วิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความหลุดพ้น

พุทธปรัชญาและปรัชญาเชน มีทรรศนะที่เหมือนกัน ในเรื่องของการติดข้องคือเห็นว่าความติดข้องเกิดจากจิตหรือชีวะ ถูกอวิชชาหรือวิทยาครอบงำ เป็นผลทำให้จิต หรือชีวะหลงผิดไม่รู้จักธรรมชาติตามความเป็นจริง เพราะตกอยู่ภายใต้อำนาจของอวิชชาจึงทำให้เกิดกิเลสอื่น ๆ ตามมา เมื่อมีกิเลสก็เป็นเหตุให้กระทำกรรม แล้วก็รับผลของกรรมการทำกรรม และรับผลกรรมนั้น เป็นลักษณะของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

ในทัศนะเรื่องกิเลส พุทธปรัชญาแบ่งกิเลสออกเป็น ๓ คือ โลภะ (ความอยากได้) โทสะ (ความโกรธ) และโมหะ (ความหลง) กิเลสทั้ง ๓ นี้ เป็นเจตสิกที่จะเกิดขึ้นกับจิต จึงมีสภาพเป็นคุณสมบัติของจิต ส่วนปรัชญาเชน ได้แบ่งกิเลสออกเป็น ๔ คือ โกรธะ (ความโกรธ) โลภะ (ความอยากได้) มานะ (ความถือตัว) และมายา (ความหลง) กิเลส ทั้ง ๔ ประการนี้ มีลักษณะเป็นยางเหนียว ซึ่งเรียกว่ากษายะ ทำให้ชีวะต้องเสียความ บริสุทธิ์ไป กิเลสตามทัศนะของปรัชญาทั้งสองนี้จะต่างกันก็โดยประเภทเท่านั้น คือ พุทธปรัชญา มี ๓ ประเภท ส่วนปรัชญาเชนมี ๔ ประเภท แต่โดยลักษณะแล้วไม่ได้ต่างกัน คือ โลภะ ตรงกับ โลภะ โทสะ ตรงกับ โกรธะ และโมหะ ตรงกับ มายา มานะ

กิเลสดังกล่าวข้างต้น ทำให้จิต หรือชีวะต้องทำกรรม เมื่อทำกรรมแล้วย่อมรับผลของกรรม จึงทำให้มีการเวียนว่ายตายเกิดดังกล่าว อันมีสภาพเป็นทุกข์การจะพ้นทุกข์ได้ ปรัชญาทั้งสองมีทรรศนะที่ตรงกัน คือ ต้องทำลายอวิชชา ซึ่งเป็นต้นตอของการติดข้องให้ได้ แต่วิธีปฏิบัติเพื่อกำจัดอวิชชานั้น พุทธปรัชญาและเชน มีทรรศนะที่เหมือนกันและแตกต่างกันในบางประการคือ พุทธปรัชญา เห็นว่า อวิชชาเป็นต้นเหตุที่ทำให้สรรพสัตว์สร้างกรรมอันเป็นเหตุให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ดังนั้นจึงต้องทำลายอวิชชา การจะทำลายอวิชชาให้หมดสิ้นได้ จะต้องปฏิบัติตามอริยมรรคอันมีองค์ ๘ ประการ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การทำการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) และสัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ) มรรค ๘ ประการ จะต้องปฏิบัติให้ครบทุกข้อจึงจะได้ผล และเมื่อปฏิบัติได้ก็จะเกิดวิชชา คือความรู้ที่แท้จริง เมื่อเกิดวิชชาแล้ว อวิชชาก็ดับไป ภาวะเช่นนี้ เรียกว่าบรรลุนิพพาน มรรค ๘ ประการ โดยสรุปก็คือไตรสิกขา คือ มรรคข้อ ๑,๒ จัดเป็นปัญญาสิกขา มรรคข้อ ๓,๔,๕จัดเป็นศีลสิกขา และมรรคข้อที่ ๖,๗,๘ จัดเป็นจิตสิกขา

ส่วนปรัชญาเชน เห็นว่ากรรมเก่าที่ทำไว้ในอดีต เป็นตัวการสำคัญที่ผลักดันให้ชีวะกระทำกรรมใหม่ขึ้น เมื่อมีกรรมชีวะก็จะต้องเสวยผลของกรรม อันเป็นลักษณะที่ชีวะต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏการจะทำลายสังสารวัฏได้นั้น จะต้องแยกอนุภาคของกรรมที่ติดอยู่กับชีวะให้ได้อย่างเด็ดขาด เชนได้เสนอวิธีการ ๒ วิธีคือ วิธีแรกปิดกั้นอนุภาคของกรรมใหม่ มิให้ไหลแทรกซึมเข้าสู่ชีวะได้วิธีนี้เรียกว่า สัมวร และวิธีที่สอง คือการทำลายอนุภาคของกรรมให้หมดไปเรียกว่า นิรชรา เมื่อปฏิบัติตามวิธีการทั้งสองแล้วจะทำให้เกิดสัมยัคชญาณ คือความรู้ชอบ ได้แก่ความรู้ที่ถูกต้องตามสภาพตามความเป็นจริง ไม่มีมายามาปิดบัง เป็นความรู้ เท่าทันกิเลสตัณหา เมื่อเกิดความรู้ชนิดนี้ขึ้นมาก็จะสามารถแยกอนุภาคของกรรมออกจากชีวะได้อย่างสิ้นเชิง ชีวะจึงกลับบริสุทธิ์ดั้งเดิมภาวะนี้เรียกว่า การบรรลุโมกษะอย่างไรก็ตามก่อนที่จะปฏิบัติตามวิธีการทั้งสอง จะต้องศึกษาคำสอนของดีรถังกร (ศาสดา) ก่อน ขั้นตอนในการศึกษาคำสอนของดีรถังกรมี ๓ ประการ คือ (๑) สัมยัคทรรศนะ ศรัทธาชอบ หมายถึง การยอมรับนับถือในสิ่งที่ยืนยันว่ามีอยู่จริง ๗ ประการ คือ ชีวะ อชีวะ อาสารวะ พันธะ สัมวร นิรชรา และโมกษะ ความเชื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น (๒) สัมยัคชญาณ ความรู้ชอบ หมายถึงความรู้จะนำไปสู่ความหลุดพ้น ซึ่งจะต้องเป็นความรู้ที่มีสัมยัคทรรศนะเป็นพื้นฐาน (๓) สัมยัคจาริตร ความประพฤติชอบ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้หลายประการ แต่โดยสรุปแล้วก็รวมอยู่ในมหาพรต ๕ ประการ คือ อหิง งดเว้นจากการเบียดเบียนสัตว์ อัสเตยะงดเว้นจากการลักขโมยทรัพย์ของผู้อื่น พรหมจารียะ การประพฤติพรหมจรรย์ สัตยะงดเว้นการกล่าวเท็จ และอปริครหะ งดเว้น จากการยินดียินร้าย ในอารมณ์ทั้ง ๕ มีรูปเป็นต้น ขั้นตอนทั้ง ๓ ประการ นี้รวมเรียก ตริรัตนะ

ในประเด็นเรื่องวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความหลุดพันในพุทธปรัชญา และปรัชญาเชน เราสามารถนำประเด็นต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกันได้ดังนี้