ในบรรดาสมาธิ ๓ ประเภทนี้ สมาธิ ๒ , สมาธิ ๓ ข้างต้น เป็นสมาธิที่เกิดจากการเจริญสมถกรรมฐาน เพราะการเจริญสมถะจะทำให้เกิดสมาธิขั้นใดขั้นหนึ่ง ถึงอัปปนาสมาธิ ส่วนสมาธิ ๓ ประเภทหลัง ได้แก่สมาธิที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนา โดยการกำหนดพิจารณาไตรลักษณ์
วิธีฝึกสมาธิ ที่ได้ยึดถือปฏิบัติกันสืบ ๆ มาตามแนวคัมภีร์วิสุทธิมรรค มีลำดับขั้นตอนดังนี้ (๑) ตัดปลิโพธิ (๒) เข้าหากัลยาณมิตร (๓) รับเอากรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔๐ อย่าง (๔) อยู่ในวัดที่เหมาะสมกับการเจริญสมาธิ (๕) ปฏิบัติตามวิธีเจริญสมาธิ การเจริญสมาธิ จิตจะประณีตขึ้นตามลำดับ เป็นขั้น ๆ ภาวะจิตจะสงบเป็นสมาธิถึงขั้นอัปปณา เป็นสมาธิที่เกิดจากองค์ฌาน หรืออาจกล่าวได้ว่า ผลจากการเจริญสมาธิจะทำให้ได้ฌานสมาบัติ ฌานสมาบัติแม้เป็นภาวะแห่งจิตที่ลึกซึ้ง แต่ก็ยังเป็นเพียงระดับโลกีย์เท่านั้น ไม่ใช่จุดหมายที่แท้จริงของพุทธปรัชญา ในภาวะแห่งฌานที่เป็นผลของสมาธินั้นกิเลสต่าง ๆ จะสงบระงับไปชั่วคราว ไม่ยั่งยืนแน่นอน คือกิเลสระงับไปเพราะถูกกำลังสมาธิข่มไว้ เหมือนหินทับหญ้า ยกหินออกเมื่อใดหญ้าก็กลับงอกขึ้นได้อีกอย่างไรก็ตาม แม้ฌานจะไม่ใช่จุดหมายของพุทธปรัชญาก็ตาม แต่สามารถนำเอาฌานที่ได้ใช้เป็นบาทเจริญวิปัสสนาต่อ เพราะจิตที่เป็นสมาธิเป็นจิตที่ควรแก่การงาน พร้อมที่จะถูกพัฒนาให้สูงขึ้น ๆ จึงถึงบรรลุธรรมขึ้นสูงสุด
จุดประสงค์ของการฝึกสมาธิก็เพื่อการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน, เพื่อได้ญาณทัศนะ,เพื่อมีสติสัมปชัญญะ และเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย สมดังพุทธพจน์ว่า
ภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนา (การเจริญสมาธิ) มี ๔ อย่าง คือ สมาธิภาวนา ที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อการได้ฌานทัศนะ สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ สติสัมปชัญญะ สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
จากพุทธพจน์ แสดงให้เห็นว่า สมาธิที่เจริญดีแล้ว ย่อมได้ประโยชน์ ๔ ประการ คือสามารถดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความสุขในปัจจุบัน, มีญาณทัสสนะที่ถูกต้อง มีสติสัมปชัญญะ และที่สำคัญคือไม่มีกิเลสอันได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน มารบกวน นับได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางของพุทธปรัชญา