พลิกบ่อกุ้งร้างมาปลูกแก้วมังกัง เก็บเกี่ยวผลผลิต 600 ลูก ขายได้ 40,000 บาท ไม่รวมผลผลิตเกษตรอื่นๆ ที่ได้จากเอาทฤษฎีใหม่ของในหลวงมาดัดแปลง

ในพื้นที่นากุ้ง เขต ต.ท่าพญา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตน้ำจืดเพราะอยู่ใกล้กับประตูระยายน้ำอุทกวิภาคประสิทธิ์ที่ใช้กั้นน้ำเค็ม น้ำจืด และน้ำเปรี้ยว ได้รับค่าชดเชยไร่ละ 9,000 บาท แลกกลับปล่อยพื้นที่เป็นเคยเป็นเหมือนเหมืองทองให้รกร้าง จากเศรษฐีนากุ้ง กลายสภาพเป็น "คนเคยรวย" ในชั่วพริบตา

จากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง คุณประยูร เจริญขุน ทายาทรุ่น 2 พลิกวิกฤติเป็นโอกาสพยายามใช้พื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์ ด้วยการปลูกแก้วมังกรแบบปลอดสารพิษ พร้อมไปกับขยายฐานคิดจากทฤษฎีใหม่ 30-30-40 นำมาปรับใช้ในพื้นที่ 5 ไร่ แน่นอนว่าในจุดเริ่มต้น มีหลายคนที่มองเขาว่าเป็น "คนบ้า"

บ่าวสวนแก้วมังกรไร้สารพิษ อันเป็นฉายาที่คุณประยูร เรียกตัวเอง มีความภูมิใจที่จะให้ความรู้กับเครือข่ายที่เข้ามาศึกษาดูงาน ในกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงการสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก 6) สสส.  เล่าถึงวิธีปลูกแก้วมังกรที่ฟังแล้วง่ายมากว่า เอาเสาหินมาปักลงในดินแล้วใช้แก้วมังกรปักรอบๆ 3-4 กิ่ง ก็จะขึ้นพันรอบเสาเติบโตเก็บเกี่ยวได้ ขนาดมาตรฐานของสวนนี้ก็คือลูกละ 7-8 ขีด ขายได้โลละ 60-100 บาทเลยทีเดียว

การเลี้ยงแก้วมังกรต้องการแดด 100% แต่ละกอจะอุ้มน้ำได้ถึงกอละ 5 กก. ดูแลด้วยปุ๋ยคอกส่วนแก้วมังกรที่ปลูกไว้จะเก็บเกี่ยวทุกๆ 20 วัน(สามารถไว้ที่ต้นได้นาน) ระยะเวลาตั้งแต่การออกดอก - เก็บเกี่ยว ประมาณ 45 วัน เพราะที่สวนจะเก็บก็ต่อเมื่อผลแก่เต็มที่จะทะยอยเก็บไม่เก็บเป็นรอบครับจะทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพและเมื่อเก็บผลแก้วมังกรจะเก็บไว้ได้นานถึง 20 วัน  ราคาหน้าสวน กิโลกรัมละ 60 บาท ขนาดผลน้ำหนักตั้งแต่ 0.7 - 1.2 กิโลกรัม(แต่ใครอยากหม่ำต้องจองล่วงหน้านะจ๊ะ ไม่ได้ง่ายๆ นะขอบอก)

ในระยะแรกที่บ่าวสวนแก้วมังกรไร้สารพิษมาฟื้นฟูบ่อกุ้งร้าง ได้เริ่มต้นจากขุดบ่อกุ้งให้ลึกลงไปอีกเป็นประมาณ 3 เมตร แบ่งบ่อกุ้งออกเป็น 4 บ่อ มีพื้นที่เพาะปลูกตรงกลาง (เหมือนกากบาท) เจตนาเพื่อกักเก็บน้ำจืดไว้ใช้ในสวน ด้วยน้ำธรรมชาติใกล้เคียงเป็นน้ำเค็ม จากนั้นจึงเพิ่มพื้นที่ปลูกต้นไม้ตามคันนากุ้งกว้างประมาณ 3-4 เมตร แล้วเริ่มปักเสาหินในบริเวณคันนากุ้ง จากนั้นก็จะปลูกพืชอื่นแซมเข้าไปอีกอาทิ กล้วยน้ำว้า ละมุด ขนุน มะพร้าว มะละกอ ฝรั่ง ฯลฯ และผลิตภัณฑ์เด่นที่สร้างรายได้คือ Lime หรือ มะนาวยักษ์ (จะเล่าให้ฟในอีกเรื่องละกัน)

ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์เกษตรบนบ่อกุ้งร้าง นอกจากจะมีพืชกว่า 50 ชนิดแล้วยังได้เลี้ยงปลาไว้เป็นรายได้เสริม (ปลาจาระเม็ดน้ำจืด ปลาสวาย ปลากดุก ปลานิล) และเลี้ยงหมูหลุมเพื่อนำมูลมาไว้สำหรับใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์อีกด้วย สำหรับเขตแนวพื้นที่ก็ปลูกขนุนและมะพร้าวกั้น

ส่วน "ฝรั่ง" เป็นหมัดเด็ดที่บ่าวสวนแก้วมังกรใช้ล่อแมลงไม่ให้มาใกล้กับพืชหลักอย่างแก้วมังกรและมะนาวยักษ์หรือมะนาวพิมพร

รายได้จากการพลิกบ่อกุ้งร้างมาเป็นสวนแก้วมังกรแบบผสมผสาน ถ้าเริ่มต้นรับรู้รายได้จากพืชหลักคือ แก้วมังกรจากการเก็บเกี่ยวแต่ละครั้งจะได้รายได้ประมาณ 40,000 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับปลาจับได้ครั้งละ 500 กก. คัดกรองเฉพาะตัวขนาดใหญ่ 8 ขีด ขายให้กับคนทำโต๊ะจีน ให้ผลผลิตไร่ละประมาณ 100,000 บาท

เมื่อกลับมารวยแล้วก็บอกต่อ

เจตนารมณ์หลักที่บ่าวสวนแก้วมังกรหันมาทำโครงการกับ สสส. โดยได้แรงสนับสนุนจาก อบต. และ กศน. ก็ด้วยเหตุว่าต้องการให้ความรู้กับชุมชนและเยาวชนในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้เกิดการปลูกพืชแบบผสมผสาน สร้างชุมชนเป็นสุข ตามแนวคิดที่ว่า "เมื่อวิเคราะห์ตัวเองว่ามีความพร้อมและสอดคล้องกับที่เป็นอยู่"

"เริ่มจากชวนกันปลูกของกินได้ก่อน อย่างน้อยตะไคร้ก็ยังดี" บ่าวสวนแก้วมังกรกล่าวและว่า "ได้ผลดีทีเดียวอย่างน้อยก็มีกว่า 60% ที่เริ่มปูลกพืชหลากหลายไว้กินในครัวเรือน อย่างตะไคร้ กะเพรา โหระพา"

ก่อนจะเป็นบ่อกุ้งร้างสร้างสุข

เคล็ดไม่ลับ ที่บ่าวสวนแก้วมังกร เล่าให้กลุ่มผู้ไปศึกษาดูงานว่า จะไปดูงานด้วยคำถามว่า "ทำอย่างไร" เพราะเมื่อร่วมไปศึกษาดูงานตามพื้นที่ต่างๆ มักจะรู้สึกไม่ได้ความรู้อย่างที่อยากได้ ไม่เจาะลึก จะรู้แค่เพียงได้ปลาน้ำหนักเท่านี้ขายได้เท่านี้ แต่ไม่บอกว่าปลาเลี้ยงอย่างไร

บ่อกุ้งร้างสร้างสุข ศูนย์เรียนรู้แหล่งใหม่ของเมืองนครฯ  สวนท่านขุนเจริญปลูกพืชมากกว่า 60 ชนิดเกษตรครบวงจรทั้งเกษตร ประมงและปศุสัตว์ ผลิตสินค้าเหนือมาตรฐาน GAP ที่กรมวิชาการเกษตรรับรอง