เปรียบเทียบแนวความคิดเรื่องความหลุดพ้นในพุทธปรัชญาเถรวาทกับปรัชญาเชน

ความหมายของความหลุดพ้น

 

                ในประเด็นเรื่อง  ความหมายของความหลุดพ้นของปรัชญาทั้งสองระบบสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้  โดยแยกออกเป็น    ประเด็นหลัก ๆ  คือ

 

                นิพพาน  กับโมกษะ

 

                ความหลุดพ้นในพุทธปรัชญา เรียกว่า  นิพพาน  แปลว่า  เป็นเครื่องดับกิเลส  คือ  ทำให้ราคะ  โทสะ  โมหะ   หมดไปบ้าง  แปลว่า  ไม่มีตัณหาเครื่องร้อยรัด  หรือออกไปแล้วจากตัณหาอันเป็นเครื่องร้อยรัดติดไว้กับภพบ้าง  หรืออาจกล่าวได้ว่า  นิพพาน  ก็คือ  การดับ อวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน  เมื่อ อวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน  ดับไป  นิพพานก็ปรากฏแทนที่ตามปกติปุถุชน  เมื่อถูกกิเลสเหล่านี้ครอบงำ  จะทำให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ  คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง  เมื่อ อวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน  ดับไป  แสงสว่างคือ  ปัญญาก็จะเกิดตามมา  ทำให้มองเห็นสิ่งทั้งหลาย  ตามความเป็นจริง  ทำให้จิตเป็นอิสระ  สว่าง สะอาด  สงบ  ปุถุชนที่ถูก  อวิชชา  ตัณหา  อุปาทานครอบงำ  จะไม่รู้ไม่เข้าใจ  แต่เมื่อเข้าถึงเมื่อใด  ก็รู้แจ้งประจักษ์ด้วยตนเอง  ดังพุทธดำรัสว่า.....นิพพาน  อันผู้บรรลุเห็นได้เองไม่ขึ้นกับกาล  เรียกให้มาดูได้  ควรน้อมเข้ามาไว้  อันวิญญูชน  พึงรู้เฉพาะตน  การที่ปุถุชนไม่เข้าใจสภาวะของนิพพานได้นั้น  เพราะนิพพานเป็นภาวะที่พ้นจาก  สภาพทั้งหลายที่ปุถุชนรู้จัก  ปุถุชนจึงไม่อาจนึกหรือคิดเอาได้

 

                ส่วนความหลุดพ้นในปรัชญาเชน  เรียกว่า  โมกษะ  หมายถึง  การที่ชีวะเป็นอิสระจากอนุภาคของกรรม   เพราะไม่มีสาเหตุของการติดข้อง  คือ  อวิชชา  (ความไม่รู้จริงเกี่ยวกับชีวะ)  อวิชชานี้ทำให้เกิดกิเลส  เรียกว่า  กษายะ (ยางเหนียว)  ๔ อย่างคือ  โลภะ ความโลภ  โกรธะ  ความโกรธ  มานะ  ความถือตัว  และมายา  ความหลง  เมื่อสามารถกำจัดกรรมใหม่และกรรมเก่าได้อย่างเด็ดขาด  ก็จะพ้นจากการเกี่ยวกับวัตถุอย่างสิ้นเชิงกลายเป็นชีวะที่บริสุทธิ์ดังเดิม  ชีวะที่บริสุทธิ์นี้จะมีความรู้อันหาที่สุดมิได้  (อนันตชญาณ)มีความเห็นอันหาที่สุดมิได้  (อนันตทัศนะ)  มีความสุขอันหาที่สุดมิได้  (อนันตสุข)   ชีวะของผู้ที่บรรลุโมกษะแล้วจะลอยสูงขึ้นไปพำนักอยู่ที่สิทธสิลาอันเป็นตรงยอดสุดของโลกากาศและสถิตอยู่เป็นอมตะไม่มีการเสื่อมสลาย   จะคงอยู่ชั่วนิรันดร  อย่างไรก็ตามปัญหามีว่าชีวะที่บริสุทธิ์แต่เดิมมัวหมองได้อย่างไร   ข้อนี้เชนมิได้กล่าวเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น  แต่ไปเน้นที่การกำจัดกรรมให้หมดไป  ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่า  ชีวะที่บรรลุโมกษะแล้ว  อาจกลับมาติดข้องผูกพ้นอยู่กับวัตถุ  กลายเป็นชีวะที่มัวหมองได้อีก

                ตามที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า  โมกษะของปรัชญาเชนหมายถึง  ความหลุดพ้นเป็นอิสระจากกรรม  เพราะเชนเห็นว่ากรรม  เป็นตัวปัญหาที่สำคัญที่ทำให้ชีวะต้องมัวหมองดังนั้นจึงมุ่งทำลายกรรมใหม่และกรรมเก่า  ด้วยสัมวร  (การปิดกั้นกรรมใหม่)   และนิรชรา (การทำลายกรรมเก่า)  เมื่อสิ้นกรรมมีบรรลุโมกษะ  ส่วนพุทธปรัชญา   เห็นว่ากิเลสเป็นตัวปัญหาที่สำคัญที่ทำให้จิตต้องมัวหมองดังนั้นจึงมุ่งทำลายกิเลสตามหลักมัชฌิมปฏิปทา (สีล  สมาธิ   ปัญญา)  เมื่อสิ้นกิเลส  ก็นิพพาน

 

                นิพพาน กับโมกษะ  เหมือนกันตรงที่  เป็นภาวะที่หลุดพ้นจากทุกข์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก  ต่างกันตรงที่ภาวะของโมกษะเป็นอัตตา   เพราะเชนถือว่า  ชีวะที่บรรลุโมกษะแล้วจะมีความสมบูรณ์  มีความสงบอันเกิดจากความหลุดพ้นเป็นชีวะที่บริสุทธิ์ ไม่เสื่อมสลาย  เป็นอมตะอยู่ชั่วนิรันดร  สถิตอยู่    สิทธศิลา     ส่วนภาวะของนิพพานเป็นอนัตตาดังพระบาลีว่า

 

                อนิจฺจา   สพฺพสงฺขารา                        ทุกฺขานตฺตา      สงฺขตา

                นิพฺพานญฺเจว ปณฺณตฺติ (ปญฺญตฺติ)  อนตฺตา  อิติ   นิจฺฉยา

                สังขารทั้งปวง  อันปัจจัยปรุงแต่ง  ไม่เที่ยง เป็นทุกข์   เป็นอนัตตา

                นิพพานและบัญญัติ  เป็นอนัตตา   วินิจฉัยมีดังนี้

 

                กล่าวได้ว่า  นิพพาน  และโมกษะ  เป็นสภาวะที่หลุดพ้นเหมือนกัน  แตกต่างกันที่โมกษะเป็นอัตตา  นิพพาน  เป็นอนัตตา

 

                กรรม

 

                พุทธปรัชญา  และปรัชญาเชน  ได้วางเป้าหมายสูงสุดในชีวิตไว้เหมือนกัน  คือความหลุดพ้นจากอำนาจของกรรม  ทั้งที่เป็นกรรมดีและกรรมชั่ว  เพราะปรัชญาทั้งสองระบบพิจารณาเห็นว่า  กรรมเป็นสิ่งที่ทำให้มีการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ  อันนำมาซึ่งความทุกข์  แม้กรรมดีจะให้ผลเป็นความสุขก็ตาม  แต่ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง  เป็นเพียงโลกียะสุข  ไม่ใช่โลกุตตรสุข  อันเป็นความสุขที่แท้จริง

 

                ในทรรศนะเรื่องกรรมนี้  พุทธปรัชญา  และปรัชญาเชนมีทรรศนะที่ต่างกัน คือ กรรมในทรรศนะของเชน  ไม่ใช่หมายเอาการกระทำเช่นเดียวกับพุทธปรัชญา  การจะรู้ว่ากรรมใดดีหรือชั่วให้ดูที่อนุภาคของกรรม   คือให้ดูที่ผลของกรรมเป็นสำคัญ  กรรมจะมีลักษณะเป็นอนุภาคเล็ก ๆ  ทุกครั้งที่มีการกระทำก็จะเกิดอนุภาคของกรรมขึ้น   และอนุภาคของกรรมนี้จะไหลแทรกซึมเข้าไปติดอยู่กับชีวะ  ทำให้ชีวะต้องมัวหมอง  ส่วนกรรมในพุทธปรัชญา  หมายถึงการกระทำ   และการกระทำที่จัดเป็นกรรมได้ให้ดูที่เจตนาเป็นหลักถ้าเจตนาดี  กรรมนั้นก็จะเป็นกรรมดีจะให้ผลเป็นความสุข  ถ้าเจตนาไม่ดีกรรมนั้นก็จะเป็นกรรมชั่วจะให้ผลเป็นความทุกข์   และถ้าไม่มีเจตนาในขณะที่กระทำก็ไม่จัดว่าเป็นกรรมดังนั้น  พุทธปรัชญาจึงไม่ดูที่ผลของการกระทำ  แต่ดูที่เจตนา  และผลของกรรมก็ไม่ใช่มีลักษณะเป็นวัตถุอย่างปรัชญาเชน   แต่เป็นนามธรรม

 

                แม้ความหมายของกรรมของปรัชญาทั้งสองระบบจะต่างกันก็ตาม  แต่ประเด็นในทรรศนะเรื่องกรรมที่เห็นตรงกัน  คือ  เห็นว่ากรรมเป็นตัวการที่ทำให้จิตหรือชีวะต้องติดข้องเวียนว่ายตายเกิดในสังวัฏ  และตัวการที่ทำให้มีการทำกรรมขึ้นคืออวิชชาในบรรดากรรมทั้งหมดนั้นก็รวมลงในสองประเภทหลัก ๆ  เหมือนกัน  คือ  กรรมดี  และ กรรมชั่ว  กรรมดีจะให้ผลเป็นความสุขกรรมชั่วจะให้ผลเป็นความทุกข์  แม้กรรมดีจะให้ผลเป็นความสุขแต่ก็เป็นเพียงความสุขขั้นโลกียะ  เป็นความสุขขั้นต่ำ    ดังนั้น  ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว  ปรัชญาทั้งสองระบบเห็นตรงกันว่า  ควรละเสียทั้งหมด

 

                จิต  กับ  ชีวะ

 

                ในพุทธปรัชญานั้น  คำว่า  จิต  มีคำที่ใช้แทนได้หลายคำ  เช่นคำว่า  มโน  วิญญาณ  มีความหมายเดียวกัน  ดังพุทธดำรัสว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติใด  ที่เรียกว่า  จิตบ้าง  มโนบ้าง  วิญญาณบ้าง  การที่ปุถุชนไม่ได้เรียนรู้พึงเบื่อหน่าย  คลายความยินดีหรือหลุดพ้นในธรรมชาตินั้น  ย่อมเป็นเป็นไม่ได้    ในพุทธปรัชญาท่านวิเคราะห์คำว่าจิตว่า  ธรรมชาติใด  ย่อมคิด  เหตุนั้น  ธรรมชาติ  นั้นชื่อว่าจิต  อธิบายว่า  ย่อมรู้แจ้งอารมณ์ตามความหมายที่ท่านวิเคราะห์จิตก็คือ  ธรรมชาติที่นึกคิดและรู้อารมณ์  จิตไม่ใช่สมองแต่อยู่เบื้องหลังการทำงานของสมอง  คืออยู่เบื้องหลังการทำงานของประสาทตา  หู   จมูก  ลิ้น  กาย

 

                ตามแนวอภิธรรมท่านกล่าวว่า จิต มีลักษณะ    อย่าง  คือ  (๑)  วิชานนลกฺขณํ (มีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ)   (๒)  ปุพฺพงฺคมรสํ  (มีการเกิดก่อน และเป็นประธานในธรรมทั้งปวงเป็นกิจ) (๓)  สนฺธานปจฺจุปฏฐานํ  (มีการเกิดขึ้นต่อเนื่องกันไม่ขาดสายเป็นผลหรือเป็นอาการปรากฏ)  (๔)  นามรูปปทฏฺฐานํ  (มีนามรูป  เป็นเหตุให้เกิด)  จะเห็นได้ว่าตามแนวอภิธรรมนี้ได้แจกแจงลักษณะของจิตไว้อย่างชัดเจน  และในบรรดาลักษณะทั้ง ๔  นี้    ลักษณะที่สำคัญที่สุดจิตก็คือ  การรู้แจ้งอารมณ์   ส่วนลักษณะอื่น ๆ  นั้นผู้วิจัยเห็น  ว่า  มีความสำคัญรองลงไป

 

                อีกประการหนึ่ง   จิต  ไม่ใช่สาร  (Substance)  เพราะสิ่งที่เป็นสาร  จะต้องดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างเที่ยงแท้  จิต  เป็น  อนิจจัง  คือเปลี่ยนแปลงเกิดดับอยู่ทุกขณะอาการเกิดดับของจิตจะมี    ระยะ  คือระยะที่จิตเกิดขึ้น  (อุปาทะ)  ระยะที่จิต  ดำรงอยู่  (ฐิติ)  และระยะที่จิตดับ  (ภังคะ)  คือ  มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่  แล้วดับไป   เป็นกระแสสืบต่อกันไม่ขาดสาย  จิตดวงเก่าเกิดขึ้นแล้วดับไป  แต่ก่อนที่มันจะดับไปนั้น  มันได้ส่งผลให้เกิดจิตดวงต่อมาจิตดวงเก่าที่ดับไป   กับจิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น  จะว่าเป็นดวงเดียวกันก็ไม่ใช่  จะว่าเป็นคนละดวงก็ไม่เชิง ดังพระบาลีว่า        โส        อญฺโญ   ที่ว่า  ดวงเดียวกันก็ไม่ใช่   เพราะดวงเก่าดับไปแล้วจึงเกิดดวงใหม่  ที่ว่าเป็นคนละดวงก็ไม่เชิง  เพราะว่าก่อนที่ดวงเก่าจะดับไปนั้นมันได้ส่งพลังงานไปให้เกิดดวงใหม่ขึ้น  ส่วนในปรัชญาเชน  ถือว่า  ชีวะ  (Jiva)   เป็นสิ่งที่จริงแท้มีอยู่อย่างนิรันดรและไม่มีรูปร่าง  ลักษณะที่สำคัญของชีวะ  คือ  ความรู้สำนึก   (Getana)  ที่ทำให้ชีวะมีความรู้ทั้งที่เป็นทรรศนะ  (Darsna)  ความรู้ขั้นต่ำ  และชญาณ  (Jnana)  ความรู้ชั้นสูง   แม้ว่าชีวะจะไม่มีรูปร่าง  แต่เมื่อเข้าไปอาศัยร่างกายใด  ก็จะแสดงความรู้สึกผ่านทางร่างกายนั้นและทำหน้าที่ควบคุมร่างกาย   เหมือนนานสารถี  ทำหน้าที่ควบคุมรถ  ฉะนั้น

 

                ในคัมภีร์เนมินาถะ สิทธานตะ  (Neminatha  Siddhanta)  เป็นอรรถกถาที่สำคัญของเชน  ได้กล่าวถึงลักษณะของชีวะไว้     ประการดังนี้

 

๑.      มีความสำนึก

๒.    สัมผัสไม่ได้

๓.    เป็นตัวแทนการกระทำ

๔.    มีความเข้าใจ  และความรู้ได้

๕.    เข้ารวมกับร่างกาย  และทำให้ร่างกายมีชีวิตจิตใจ

๖.     เป็นตัวรับผลของการกระทำ

๗.    เป็นนิรันดร

๘.    บรรลุโมกษะได้

๙.     มีธรรมชาติในตัวที่เคลื่อนที่สูงได้

 

ลักษณะที่สำคัญของชีวะ คือ  ความรู้สึก  และความรู้สำนึกนี้จะเกี่ยวเนื่องกับกรรมด้วยคือ 

ถ้าชีวะถูกห่อด้วยอนุภาคของกรรมน้อย  ก็จะมีความสำนึกมา  และชีวะถูกห่อหุ้มด้วนอนุภาคของกรรมมากก็จะมีความสำนึกน้อย  ไปตามลำดับ

 

                ชีวะเดิมแท้นั้น  มีธรรมชาติที่สมบูรณ์  คือ  มีความรู้มีทัศนะ  มีความสุข  และมีอำนาจอันไม่มีขอบเขตกำจัด  แต่เมื่อชีวะเข้าอาศัยในวัตถุคือร่างกาย  ชีวะก็จะถูกอำนาจของกรรมครอบงำทำให้เสียความสมบูรณ์ไป  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความมากหรือน้อยของกรรมถ้าพลังกรรมมาก  ธรรมชาติเดิมแท้ของชีวะก็จะแสดงออกมาน้อย  แต่ถ้าพลังกรรมน้อยธรรมชาติเดิมแท้ของชีวะก็จะแสดงออกมาได้มาก

 

                จากการศึกษาเรื่องจิต  และชีวะ  ทำให้เห็นถึงลักษณะที่เหมือนกันและต่างกันดังนี้  ที่เหมือนกันคือ  ทั้งชีวะและจิต  มีลักษณะรู้แจ้งอารมณ์รู้สำนึก  และเป็นนามธรรมสัมผัสไม่ได้  แต่เมื่อจิต  และชีวะ  เข้ามาอยู่รวมกับร่างกาย  ทำให้ร่างกายมีชีวิตจิตใจขึ้นสามารถบรรลุนิพพานและโมกษะได้.  เป็นตัวรับผลของการกระทำ  คือ  เมื่อทำกรรมใด ๆ  ไว้จิต  และ  ชีวะ  จะทำหน้าที่รับผลกรรมนั้น ๆ ที่แตกต่างกันคือ  ชีวะมีลักษณะเป็นสาร  (Substance)   ที่เที่ยงแท้นิรันดร  เป็นอมตะ  เป็นภาวะที่เที่ยงแท้ไม่เสื่อมสลาย  ส่วนจิตไม่ใช่สาร (Substance)   จะเปลี่ยนแปลง  คือ  เกิดดับอยู่ตลอดเวลา  ลักษณะของการเกิดดับมี    ระยะ  คือ  อุปาทะ  ฐิติ  ภังคะ  เป็นกระแสสืบต่อกันไปไม่ขาดสาย  ดังนั้น  ชีวะจึงมีลักษณะเป็นอัตตา  ส่วนจิตมีลักษณะเป็นอนัตตา  ชีวะมีธรรมชาติในตัวที่จะเคลื่อนสู่ที่สูงได้  คือมีการพัฒนาไปในทางที่สูงขึ้น ๆ  เช่น  ชีวะของพีช  จะพัฒนาไปเป็นชีวะของสัตว์   ชีวะของสัตว์จะพัฒนาไปเป็นชีวะของมนุษย์  เป็นต้น  การพัฒนานี้จะไม่มีการถอยกลับเช่น  ชีวะของมนุษย์  จะไม่กลับเป็นชีวะของสัตว์อีก  แต่จะพัฒนาสูง ๆขึ้น ๆ จนถึงบรรลุโมกษะ   ส่วนจิตตรงกันข้ามกับชีวะ  แม้จิตจะถูกพัฒนาให้สูงขึ้นได้  แต่ตราบใดที่ยังไม่บรรลุถึงโลกุตตระก็อาจจะถอยกลับกลายเป็นจิตที่ตกต่ำได้