อัตตา กับ มานะ

อัตตา  กับ  มานะ

 

พจนานุกรมบาลี-ไทย  ได้ให้ความหมาย  ของอัตตา  โดยรูปวิเคราะห์ ว่า

อาทิโต  อหํมาโน  เอตฺถาติ  อตฺตา  แปลว่า  อัตตา (ร่างกาย)  เป็นที่ตั้งของมานะ

 

                พุทธธรรมสอนว่าตัวตอนหรืออัตตานี้ ไม่มีอยู่จริง  แต่เป็นสิ่งที่สมมติขึ้นเพื่อสะดวกในการสื่อสาร เพื่อความหมายรู้ร่วมกันของมนุษย์  ในความเป็นเป็นอยู่ประจำวัน กำหนดตามชื่อที่บัญญัติขึ้น หรือตั้งขึ้นสำหรับเรียกหน่วยรวมหรือภาพรวมหนึ่ง    อัตตานี้จะเกิดเป็นปัญญาหาขึ้น  ก็ต่อเมื่อคนหลวงผิดเกิดความยึดถือขึ้นว่ามีตัวตนจริง ๆ หรือเป็นตัวตนจริงๆ เรียกว่ารู้ไม่เท่าทันความเป็นจริง หรือหลงสมมติในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับอัตตานี้   พึงทราบว่า  อัตตาไม่ใช่เป็นกิเลส  มิใช่สิ่งที่จะต้องละ  เพราะอัตตามิได้มีอยู่จริง  จึงไม่มีอัตตาที่ใครจะละได้  อัตตามีอยู่แต่เพียงในความยึดถือ  สิ่งที่จะต้องทำก็มีเพียงการรู้เท่าทันตามเป็นจริงว่า   ไม่มีอัตตา  หรือไม่เป็นอัตตา   อย่างที่เรียกว่า  รู้ทันสมมติเท่านั้น  พูดอีกนัยหนึ่งว่า  ละความยึดถือในอัตตา  ละความยึดถือว่าเป็นอัตตา  หรือถอนความหลงผิดในภาพของอัตตา   หรือในบัญญัติแห่งอัตตาเสียเท่านั้น  เรื่องอัตตาและการปฏิบัติต่ออัตตาใน  ความหมายที่ใช้ทั่วไปมีเพียงเท่านี้

 

                อย่างไรก็ดี  ในสุตตนิบาตที่ได้ยกมาอ้างในข้อก่อน  ท่านใช้คำว่า  อัตตา  คู่กับ  นิรัตตา (หรือ  อัตตัง คู่ กับ  นิรัตตัง) และได้ขยายความหมายของอัตตาในกรณีนี้ออกไปว่า  หมายถึง   การยึดถือในอัตตา หรือการถือว่า  อัตตาขาดสูญไป  และอีกนัยหนึ่งว่า  สิ่งที่จะต้องปล่อยละ  ความหมายของอัตตา  ในกรณีนี้  เป็นความหมายแบบขยายตัวเกินศัพท์    คือ มุ่งเน้นที่  ทิฏฐิ  อันได้แก่ความเชื่อถือหรือความ ยึดถือในอัตตาที่เรียกว่า  อัตตทิฏฐิ หรือ อัตตานุทิฏฐิ  ซึ่งก็คือ  ความเชื่อว่ามีตัวตนที่เป็นแก่น เป็นแก่นถาวร ที่เรียกว่า สัสสตทิฏฐิ  ดังนั้น  ในคัมภีร์มหานิทเทส  และจูฬนิทเทส  ที่อธิบายสุตต

 

                นิบาตตอนที่อ้างนั้น  จึงไขความคำ  อัตตา  หรือ อัตตัง  ว่าได้แก่  อัตตทิฏฐิ  หรือ  สัสสตทิฏฐิ  ใน เมื่ออัตตาในกรณีนี้  หมายถึง  ตัวทิฏฐิ  ซึ่งเป็นกิเลส  (คือ  ทิฏฐิต่ออัตตา ทิฏฐิว่ามีอัตตา)  จึงเป็นสิ่งที่ต้องละ  ฉะนั้น

 

                ในสุตตนิบาตนั้น  จึงมีข้อความบาลี  กล่าวถึงการละอัตตาว่า

                ผู้ละอัตตา (อตฺตญฺชโห)  บ้าง

                ยังมีการถือเกี่ยวกับตัวตนอีกอย่างหนึ่ง  ซึ่งแตกต่างจากการถืออย่างทิฏฐิ  กล่าวคือ  ทิฏฐินั้นเป็นการถือว่ามีตัวตน   หรือเป็นตัวตน  เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นตัวตน  เห็นว่าตัวตนเป็นของถาวร  เป็นต้น ส่วนการถือเกี่ยวกับตัวตนอีกอย่างหนึ่งนั้นเป็นการถือสำคัญ  หมายความว่า  ถือเทียบเคียงระหว่างตัวเองกับตัวอื่น  ถือเอาไว้วัดไว้แข่งกัน  ถือสูงต่ำ ถือตัวตนในลักษณะที่จะเอาตัวตนนั้นไปเป็นนั่นเป็นนี่ เช่นว่า  ฉันเป็นนี่  ฉันแค่นี้  ฉันสูงกว่า  เราด้อยกว่า  เราเท่ากับเขา  เป็นต้น  การถืออย่างนี้  มีชื่อเฉพาะเรียกว่า  มานะ  แปลว่า  ความถือตัว  ความทะนงตน  ความสำคัญตนว่า  สูง ต่ำ  เด่น ด้อย  เท่าเทียมเทียบเขาเทียบเรา  ตลอดจนความรู้สึกภูมิ    พอง ๆ  ถือตัวอยู่ภายใน  มานะนี้เป็นกิเลสอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับ ทิฏฐิ  จึงเป็นสิ่งที่ต้องละหรือต้องทำจัดเสียในปัจจุบันได้เริ่มมีความนิยมขึ้นบ้างในบางท่าน  หรือบางหมู่ที่จะใช้  อัตตา  ในความหมายของ  มานะ  อย่างนี้  เช่นว่า  คนนั้นมีอัตตามากอัตตาเขาใหญ่  อย่าเอาอัตตามาว่ากัน  อย่าให้อัตตาแรงนัก  ดังนี้เป็นต้น  พึงตระหนักว่า  การใช้อัตตาอย่างนี้เป็นเพียงความนิยามเท่านั้น  แต่ไม่ถูกต้อง  คำที่ถูกต้องสำหรับในกรณีนี้คือ  มานะ  ซึ่งเป็นกิเลสตัวการที่ทำให้ไม่ฟังกัน  ไม่ลงกัน  ไม่ยอมกัน  ทำให้แข่งให้อวดกัน  ตลอดจนกดข่มกัน  นอกจากนี้พึงสังเกตว่า  แม้แต่การถือว่าเท่ากับเขาก็เป็นมานะ  เป็นกิเลสเช่นเดียวกับการถือว่าสูงกว่าเขา  เหนือกว่าเขา  หรือต่ำกว่าเขา  ด้อยกว่าเขา  เพราะตราบใดที่ยังเป็นการถือ  ตราบนั้นก็ยังเป็นการกำเริบ  การจำกัดตัว  การกดบีบหรือเบ่งพองของจิต  ซึ่งอาจจะไม่ตรงเท่ากับความเป็นจริง  หรือเอา  ความจริงมาเป็นฐานก่อความกำเริบกดบีบเบ่งพองจิต  จึงยังเป็นภาวะไม่อิสระ  ไม่ปลอดโปร่งผ่องใส  การที่จะไม่ให้เป็นมานะ  ไม่ให้เป็นกิเลส  ก็คือการที่รู้ตามเป็นจริง   ไม่ว่าจะรู้ว่าสูง  ค่ำ  หรือเท่าเทียมด้วย  ถ้าเป็นการเข้าถึงความรู้และ เป็นเพียงแค่รู้ก็ไม่เป็นมานะ   ไม่เป็นกิเลส สรุปความอีกครั้งหนึ่งว่า อัตตา  อนัตตา  เป็นเรื่องของสภาพความเป็นจริงที่จะต้องรู้เข้าใจด้วยปัญญาหน้าที่ของเรามีเพียงแต่รู้เข้าใจให้ถูกต้องตามความเป็นจริงว่า  สิ่งทั้งหลายเป็นอนัตตาไม่เป็นอัตตาก็จบเท่านั้น  ส่วน  มานะ เป็นอาการของจิตที่จะต้องแก้ไขไถ่ถอน  หน้าที่ของเราก็คือ  พยายามเลิกละกำจัดมันเสีย  แต่ทั้งสองอย่างนี้ก็สัมพันธ์กัน  มาบรรจบกันในขั้นสุดท้าย  กล่าวคือ  การรู้เข้าใจอนัตตา  จึงให้ละมานะได้  เมื่อรู้เข้าใจว่าไม่มีอัตตา  เลิกยึดถือว่าเป็นอัตตาแล้วก็หมดมานะ  หมาย ความว่า เมื่อรู้เข้าใจว่า  สิ่งทั้งหลายไม่เป็นตัวตน  มองเห็นความไม่เป็นตัวตน  (เห็นอนัตตา)  แล้วก็หมดความถือตัวถือตน  ไม่ทะนงตน  ไม่ลำพองตน เลิกสำคัญตนว่าสูง  ต่ำ  ยิ่งใหญ่ เป็นต้น  (หมดมานะ)  เหมือนอย่างพุทธพจน์  ที่ว่า

 

                ผู้หมายผู้ในสิ่งทั้งหลายเป็นอนัตตา  จะลุถึงภาวะที่ถอนเสียได้

                ซึ่งอัสมิมานะ  (ความถือพองว่าเป็นของตัวภู)  เป็นนิพพานในปัจจุบันนี้แหละ

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เกี่ยวกับอัตตา-อนัตตา-สุญญตา เป็นอย่างไร?

คำสำคัญ (Tags)#พุทธศาสนา#มานะ#อัตตา#ชมรมพัฒนาใจให้สว่างใส#ปราชญ์ขยะ

หมายเลขบันทึก: 216096, เขียน: 12 Oct 2008 @ 19:43 (), แก้ไข: 29 Apr 2012 @ 13:04 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)