ผมชอบปั่นจักรยานครับ ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ผมก็จะปั่นไปไกลในระยะประมาณข้ามอำเภอทีเดียวครับ

การชอบปั่นจักรยานนี่มีข้อดีอย่างหนึ่งคือการได้เห็นสิ่งต่างๆ ในพื้นที่ที่เราปั่นไปถึงในความเร็วประมาณ 20-40 กม./ชม. ซึ่งเปิดโอกาสให้เราได้มีโอกาสได้ใช้ความคิดพิจารณาสิ่งต่างๆ ในสภาพที่เป็นจริงไม่ต้องด่วนตัดสินหรือเชื่อในข้อมูลที่เราไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมจะมีความสุขในการได้เห็นเสมอคือโรงเรียนในชนบท ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนวัด

โรงเรียนเหล่านี้จะมีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ มีเนื้อที่ที่เดาด้วยตาน่าจะประมาณ 2-6 ไร่ โดยอยู่ติดกับวัด และทุกโรงเรียนจะมีลักษณะคล้ายๆ กัน คือกลางโรงเรียนจะมีสนามฟุตบอล แล้วรอบล้อมด้วยโรงเรือนที่เป็นห้องเรียนขนาดชั้นเดียวหรือสองชั้น

รอบโรงเรียนจะเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มแต่ไม่รก และเมื่อมองพ้นกำแพงโรงเรียนก็จะเจอต้นไม้อีกเช่นกัน บ้างก็เป็นสวนของชาวบ้าน บ้างก็เป็นต้นไม้ใหญ่ของวัด และถ้ามองในภาพกว้างก็จะเห็นว่าโรงเรียนจะถูกโอบล้อมด้วยภูเขา เรียกว่าถ้ายืนอยู่ในสนามฟุตบอลแล้วมองออกไปรอบตัวก็จะเห็นภูเขาที่มีต้นไม้เขียวอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลรอบตัวทีเดียว

พื้นที่ที่ผมอยู่คือภาคใต้ ดังนั้นภูเขาเชียวชอุ่มที่เห็นอยู่ไกลๆ นั้นเป็นสีเขียวจากต้นยางพาราเกือบทั้งหมด แต่อย่างไรก็ยังเป็นสีเขียวของธรรมชาติครับ

โรงเรียนหลายๆ โรงเรียนที่ผมได้ปั่นจักรยานไปถึงและบางครั้งก็ได้พักกินน้ำนั้นอยู่ติดกับลำธารเล็กๆ อีกต่างหากครับ ในช่วงเย็นหรือวันหยุดที่ผมปั่นไปนั้นบางที่ได้ยินเสียงน้ำจากลำธารมาถึงในโรงเรียนทีเดียว

สภาวะแวดล้อมของโรงเรียนเหล่านี้สวยงามมากทีเดียว เหมือนเป็นสวรรค์เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนในเมืองที่เต็มไปด้วยรถราจอแจวุ่นวาย

ผมนึกเสมอและบางครั้งพูดออกมาดังๆ กับเพื่อนที่ปั่นจักรยานไปด้วยกันว่า "อยากให้เจ้าต้นไม้มาเรียนโรงเรียนนี้จัง" เพราะเด็กในวัยที่กำลังจะเจริญเติบโตนั้น ถ้าได้เติบโตโดยห้อมล้อมด้วยธรรมชาติย่อมมีสุขภาวะทางกายและใจที่ดีกว่าเด็กที่เติบโตท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองใหญ่แน่นอน

แต่ผมก็คงไม่กล้าที่จะให้เจ้าต้นไม้มาเรียนจริงๆ เพราะยังกังวลเรื่องคุณภาพการศึกษา

ไม่ได้บอกว่าคุณครูในโรงเรียนเหล่านี้สอนไม่ดีนะครับ แต่หลักสูตรกลางและเครื่องไม้เครื่องมือในการสอนเพื่อพัฒนาความรู้ของเด็กในโรงเรียนเหล่านี้ย่อมมีความพร้อมน้อยกว่าโรงเรียนใหญ่ในเมืองแน่

ในยุคที่การแข่งขันของมนุษย์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การติดอาวุธทางความรู้ให้แก่ลูกดูเหมือนจะเป็นทางออกทางเดียวในการสร้างความมั่นใจว่าลูกของเราจะมีชีวิตอยู่รอดได้ในโลกที่แก่งแย่งทรัพยากรเพื่อการดำรงชีวิตอย่างที่เราอยู่กันนี้

น่าเสียดายที่เจ้าต้นไม้จะไม่ได้เรียนโรงเรียนวัด แต่จะต้องไปทนทุกข์อยู่ในห้องแอร์ในเมืองเพียงเพื่อเรียนวิชาเอาตัวรอดในสังคมมนุษย์

แต่ถ้าปี ค.ศ.2020 (หรือ พ.ศ.2563) นั้นไม่แน่ครับ มีโอกาสเป็นไปได้ถ้ารัฐบาลไทยดำเนินนโยบายด้านการศึกษาถูกทางและใช้ทรัพยากรทางเทคโนโลยีได้อย่างถูกต้อง

โรงเรียนวัดทั่วประเทศไทยมีความพร้อมเรื่องสถานที่อย่างสูงอยู่แล้ว ขาดก็แต่ทรัพยากรในการเรียนการสอนที่มีคุณภาพเท่านั้นเอง

ซึ่งปัญหานี้แก้ได้ไม่ยากเพราะในวันนี้เรากำลังพูดถึง flipped classroom หรือห้องเรียนที่จะกลับหัวกลับหางในศตวรรษที่ 21 เพราะเราจะไม่ต้องการ "การสอน" แบบบอกให้ฟังแล้วจดตามอีกต่อไป ว่าง่ายๆ คือห้องเรียนจะได้เปลี่ยนจาก "ห้องสอน" มาเป็น "ห้องเรียน" ตามคำศัพท์จริงๆ เสียที

ในขั้นแรกนั้นเราต้องแยกกลุ่มระหว่าง "ผู้สอน" กับ "ครู" ออกจากกันให้ได้ก่อน เพราะใน 21st century คนสองกลุ่มนี้จะทำหน้าที่ต่างกัน

"ผู้สอน" คือผู้ที่มีหน้าที่สร้างเนื้อหาหรือเป็น lecturer นั่นเอง และสำหรับเด็กๆ แล้ว คลิปวิดีโอสั้นๆ ในหน่วยของเนื้อหา (content unit) เดียว ความยาวประมาณ 10-15 นาทีจะดีที่สุดเพราะเด็กจะยังไม่หลุดจากความสนใจในเนื้อหานั้น

ส่วน "ครู" คือนักกิจกรรมที่สร้างสรรค์ "edutainment" (education + entertainment) หรือผู้อำนวยการให้เกิดความสนุกในห้องเรียนเพื่อนำพาผู้เรียนให้เข้าถึงเนื้อหาเหล่านั้นไปด้วยกัน

จะเห็นได้ว่าคนสองกลุ่มนี้แตกต่างกันและต้องการคุณสมบัติที่ต่างกันอย่างมาก

และข่าวดีสำหรับพวกเราทุกคน เพราะเชื่อไหมครับ "ผู้สอน" นั้นไม่ต้องสร้างไม่ต้องลงทุน เรามีอยู่เต็มประเทศไทยไปหมด ก็พวกเราทุกคนไงครับ เราทุกคนสามารถเป็นผู้สอนได้ และเป็นผู้สอนได้ดีกว่าครูในปัจจุบันเสียอีกเพราะเราอยู่กับเนื้อหาในการทำงานในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว

เอาแค่เรื่องคณิตศาสตร์ระดับประถม ผมเชื่อว่าคุณครูในห้องเรียนในปัจจุบันก็มีวิธีสอนแม้จะดีอย่างไรก็แค่ไม่กี่วิธี แต่คนไทยทั้งประเทศถ้าช่วยกันสอนคนละแบบสองแบบ ซึ่งอาจจะนอกกรอบสุดๆ ไปเลยก็ได้ เราจะได้ "การเข้าถึงเนื้อหา" สารพัดรูปแบบ ซึ่งเด็กแต่ละคนอาจจะเรียนรู้วิธีในการเข้าถึงเนื้อหาที่ต่างกัน หากมีตัวเลือกมากๆ แล้ว น่าจะมีที่ตรงกับเขาสักอัน

ผมเองยังวางแผนจะทำวิดีโอสอนคณิตศาสตร์เจ้าต้นไม้แล้วพลอยเผื่อแผ่คนอื่นๆ ด้วย วิธีที่ผมคิดนั้นน่าจะไม่เหมือนกับที่โรงเรียนสอนครับ พวกเราแต่ละคนก็ย่อมจะมีวิธีที่แตกต่างกันซึ่งไม่เหมือนกับผมแน่นอนใช่ไหมครับ ถ้าช่วยคนละแบบสองแบบ วิธีการเพื่อให้ได้คำตอบเดียวจะมีหลากหลายคำอธิบายมากทีเดียวครับ

เทคนิคนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า "wisdom of the crowd" แปลว่า ปัญหาอะไรก็ตามถ้าช่วยกันคิดหลายๆ คนแล้วมันย่อมมีทางออกที่ดีที่สุดเกิดขึ้นเสมอ (ยกเว้นเรื่องการเมืองนะครับ ไม่ได้พูดเล่น แต่เป็นข้อจำกัดของเทคนิคนี้จริงๆ) ในเรื่องการศึกษาโดยเฉพาะเรื่องการถ่ายทอดความรู้นั้น "wisdom of the crowd" ได้ผลดีมากครับ

ส่วนคุณครูนั้นจะเป็นอาชีพเฉพาะที่มีทักษะเฉพาะ ไม่ใช่ในฐานะ "ผู้สอน" แต่เป็น "คุณอำนวย" (facilitator) เป็นโค้ช หรือเป็นคนประสานงานที่จะทำให้การเรียนบรรลุผลไปได้

ผมเดาว่าถ้าจะทำอย่างนี้เรียกว่าต้องรื้อหลักสูตรครูกันใหม่หมดทีเดียวครับ

สรุปว่าเพื่อให้โรงเรียนวัดเป็นที่เรียนที่ดีกว่าโรงเรียนในเมือง เราต้องทำให้ห้องเรียนในโรงเรียนเหล่านี้เป็น "flipped classroom" เสียให้หมด และสิ่งที่ต้องทำแยกออกเป็นส่วนใหญ่ๆ สองส่วน

ส่วนแรกคือการสร้างเนื้อหา กระทรวงศึกษาฯ ควรมี "ภาพใหญ่ของเนื้อหา" และสนับสนุนให้คนไทยช่วยกันสร้างเนื้อหาที่อยู่ในภาพใหญ่นั้น "ภาพใหญ่" นี้เปรียบแล้วก็เหมือนแผนที่ดาวเทียมนะครับ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องละเอียดเพราะจะเป็นการจำกัดเนื้อหาดีๆ ที่จะเกิดขึ้น แต่เป็นภาพที่ช่วยชี้ทางให้แก่ผู้สร้างเนื้อหาว่าจะไปในทิศทางไหนครับ

ตอนนี้เราจะมี tablet นับล้านเครื่องให้นักเรียน ป.1 ที่มาจากภาครัฐเพื่อเป็น "เครื่องรับ" ของเนื้อหาเหล่านี้ แต่ที่จริงแล้วเรายังจะมีอีกหลายล้านเครื่องที่ไม่ได้มาจากภาครัฐแต่มาจากการซื้อหาของผู้ปกครองเองในเวลาอีกไม่นานนี้ เพราะภายในห้าถึงสิบปีนี้ tablet จะกลายเป็นอุปกรณ์การศึกษา "ปกติ" ของคนในโลกนี้ครับ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองไทย แต่เป็นเรื่องพัฒนาการด้านเครื่องมือทางการศึกษาของโลกครับ

ดังนั้นในตอนนี้สิ่งที่เราขาดอยู่ก็คือเนื้อหา ซึ่งเราจะต้องสนับสนุนในการสร้างกันต่อไป ซึ่งการสร้างจากภาครัฐหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งนั้น อย่างเก่งที่สุดก็ได้แค่เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะในเรื่องการศึกษาแล้ว "wisdom of the crowd" คือวิธีการด้านการศึกษาที่ที่ได้ผลใช้กันมาตลอดตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและเชื่อว่าจะต่อไปในอนาคตด้วยครับ

ในส่วนที่สองคือการสร้าง "ครูแบบใหม่" เพื่อรองรับ flipped classroom ครับ

ในเรื่องนี้ผมไม่มีความรู้ที่จะวิเคราะห์ได้ว่าควรจะทำเช่นไร แต่ผมเชื่อว่าคงต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการสร้างกันขนานใหญ่ทีเดียว หลักสูตรครูในปัจจุบันใช้ไม่ได้แน่นอน และนี่คือเรื่องท้าทายนักวิชาการด้านการศึกษาที่จะต้องช่วยกันคิดกันต่อไปครับ

อีกปีกว่าๆ เจ้าต้นไม้ก็จะเข้า ป.1 แล้ว คงไม่ทันเรียนใน flipped classroom ในโรงเรียนวัดอย่างที่ผมฝันนี้ แต่ผมคาดหวังที่จะได้เห็นลูกของเจ้าต้นไม้ได้เรียนในโรงเรียนวัดที่โอบล้อมด้วยภูเขาเขียวชอุ่มครับ และถ้าเราฝันเช่นนั้นเหมือนๆ กัน ก็คงต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือนะครับ