมีต่อ)