ผู้เขียนกลับนึกชื่นชม "อาจารย์ใหญ่เหล่านี้" ที่ท่านได้บริจาคสมบัติชิ้นสุดท้ายราคา ๑๕ บาทให้กับโรงพยาบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจิตใจก่อนตายว่าสูงส่งเพียงใด ซึ่งราคาที่เป็นทรัพย์สิน ๑๕ บาทนั้น ไม่สามารถเปรียบได้กับคุณค่าทางจิตวิญญาณที่อาจารย์ใหญ่เหล่านี้ได้เสียสละร่างอันไร้วิญญาณเพื่อให้นิสิตนักศึกษาพยาบาลได้ค้นคว้าหาความรู้

 

 

     บันทึกนี้ ขอร่วมไว้อาลัยหนานเกียรติ ม่วงมิตร หากแม้นว่าดวงวิญญาณของคุณหนานเกียรติได้รับรู้รับทราบด้วยวิถีจิตใดใดก็ตาม ขอให้ท่านจงมาอนุโมทนาสาธุการในสิ่งที่ข้อเขียนนี้ที่จะมีประโยชน์ต่อคนในสังคมอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ก็ขอให้คุณประโยชน์นั้นๆจงเป็นพลวะปัจจัย เป็นนิสัยตามส่งให้ดวงวิญญาณของคุณหนานเกียรติ จงสู่สุคติโลกสวรรค์ด้วยเทอญ

....................................................

 

     หลายวันก่อน (วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔) ผู้เขียนได้รับนิมนต์ให้ไป "งานทำบุญอาจารย์ใหญ่" ของวิทยาลัยพยาบาลพระบรมราชนนีพะเยา ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่เช้า โดยนิมนต์พระไปฉันข้าวต้มก่อน ณ อาคารที่รับรอง จำนวน ๔ รูปโดยมีผู้เขียนเป็นผู้นำ หลังจากนั้น ทางวิทยาลัยฯ ก็นิมนต์ขึ้นไปทำพิธีบนอาหารเรียน เมื่อไปถึงก็มีการไหว้พระรับศีล ต่อจากนั้นก็มีการสวดมาติกา ทอดผ้าบังสุกุล ถวายทาน ก็เป็นอันเสร็จพิธี

 

     เท่าที่ผู้เขียนสังเกต มีการโยงสายโยงมาจากกล่องไม้ขนาดสี่เหลี่ยมจตุรัสที่วางเรียงกันเป็นกล่อง ๆ กว้าง-ยาว ประมาณ ๑ ศอกเห็นจะได้ ภายในเป็นชิ้นส่วน(น่าจะเป็นกระดูก)ของอาจารย์ใหญ่ที่ได้เสียสละร่างกายไว้ให้นักศึกษาวิชาชีพพยาบาลได้ค้นคว้า หาความรู้เพื่อนำไปสร้างประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวม น่าเสียดายในวันนั้น ผู้เขียนไม่มีโอกาสได้แสดงทัศนะ

 

     อย่างไรก็ตาม ทำให้ผู้เขียนนึกถึงบทพระบาลีบทหนึ่งขึ้นมาทันทีว่า

 

                     อจิรํ  วตยํ  กาโย                 ปฐวึ  อธิเสสฺสติ

                    ฉุฑฺโฑ  อเปตวิญฺญาโณ        นิรตฺถํว  กลิงฺครํ

 

     แปลเป็นใจความได้ว่า  ร่างกายนี้ไม่คงทนถาวรหนอ  เมื่อปราศจากวิญญาณเสียแล้ว จักนอนทับบนแผ่นดิน เหมือนท่อนไม้หาประโยชน์มิได้

 

     นั้นก็หมายความว่าร่างกายนี้มีการแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลาจากวัยเด็กสู่วัยหนุ่มสาว ก้าวไปสู่วัยชรา การเปลี่ยนแปลงนี้เองทำให้คนเราที่ยึดติดในร่างกายทำใจไม่ได้ ถ้าคนตายด้วยโรคชรา ญาติพี่น้องพอจะทำใจได้บ้างอันเนื่องมาจากการคลุกคลีคุ้นเคยกับสภาพแห่งการเปลี่ยนแปลงของผู้ตายมาบ้างแล้ว

 

    แต่คนที่ตายโดยฉับพลันโดยไม่ได้ตั้งตัว หรือเตรียมใจไว้นี้สิ เป็นอาการปรับตัวชนิดที่ว่าจูนคลื่นไม่ทัน จึงทำให้เกิดอาการช็อคเกิดขึ้น ยิ่งใครผูกพันกับผู้ตายมากเท่าไหร่ ความเศร้าโศกเสียใจก็เพิ่มทวีคูณเท่านั้น

 

     การที่ชีวิตเราคงอยู่สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าเพราะมีองค์ประกอบแห่งขันธ์ทั้ง ๕ อยู่ครบ คือมีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร และมีวิญญาณ หรือถ้าจะให้ง่ายขึ้นเรียกโดยย่อ ๆ ว่ามีองค์ประกอบแค่ ๒ ประการคือมีรูปกับนามเท่านั้น 

 

     ดังนั้น คนตายก็คือคนที่มีแต่รูป (ซากศพ) ส่วนนามหายไปแล้ว ตามคาถาใช้คำว่าเมื่อปราศจากวิญญาณ (ถ้าแปลให้ตรง ๆ ก็คือผู้มีวิญญาณไปปราศแล้ว) ก็คือเหลือแต่ร่างที่ไร้วิญญาณ ก็จะนอนทับบนแผ่นดิน หาประโยชน์มิได้เลย

 

     มีชาวต่างประเทศไปทำการวิจัยโดยสกัดหาแร่ธาตุต่าง ๆ ในร่างกายคนเรานี้ว่าอะไรขายได้บ้าง หรือมีค่าที่แท้จริงเท่าไหร่? ในที่สุดได้ราคาไม่เกิน ๑๕ บาท นี้คือค่าของร่างกายที่เราหวงแหนและรักที่สุด!

 

     อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนกลับนึกชื่นชม "อาจารย์ใหญ่เหล่านี้" ที่ท่านได้บริจาคสมบัติชิ้นสุดท้ายราคา ๑๕ บาทให้กับโรงพยาบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจิตใจก่อนตายว่าสูงส่งเพียงใด ซึ่งราคาที่เป็นทรัพย์สิน ๑๕ บาทนั้น ไม่สามารถเปรียบได้กับคุณค่าทางจิตวิญญาณที่อาจารย์ใหญ่เหล่านี้ได้เสียสละร่างอันไร้วิญญาณเพื่อให้นิสิตนักศึกษาพยาบาลได้ค้นคว้าหาความรู้

 

     แท้ที่จริงแล้ว การตายเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ยิ่งผู้ที่ได้เสียสละร่างของตนแล้ว การเสียสละนั้นนับว่าไม่สูญเปล่า เนื่องจากนักศึกษาพยาบาลทั้งหลายเมื่อทำการผ่าศพ ศึกษา หาความรู้จากตำราเล่มใหญ่ ให้รู้-ให้เห็น-ให้ทราบถึงส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ก็เพื่อเป็นความรู้พื้นฐานให้กับนักศึกษาพยาบาลได้นำไปต่อยอดหรือพัฒนาองค์ความรู้นั้น ๆ ที่สำคัญนำไปรักษาคนที่เจ็บป่วยให้มีชีวิตอยู่ต่อไป และในที่สุดคนที่เจ็บป่วยเหล่านั้น ก็คือญาติพี่น้อง มิตรสหาย เพื่อนร่วมโลกของผู้ที่สละร่างให้นั้นเอง นับว่าเป็นความงดงามอย่างยิ่ง เป็นผลของการให้ที่ส่งต่อๆ กันไปอย่างไร้ขีดจำกัด เหมือนระลอกคลื่นที่ส่งต่อๆ กันไป

 

     ดังนั้น ตามทัศนะของผู้เขียน ความตายไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ต่างหาก ว่าเราได้สร้างสรรค์อะไรไว้ให้กับสังคมนี้บ้าง? ทำไมผู้เขียนจึงได้ให้ทัศนะเช่นนั้น ก็เนื่องมาจากการดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะคือสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ยิ่งการดำรงชีวิตของเรานั้นไปสร้างคุณูปการให้กับสังคมโลกยิ่งมีค่ามหาศาล ไม่ใช่ชีวิตที่เปล่าดาย ไม่ใช่ชีวิตที่ไร้ค่า ไร้ราคา แต่เป็นชีวิตที่ทรงคุณค่าและสมบูรณ์ยิ่ง เนื่องจากการเกิดเป็นมนุษย์สามารถคิดได้ ทำได้ สร้างประโยชน์ได้ นี้คือความมหัศจรรย์ของชีวิต

 

     อย่าลืมว่าในพระพุทธศาสนาได้ให้ทัศนะว่า ในปรโลก ไม่มีโครักขกรรม ไม่มีกสิกรรม ฯลฯ ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? ถ้าไม่หมายความว่าในโลกหน้านั้นไม่มีอาชีพให้เราได้ทำมาหากิน หรือว่าแม้แต่คุณความดีอาจไม่มีโอกาสได้สร้างไว้เลย ไม่ต้องมองไปไกล ให้มองแค่สัตว์เลี้ยงของเรา เช่น สุนัข แมว  ฯลฯ  ล้วนแล้วแต่รอความเมตตาจากคน ถ้าให้เขาก็ได้กิน ถ้าไม่ให้เขาก็ไปขุ้ยถังขยะกิน ซึ่งเป็นความลำบากในการทำมาหากิน อย่าไปหวังถึงการสร้างความดีอะไรอีก เพราะหมดเวลาไปเสียแล้วต่อการสร้างอันเนื่องมาจากสติปัญญาไม่มีหรือมีน้อยเกินกว่าที่จะคิดจินตนาการได้

 

     สรุปประเด็นตรงนี้ก็คือ ตอนที่เรามีชีวิต มีลมหายใจอยู่นี้แหละเร่งรีบสร้างคุณงามความดีเสีย อย่าปล่อยเวลาให้เสียเปล่า การสร้างคุณงามความดีไม่ต้องไปคิดทำในระดับชาติ หรือสังคมใหญ่ ๆ ก็ได้ แค่คิดดี พูดดี ทำดีต่อคนรอบข้าง แค่นี้บุญกุศลก็เกิดขึ้นแล้วในระดับจิตวิญญาณของเราเอง