ภาพวาดฝาผนังในพระวิหารแตกต่างไปจากวิหารอื่นๆ เนื่องจากบอกเล่าวิถีชีวิตของผู้คน และการแต่งกายก็วาดตามแบบพื้นเมือง คติโดยทั่วไปเป็นตามแบบชาวไทลื้อ

   หลังจากเขียนบันทึก ผ้าเมืองน่าน จากจิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัว แล้ว ก็ตั้งใจจะเล่าเรื่องภาพวาดในวัดภูมินทร์ต่อ แต่ก็ยังติดขัดอยู่ ทั้งๆ ที่โหลดภาพเอามาไว้แล้ว วันนี้จึงได้เล่าเรื่องผ้าในภาพวาดฝาผนังวัดภูมินทร์ต่อครับ

    วัดภูมินทร์เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง อยู่ในตัวเมืองน่าน สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2139 มีลักษณะเด่นเห็นได้ชัด คือ พระอุโบสถมีบันไดนาคด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้ดูเหมือนพญานาคสองตัวเลื้อยขนาบอยู่ ทางสถาปัตยกรรมถือว่าเป็นพระอุโบสถและพระวิหารในหลังเดียวกัน เป็นรูปสี่เหลี่ยม เรียกว่าทรงจตุรมุข มีจั่วสี่ด้าน เหมือนกับไม่มีด้านใดเป็นด้านหน้า ด้านหลัง

   ภายในยังมีพระประธานปางมารวิชัย 4 องค์ หันหลังชนกัน ปัจจุบันมีการสร้างองค์พระจำลองให้ปิดทอง วัดนี้เคยมีรูปอยู่บนธนบัตรใบละ 1 บาท ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

ฮูปแต้มไทลื้อ

   จิตรกรรมฝาผนังในพระวิหารมีลักษณะแปลกแตกต่างไปจากวิหารอื่นๆ เนื่องจากบอกเล่าวิถีชีวิตของผู้คน ไม่ใช่เล่าเฉพาะเรื่องชาดก และการแต่งกายก็วาดตามแบบพื้นเมือง ไม่ได้วาดอย่างตัวละคร คติโดยทั่วไปเป็นตามแบบชาวไทลื้อ มีการอยู่ข่วงที่พ่อแม่ให้หนุ่มสาวได้พบกันในช่วงที่ปั่นฝ้ายที่ชานบ้าน

   ผู้เขียนภาพฝาผนังในวัดภูมินทร์นั้นเป็นคนเดียวกับที่เขียนภาพในวัดหนองบัว นั่นคือ หนานบัวผัน เป็นชาวไทลื้อ เขียนขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2410-2431 จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพฝาผนังทั้งสองวัดจึงมีคติไปทางเดียวกัน และฝีมือก็เทียบเคียงกันได้ ทั้งนี้มีภาพร่างในปั๊บสา (สมุดไทย) ที่วัดหนองบัวด้วย

ผ้าทอในฮูปแต้ม

   ขอใช้คำว่าฮูปแต้ม จะได้บรรยากาศพื้นเมือง อย่างไรก็ตาม คำว่า "จิตรกรรมฝาผนัง" คงจะทับมาจากคำว่า mural ในภาษาอังกฤษ ซึ่งใช้กันติดปากทั่วไป

   ภาพในพระวิหาร (หรือจะเรียก พระอุโบสถ ก็ได้) วัดภูมินทร์ คงจะรู้จักกันดีมาช้านาน ทั้งนี้มีกล่าวถึงใน "นิราศเมืองหลวงพระบาง" ของนายร้อยเอก หลวงทวยหาญรักษา (เพิ่ม) ที่แต่งขึ้นเมื่อคราวไปปราบฮ่อที่หลวงพระบาง เมื่อ ร.ศ. 104 (พ.ศ. 2428) ท่านได้กล่าวถึงวัด และภาพฝาผนัง ไว้ดังนี้ (สะกดตามต้นฉบับ)

...เห็นวัดหนึ่งจึ่งพินิจพิศวง 

 ดูมั่นคงขอบโขดโบสวิหาร

กำแพงแก้วแถวกั้นเปนชั้นชาน 

แลละลานเอกสำอางกลางนคร 

บรรไดนาคหลากล้ำทำสดุ้ง 

เปนคันคุ้งคดคู่เชิดชูหงอน 

เกล็ดระบายลายขนดดูชดชอน 

 ดังนาคนอนแนบทางข้างบรรได

เข้าในโบถบงพระพุทธวิสิทธิ์ศรี  

อัญชลีลานจิตต์พิศมัย 

ยลรูปเขียนเพี้ยนภาพให้ปลาบใจ  

ยักษ์อะไรนุ่งสิ้นจินตะนา... 

    ครับ กวีคงจะแปลกใจ แต่ในภาพฝาผนัง ช่างวาดได้วาดรูปยักษ์นุ่งผ้าซิ่นเอาไว้จริงๆ เสียดายที่ไม่ได้นำภาพมาฝาก แต่ผมเคยถ่ายวิดีโอเอาไว้ จะมีโอกาสได้นำมาถ่ายทอดหรือเปล่า ขอตรวจสอบอีกที

   มาดูภาพกันเลยครับ

   ภาพแรก เป็นจิตรกรรมฝาผนังด้านตะวันออก มีหญิงสาวนุ่งผ้าซิ่นกันหลายคน ตัวซิ่นเป็นลายน้ำไหลแบบโบราณ คือทอเป็นแถบคั่น มีลายเป็นเส้นคล้ายเส้นประอยู่ตรงกลาง ตีนซิ่นสีแดงดำ มีหางสะเปาเห็นชัดลากลงไปจนสุดชายซิ่น (คำว่า ชาย ก็เหมือน ตีน, แต่ศัพท์ทอผ้า นิยมเรียก ลายชายผ้า ว่า ตีน ส่วนคำว่า ชายผ้า ก็คือ สุดริมผ้า) สาวคนที่สอง ด้านขวา ตีนซิ่นไม่มีลายอย่างคนอื่น ไม่ทราบว่าเป็นอะไร

   ช่างได้วาดชายพกที่เอวเอาไว้เห็นชัด ดูสวยงาม สังเกตให้ดี ขอบเอวเป็นสีแดง เรียกว่าหัวซิ่น เป็นส่วนที่ไม่มีลวดลาย ช่างวาดได้อย่างประณีต เก็บรายละเอียดอย่างดี

   สาวคนแรกในกลุ่มด้านขวา มีลายจกอยู่ตรงกลางซิ่น ส่วนสาวคนสุดท้าย ตรงลายน้ำไหลเน้นสีดำ ต่างกับคนอื่นที่เป็นสีแดง ไม่ได้มีความหมายพิเศษ แต่แสดงถึงความหลากหลายและความพิถีพิถันของคนวาด

   หญิงสาวทั้งหมดเจาะหูใหญ่ ใส่ม้วนทอง เกล้ามวยด้วย


   ภาพที่สอง (ซ้าย) หญิงสาวเปลือยอก มีผ้าคลุมไหล่ กำลังรัดเกล้า นุ่งผ้าอย่างในรูปก่อนนี้

   ภาพที่สาม (ขวา) เป็นภาพที่นักวิจารณ์ศิลปะนิยมกล่าวถึง แถมยังตั้งชื่อว่า “กระซิบ” อีกแน่ะ เป็นภาพชายหนุ่ม สักขาลายพร้อย พรอดรักกับหญิงสาว สาวคนนี้สวมเสื้อ ดูดี มีราคา นุ่งซิ่นคล้ายลายลูกคลื่น ไม่กล้าระบุ ว่าเป็นลายน้ำไหล หรือผ้าลุนตยาอย่างของพม่า


   ภาพที่สี่ (ซ้าย) ภาพบนฝาผนังด้านทิศตะวันตก ชายหนุ่มสักจนขาลาย นุ่งผ้าเตี่ยว ปิดเฉพาะส่วน เน้นลายสักจนหนุ่มสมัยนี้ต้องอาย ส่วยหญิงข้างหลังสวมเสื้อ ขนของโดยมีเชือกรั้งไว้กับหน้าผาก ผ้านุ่งดูไม่ชัด แต่มีลวดลายเต็มผืนเช่นกัน

   ภาพที่ห้า (ขวา) ภาพบนฝาผนังด้านทิศเหนือ หญิงกำลังหาบของ สวมเสื้อแขนยาว นุ่งผ้าซิ่นลายน้ำไหลแบบเดียวกับในภาพอื่นๆ


   ภาพที่หก เป็นชาวกะเหรี่ยง ชัดเจนทั้งลายผ้าและสีสัน (มีตัวเมืองเขียนไว้ว่า "ยาง" ซึ่งหมายถึงกะเหรี่ยงนั่นเอง) ซึ่งยังมีอยู่ในปัจจุบันนี้ ในหมู่ชาวกะเหรี่ยง ทอด้วยกี่เอว เป็นผ้าแคบ สองผืนเย็บต่อด้านข้างเข้าด้วยกัน เว้นส่วนหัว และส่วนแขนเอาไว้ เป็นเสื้อไม่มีแขน ไม่มีคอ พบได้ในภาพจิตรกรรมฝาผนังในระเบียงภาพที่นครวัดด้วย


   ภาพสุดท้าย หญิงสาวสองคน คนหนึ่งกำลังทอผ้า อีกคนเข้ามาพูดคุย สังเกตกี่ทอมีคานเหยียบหลายอัน ต้องเป็นผ้าลายหลายตะกอ ส่วนตัวผ้า เป็นผ้าหน้าแคบ (ฟืมแคบ) มีกระสวยปลายงอนวางอยู่ด้านขวา ในตะกร้าคงจะมีด้ายหลากสีสำหรับใส่กระสวยอีกที ด้านขวามือมีสองหนุ่มกำลังจะเข้ามาจีบ

 

   ภาพในวัดภูมินทร์ยังมีอีกมาก บางส่วนอาจจะมืดไปสักหน่อย ช่วงที่ผมไปคราวนั้นได้ขออนุญาตฉายไฟ เพื่อถ่ายทำวิดีโอ แต่ภาพที่นำมาเสนอนี้ นำมาจากหนังสืออ้างอิงข้างล่าง ซึ่งถ่ายโดยกรมศิลปากร ถูกต้องและชัดเจน หากท่านสนใจชมภาพเป็นพิเศษ ให้ติดต่อกับทางวัดนะครับ จะได้รายละเอียดมากกว่านี้แน่นอน

 

อ้างอิง

  • ภาพจิตรกรรมฝาผนัง และ นิราศเมืองหลวงพระบาง อ้างอิงจาก หนังสือ เมืองน่าน Muang Nan หนังสือนำชมในวโรกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน จังหวัดน่าน วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2530 กรมศิลปากร จัดพิมพ์

  • อ่านเพิ่มเติมเรื่องประวัติของภาพฝาผนังวัดภูมินทร์ และวัดหนองบัว ได้จาก http://www.nanartgallery.com/artist_hnanbuwpan01.html

  • ภาพวัดภูมินทร์ จาก http://www.hunsatour.com/NORT/nan/nan28.php

  • ดูภาพเพิ่มเติม ที่ http://www.thai-tour.com/thai-tour/North/Nan/data/place/pictures_watphumin.htm