“อำนาจ” นี่ เป็นของแปลก ยิ่งใช้ยิ่งหมด หากยิ่งเก็บงำใช้ยามจำเป็น กลับยิ่งเพิ่มพูน...

          

          ชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ผลัดเปลี่ยน “เจ้านาย” หลายคน ทำให้ผู้เขียนได้พบเห็น “ความจริง” ที่น่าคิด ซึ่งในช่วงแรกๆ รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้ก็พอจะสรุปได้บ้าง จึงบันทึกไว้เป็น  “ประวัติศาสตร์” ในชีวิตการทำงานของตนเอง โดยไม่ได้ตั้งใจจะกล่าวร้ายหรือเกลียดชังใคร

           ในประเด็น “ความเป็นผู้นำ” ซึ่งในที่นี้หมายถึงผู้นำที่ประสบความสำเร็จในการทำงานทั้งงานและคน คือ “คนสำราญ งานสำเร็จ” ส่วนผู้นำประเภทอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จด้วยการเหยียบย่ำความรู้สึกและหัวใจคนนั้น... ผู้เขียนไม่เห็นประโยชน์ที่จะบันทึกไว้

             ผู้นำ นั้น มีเครื่องมือสำหรับการทำงานคือ “อำนาจ” ซี่งอำนาจนี้เองที่จะช่วยผลักดันให้ผู้นำทำงานสำเร็จได้ตามเป้าประสงค์ขององค์กร  แล้วก็เพราะ “อำนาจ” นี้เอง ที่ทำให้หลายคนเปลี่ยนแปลง เสียความเป็นมนุษย์ไปนักต่อนักด้วยเช่นกัน

             นักปราชญ์ทุกยุคสมัยกล่าวไว้คล้ายกันว่า “อำนาจเปรียบเหมือนดาบสองคม” ใช้ให้ดีให้ถูก ก็มีคุณอนันต์ หากใช้ผิดที่ผิดทาง ก็มีโทษมหันต์ทั้งต่อตนเองและผู้คนรอบข้าง และเจ้า “อำนาจ” นี่ เป็นของแปลก ยิ่งใช้ยิ่งหมด หากยิ่งเก็บงำใช้ยามจำเป็น กลับยิ่งเพิ่มพูน

                     แต่...ผู้นำสักกี่คนกันเล่าที่จะตระหนักถึงความจริงในข้อนี้...


             สำหรับเรื่อง “อำนาจของผู้นำ” ผู้เขียนเห็นว่า อำนาจที่ได้มาจากการแต่งตั้งนั้นเป็นของชั่วคราว แต่อำนาจที่แท้จริงจะอยู่กับ ผู้นำที่มี “ฐานที่มั่นคง” 

  แล้ว “ฐานที่มั่นคง” นี้ เป็นอย่างไรกันนะ คิดเร็วๆ น่าจะต้อง

        - เป็นอำนาจที่ได้มาโดยชอบธรรม มิใช่ได้มาด้วยการฉ้อฉลกลโกง เหยียบย่ำข้ามหัวคนที่ควรได้ควรมีหรือแย่งชิง ใช้การติดสินบนให้อามิสสินจ้างใดๆ

        - เป็นอำนาจที่ใช้เพื่อความสำเร็จของงาน อำนวยความสะดวกให้คนทำงานทุกระดับ มิใช่ใช้เพื่อกดขี่กดดันฝ่ายตรงกันข้ามและอำนวยอวยประโยชน์ให้พวกพ้องของตน

        - เป็นอำนาจที่มีคุณธรรมจริยธรรมกำกับอยู่เสมอ

        - เป็นอำนาจที่เกิดจากคนส่วนรวมเห็นชอบยอมรับร่วมกัน เป็นไปเพื่อให้ทุกคนทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพของตน

         คงมีอีกหลายข้อ แต่ตอนนี้คิดได้แค่นี้...เมื่อคิดแล้ว กอปรกับการได้เห็น “บทบาท” ของผู้นำองค์กร/หน่วยงานบางคน จึงคิดเลยไปถึงประโยคที่ว่า

ไม่ควรทำตัวเป็นคนที่...  "รักคนไกล หน่ายคนใกล้"

คนที่จะมีความสุขและทำงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี มักจะมีสัมพันธภาพที่ดีกับคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้อง...ก็หากกับคนใกล้ตัวแล้ว เราไม่รักไม่ดี ไม่มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน จะทำการงานอะไรก็ยากจะสำเร็จ เพราะไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจแล้วจะไปทำดีกับคนไกลตัว...เพื่ออะไร



อำนาจคล้ายหัวโขนคล้ายหุ่นไล่กา ใช้เพื่อจุดประสงค์...แล้ว ก็จงเลิกใช้มัน


            คิดง่ายๆ หากคนรอบตัวไม่รักไม่ส่งเสริม เราจะทำงานประสบความสำเร็จได้ยาก เพราะงานนั้นต้องอาศัยความร่วมใจกันของคนทุกระดับ  เคยมีประสบการณ์กับ “หัวหน้า” ที่คนนอกสำนักงานฯ ชื่นชมว่าเป็นคนเก่งคนดี มีอัธยาศัย อยากมาทำงานด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่ออยู่กับลูกน้องและเพื่อนร่วมงานนั้น... ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง และแม้ว่าจะเป็นคนเก่งมีความสามารถจริง แต่คนใกล้ตัวไม่รักและจริงใจกับเธอเลย... เธอมักจะบ่นว่า “พี่อาภัพบริวาร ไม่มีคนดีมาอยู่ด้วย”

            ฟังแล้วก็อ้ำอึ้งไป... เธอไม่รู้ตัวว่าเพราะตัวเธอเองที่ทำให้คำพูดและความคิดของเธอเป็นจริง   ก็คิดดูเถิด หากเรามี หัวหน้าซึ่งเที่ยวประกาศว่าตัวเองมีลูกน้องไม่เก่งไม่ดี ไม่ได้อย่างใจ... เราจะรู้สึกอย่างไร?  แน่ล่ะ...เราก็ไม่อยากทำงานให้ ทำพอพ้นๆ ตัว และหากมีโอกาสก็หาทางย้ายไปอยู่กับหัวหน้าคนอื่นอย่างไม่ลังเลเลย...

          แม้จะไม่ชื่นชม “หัวหน้า” บางคนที่มีพฤติกรรมใช้อำนาจในทางที่ผิดนั้น แต่ก็ต้องขอบคุณเพราะท่านทำให้เห็นสัจธรรมของ “ผู้นำและอำนาจ” อย่างจะแจ้งกระจ่างใจ คิดต่อแล้วก็ยิ้ม...คิดถึงคำครู ถวัลย์ มาศจรัส และพี่ชายคนดี รวิช ตาแก้ว ว่า

“การเป็นนายคนนั้น อย่านั่งอยู่บนหัวเขา จงนั่งอยู่ในใจเขา”

น้อมนำไว้ใส่ใจ...จะทำตามคำครูและพี่ชายคนดี จนตลอดชีวิตการทำงาน...