ทำไมเราพูดกับคนต่างวัยไม่รู้เรื่องในช่วงโควิด? 

ตอบ: เพราะส่วนหน้าของสมองกลีบหน้าผากสื่อสารความรู้อย่างมีสติและต้องการความรักความเข้าใจแตกต่างกันในแต่ละวัย อ้างอิงคลิกที่นี่

Gen X อายุ 41-56 ปี พยายามเลียนแบบ Gen ฺBB (ก่อน 75 ปี) ผู้สืบทอดจาก Gen Builders (หลัง 75 ปี) ในเรื่อง "ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นสูงแต่มั่นคงทางอารมณ์แค่ 17% โดยทำหลายอย่างเพื่อส่วนรวมด้วยความอดทนและอดออม แต่ร่างกายจะเสื่อมถอยเร็วเพราะคิดอดีตคิดวนย้ำคิดย้ำทำ กล้าแสดงออกสูงแบบตัดสินถูกผิดผู้อื่นเยอะเกินไปถึง 69% ทำให้สะสมความเครียดภายในตัวเองในช่วงโควิด ห่วงเศรษฐกิจครอบครัว ต้องการความมั่นคงทางสังคม 38%

Gen Y อายุ 25-40 ปี พยายามเลียนแบบเฉพาะข้อดีและปรับปรุงข้อเสียของ Gen X ในเรื่อง ประหยัดเพื่อความมั่นคงทางการเงินสูง 37% และทางสังคม 27% มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นที่อารมณ์มั่นคง 22% ทำให้ต้องการคนช่วยทันทีเพราะวิตกกังวลตลอดเวลาถึง 44% ในช่วงโควิด ไม่อยากบ้างานแบบ Gen X ต้องการพบผู้เชี่ยวชาญสุขภาพจิตให้ใช้ชีวิตสมดุลถึง 50% และยังคงเผชิญความจริงกับมาตราฐานสูงของ Gen X+BB ทำให้ลาออกจากงานภายใน 2 ปี

Gen Z อายุ 9-24 ปี อ่อนไหว อ่อนหัด ทำทีละอย่างเพื่อความเป็นส่วนตัวสูง ชอบพูด "อย่ากังวล มีความสุขนะ" ชอบวิเคราะห์สุขภาพจิตของตนเองและต้องการพบผู้เชี่ยวชาญสุขภาพจิตให้แก้ปัญหาชีวิตแบบ Teamwork ได้ถึง 54% ชอบใช้อารมณ์ขันกลบเกลื่อนความกังวลที่มีอยู่ ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ Gen X ว่าเป็นต้นแบบในการจัดการความเครียดภายใจตัวเองแค่ไหน ในช่วงโควิดมีความต้องการคนช่วยทันทีเพราะวิตกกังวลตลอดเวลาถึง 48%

ทำอย่างไรเราจะฝึกเทคนิคการเรียนรู้ให้เข้าใจและแก้ปัญหาชีวิตได้จริง?

ตอบ: เราควรฝึกส่วนหน้าของสมองกลีบหน้าผากให้สื่อสารทดสอบว่า "ความสามารถที่แท้จริงของเราคืออะไรและจะพัฒนาความสามารถสูงสุดได้อย่างไร" อ้างอิงคลิกที่นี่ และด้วยประสบการณ์ทางคลินิกกิจกรรมบำบัดจิตสังคม จะขอแนะนำในแต่ละช่วงวัยดังนี้

Gen X + ฺฺBB ฝึกเปลี่ยนสิ่งที่เห็นเป็นคำพูด ป้องกันหลงลืม เล่นกีฬาเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ในการสื่อสารจากความชอบทำงานลุยเดียวเป็นทำงานเป็นทีมบ้าง สมองอ่อนล้าเพราะสะสมความรู้ที่ไม่เป็นประโยชน์มากเกินไป ลดการสอนความรู้ให้วัยอื่น ๆ เยอะเกินไป ที่สำคัญไม่มีใครฟัง จงเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจคนเดียวเป็นการยอมรับในความรักความเข้าใจในผู้อื่นบ้าง จงขยันเรียนรู้ Project Based Learning 

Gen Y ฝึกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ เพราะถ้ามัวใช้เวลาย้ำคิดจะยิ่งคิดลบและชอบวิเคราะห์คนอื่นมากกว่าการมองข้อดีแล้วไม่ลงมือปรับปรุงข้อด้อยของตัวเอง แนะนำกิจกรรมฝึกสมองที่ดีต่อใจ คลิกที่นี่

จากกรณีศึกษาอารมณ์สองขั้วแบบซึมเศร้ามา 2 ปี งดยาเองไป 6 เดือน ได้รับกิจกรรมบำบัดจิตสังคมเพื่อดูความก้าวหน้าของการปรับความคิดบวกใน 21 วัน ดังนี้

1. ยืนหรือนั่งลืมตาเคาะตรงระหว่างคุย พูดหยุดคิด นับ 30 ไปเรื่อยๆช้าๆ จนถึง หยุดคิด นับ 1 พูดออกเสียงให้น้องได้ยิน เรียนรู้การเคาะอารมณ์ที่นี่
2. วางสมุดบันทึกแนวนอน ใช้มือซ้ายเขียน ชื่อเล่น ตัวบรรจง ต่อด้วยมือขวา คัดชื่อเหมือนกัน มามือซ้ายเขียนคำถาม เรากำลังคิดอะไร มามือขวาเขียนคำตอบ ไม่มี หรือ เขียนความคิดดีๆ 1 ข้อ มามือซ้ายเขียนโจทย์ จะทำความคิดดีอย่างไร มือขวาใส่คำตอบ ไม่มี หรือ เขียนขั้นตอนทำดี สามข้อ

3. ก่อนนอน 7 นาที ฟังเสียงคลื่นสมองคลายกังวล หรือ ความเศร้า หรือ อื่น ใน app เสียงยิ้ม

Gen Z ฝึก Problem Based Learningเพิ่มทักษะอ่อนโยนในการเปิดใจให้ยอมรับผู้อื่นบ้างเพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย โมโหง่าย สมองอารมณ์ใช้ได้ไม่เต็มที่ จงเปลี่ยนความรู้เป็นความรัก รับฟัง คิดบวก ถามดี เขียนอ่าน จงเปลี่ยนความรักเป็นความดี รู้ใจตน อ่านใจคน มีน้ำใจ แนะนำกิจกรรมฝึกคลื่นสมองข้างล่าง 


นวัตกรรมที่แนะนำให้ทุกวัยลองฝึกคือ "โปรแกรมเสียงบำบัดด้วยตนเองใน 7 วัน" คลิกที่นี่ และถ้าอยากเรียนรู้กลไกการทำงานของคลื่นสมองสงบ อ่านที่นี่ ซึ่งได้พัฒนามาจากงานวิจัยกิจกรรมบำบัดจิตสังคมกับการวัดคลื่นสมอง

ก่อนอื่น เชิญชวนทุกท่านได้ใช้แอพ 4voices นวัตกรรมเสียงบำบัด จากนักกิจกรรมบำบัด ประเมินการปรับชีวิตคิดบวกสำหรับคนไทย โหลดฟรีที่ App Store ของคุณ อ่านข่าวได้ที่นี่ และสามารถคลิกเรียนรู้ได้จาก Demo ที่นี่  ซึ่งสรุปใน Salika ได้ดีงามถึงบทบาทใหม่ของนักกิจกรรมบำบัดไทย

สุดท้ายไม่ว่าวัยใดๆ จะเริ่มฝึกก่อนหรือหลังวัยที่มีวุฒิภาวะของสมองคือ 30 ปี บางท่านสามารถมีวุฒิภาวะก่อนวัยที่ 20-25 ปี ขึ้นอยู่กับว่า "ท่านมีการฝึกสื่อการรักษาทางกิจกรรมบำบัดที่สำคัญประการแรกคือ Therapeutic Use of Self-Conscious มากน้อยแค่ไหนใน 10 ปีก่อนหน้านี้" ยิ่งฝึกยิ่งมีจิตอิสระคิดปล่อยวาง "Thinking errors" เพื่อส่งเสริมสุขภาวะจิตสังคมดังรูปภาพข้างล่าง

ปล. สำหรับการทดสอบนศ.กิจกรรมบำบัดชั้นปี 2 เก็บ 10% ให้เข้าไปบันทึกเสียงในแอพ 4voices แล้วประเมินความคิดบวกของตนเองว่าได้กี่ % แล้วลองเทียบกับ % ที่อ.ป๊อปอีเมล์ตอบกลับ พร้อมแสดงความคิดเห็นว่า จะเพิ่มความคิดบวกของตนเองอย่างไรในทางกิจกรรมบำบัด ในกล่องความคิดเห็นของบันทึกนี้นะครับผม