ในทรรศนะเรื่องประเภทของความหลุดพ้นนั้นจะเห็นว่า พุทธปรัชญาต่าง จากปรัชญาเชนอย่างชัดเจน เพราะพุทธปรัชญาได้จัดประเภทของการหลุดพ้นไว้ ส่วนปรัชญาเชนมิได้จัด การที่ปรัชญาเชนไม่ได้จัดประเภทของความหลุดพ้นไว้ อาจเป็นเพราะเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญส่วนประเด็นที่สำคัญจึงควรเป็นเรื่องของการทำลายกรรมเมื่อสามารถทำลายกรรมได้หมด ก็ถือว่าหลุดพ้นเป็นอันใช้ได้ จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องจัดประเภท ส่วนการจัดประเภทของความหลุดพ้นในพุทธปรัชญานั้น แม้จะจัดเป็น ๕ ประเภทก็ตาม แต่ประเภทที่หลุดพ้นจริง ๆ มีเพียง ๓ ประเภท คือ สมุจเฉทวิมิติ, นิสรณวิมุติ, ปฏิปัสสัทธิวิมุติ อยู่ในระดับโลกุตระ ส่วน ๒ ประเภทที่เหลือยังมิใช่ความหลุดพ้นที่แท้อยู่ในระดับโลกียะเท่านั้น ผู้วิจัยถึงเห็นว่า การที่พุทธปรัชญา จัดไว้หลายประเภทเช่นนี้น่าจะเป็นกุศโลบายในการสอนธรรมมากกว่า คือผู้มุ่งปฏิบัติจะได้เกิดกำลังใจ แม้ว่าความหลุดพ้น ๒ ประเภทแรก จะไม่ใช่ความหลุดพ้นที่แท้จริงก็ตาม แต่เป็นกำลังใจให้เกิดอุตสาหะวิริยะในการปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้น และหลุดพ้นอย่างแท้จริงได้ในที่สุดอย่างไรก็ตาม แม้เชนจะมิได้จัดประเภทของความหลุดพ้นไว้ แต่เมื่อพิจารณาจากคุณสถาน ๑๔ จะพบว่ามีความหลุดพ้นอยู่สองระดับ คือ โลกียะ กับโลกุตตระ จึงสามารถนำมาเปรียบเทียบได้กับ วิมุติ ๕ ได้ในแง่ที่ว่า วิมุติ ๕ เมื่อจัดเป็น ๒ระดับ จะเป็นระดับโลกียะ กับโลกุตตระเหมือนกัน

พระอรหันต์

พระอรหันต์ในพุทธปรัชญา และอรหันต์ในปรัชญาเชน สามารถนำเอาความหมาย,ภาวะ, และบทบาทหน้าที่มาเปรียบเทียบกันได้ดังนี้

๑. ความหมายในพุทธปรัชญา คำว่า อรหันต์ แปลว่า ผู้ไกลจากกิเลสหมายถึงผู้ที่

สามารถกำจัดได้หมด กลายเป็นผู้ตรัสรู้ ส่วนในปรัชญาเชน อรหันต์หมายถึงผู้ที่ทำลายกรรมได้เสร็จสิ้นแล้ว เมื่อสามารถแยกชีวะออกจากกรรมได้จึงเสร็จกิจ ดังนั้น ความหมายของอรหันต์ใน

พุทธปรัชญาและปรัชญาเชน จึงต่างกันในแง่ที่ว่า อรหันต์ในพุทธปรัชญา พ้นจากกิเลส ส่วนอรหันต์ในปรัชญาเชน พ้นจากกรรม ที่เหมือนกันคืออรหันต์ในพุทธและเชน เป็นผู้หลุดพ้น ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

๒. ภาวะของอรหันต์ พระอรหันต์ในพุทธปรัชญาและปรัชญาเชน มีภาวะทางจิตและภาวะทางความประพฤติที่คล้ายกันคือ ภาวะทางจิตจะมีความสุข สงบ เพราะสามารถกำจัดกิเลสและกรรมได้หมด จึงไม่ถูกกิเลสรบกวน และภาวะทางความประพฤติท่านก็ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม ส่วนที่แตกต่างกันคือ ภาวะทางปัญญาเพราะเชนถือว่า ผู้ที่หลุดพ้นแล้วจะมีภาวะทางปัญญาที่แตกต่างกันไปตามลำดับคือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวก จะมีภาวะทางปัญญาที่ลดหลั่นกันลงมา

๓. บทบาทหรือหน้าที่ของพระอรหันต์ในพุทธปรัชญาและปรัชญาเชน พระอรหันต์มีหน้าที่ที่คล้ายกันคือ ทำหน้าที่เป็นครูคอยแนะนำสั่งสอนชี้นำสังคม ให้ดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ส่วนหน้าที่ที่แตกต่างกัน คือ อรหันต์ในปรัชญาเชนมีหน้าที่หรือบทบาทในฐานะเป็นเทพ ส่วนอรหันต์ในพุทธปรัชญา ไม่มีหน้าที่ในฐานะเป็นเทพ

ปรัชญาเชนปฏิเสธพระเจ้า แต่ก็ยกย่องผู้หลุดพ้นในฐานะเป็นเทพ เพราะถือว่าที่หลุด พ้นแล้วจะมีสภาวะของเทพอยู่ภายใน ดังนั้น พระอรหันต์จึงต้องทำหน้าที่ในฐานะเป็นเทพ หน้าที่ของเทพเป็นอย่างไร เช่นไม่ได้บอกไว้ชัด บอกแต่เพียงว่าอรหันต์ในฐานะเทพนั้น จะเป็นที่เคารพบูชาเทิดทูนของสังคม ผู้วิจัยเห็นว่าบทบาทในฐานะเทพนี้ก็ คือ เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าจะมีพระเจ้าเป็นที่ยึดเหนี่ยว แต่เชนปฏิเสธพระเจ้า จึงยึดเอาพระอรหันต์เป็นที่ยึดเหนี่ยวแทน ส่วนพระอรหันต์ในพุทธปรัชญาไม่มีหน้าที่ในฐานะเป็นเทพ แม้จะยกย่องบูชาพระอรหันต์ แต่ก็มิได้ยกย่องท่านเหมือนเทพ เพราะฐานะของพระอรหันต์ในพุทธปรัชญานั้น สูงส่งยิ่งกว่าเทพใด ๆ

กล่าวได้ว่า พระอรหันต์ในพุทธปรัชญาและปรัชญาเชน แม้จะมีบางประเด็จทีแตกต่างกันบ้าง แต่มีประเด็นหลักที่เหมือนกันคือ เป็นผู้หลุดพ้นไม่ต้องกลับมาเกิดอีกด้านการดำเนินชีวิตก็เป็นแบบอย่างที่ดี มีความสุข มีคุณธรรมไม่หลีกหนีสังคม เสียสละอุทิศตนในการอบรมสั่งสอน ดังนั้นพระอรหันต์ในพุทธปรัชญาและปรัชญาเชน จึงเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญของสังคม