วันนี้เป็นวันแรกของการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาใหม่(ชาย) ครับ ซึ่งจากที่ผมได้รับข้อมูลการลงทะเบียน ผมเลยเสนอในที่ประชุมคณะให้จัดกิจกรรมรองรับ เพื่อไม่ให้นักศึกษาใหม่รู้สึกว่า มาวันแรกก็ต้องพึงตัวเอง และหาทีพึ่งอื่นไม่ได้เลย ดังนั้นวันนี้ช่วงเช้าจึงให้นักศึกษาใหม่ได้รู้จักคณะเบื้องต้น และพบจากอาจารย์ประจำสาขาวิชาก่อนจะไปลงทะเบียน จริงๆ เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกวุ่นๆ กับการออกแบบกิจกรรมสำหรับนักศึกษาใหม่มาก แต่ไม่เป็นไรครับ คณะจะทำเท่าที่ทำได้

ผมคุยกับนักศึกษาใหม่เกี่ยวกับลักษณะสำคัญของนักศึกษา และแนวทางการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย และอยากให้นักศึกษาเริ่มชีวิตการเป็นนักศึกษาด้วยเจตนารมณ์ที่ถูกต้องและได้รับการตอบแทนจากอัลลอฮ์

 

(วันนี้รอบของนักศึกษาชายครับ)

 

(มีกิจกรรมสันทนาการเล็กน้อยๆ เพื่อความผ่อนคลาย)

(ที่นั่งว่างเยอะครับ เพราะนักศึกษาใหม่บางส่วนไม่ทราบกำหนดการ จึงทะยอยกันมา)

หลังลงจากเวทีก็ได้คุยกับผู้ปกครองท่านหนึ่งที่มาส่งลูกเข้าเรียนด้วย เห็นทั้งประกายความหวัง เห็นความห่วงใยเห็นความรักที่พ่อคนหนึ่งมีให้ลูกของตนครับ ผมอยากให้ลูกรับรู้ความรู้สึกนี้มากๆ ครับ บางทีสิ่งนี้อาจเป็นพลังสำหรับลูกในการเรียนให้ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

คุณพ่อท่านนี้มาจากพังงาครับ มาถึงเมื่อคืนก็นอนโรงแรมในยะลาแล้วก็เข้ามามหาวิทยาลัยเมื่อเช้า ท่านบอกว่า เส้นทางกว่าจะถึงมายังมหาวิทยาลัย ทำให้ท่านเป็นกังวลครับ แต่พอมาเข้าเขตมหาวิทยาลัย ความสบายใจกับเต็มหัวใจท่านครับ ผมก็เลยตอบท่านไปว่า อย่างนี้แหละครับ มหาวิทยาลัยต้องอยู่นอกๆ เมืองหน่อย แต่ข้างในมหาวิทยาลัยก็พร้อมสรรพสำหรับนักศึกษา เอาเป็นว่าสี่ปีไม่ต้องเข้าเมืองเลยก็อยู่รอดครับ

เย็นนี้คุณพ่อท่านนี้จะเดินทางกลับแล้วครับ ประเด็นคำถามหนึ่งน่าสนใจ เพราะมันสะท้อนความห่วงใยของคนเป็นพ่อได้ดีครับ ท่านพูดขึ้นมาว่า จะให้ลูกอยู่มหาวิทยาลัยตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ อยู่ได้นะอาจารย์ มันคงไม่อดนะครับ ผมเลยตอบไปว่า รอบนี้ต้องปล่อยให้ลูกใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ได้แล้วล่ะครับ ไม่ต้องเป็นกังวลหรอกครับ เขาโตแล้ว ผมว่าผมเน้นคำว่า ลูกโตแล้วกับคุณพ่อท่านนี้หลายรอบครับ เพราะดูท่านจะเป็นห่วงลูกจริงๆ

ก่อนคุณพ่อท่านนี้จะลุกกลับ ผมเลยรีบบอกท่านไปว่า ผมชื่อชาฟีอีย์นะครับ หากมาเยี่ยมลูกเมื่อไรก็แวะมาพูดคุยได้นะครับ

เรื่องราววันนี้ทำให้ผมนึกไปถึงวันแรกที่ผมออกจากบ้านไปอยู่บ้านหลังใหม่ ไปใช้ชีวิตตามลำพังประสานนักเรียนมัธยมกับน้องชาย ผมจำคำพ่อสั่งเสียได้ดีครับในคืนก่อนไปอยู่บ้านหลังใหม่ (พ่อไม่ไปส่งครับ มีแม่กับพี่สาวคนโตไปส่ง พร้อมสอนการทำแกงส้มและการหุ่งข้าวกับเตาถ่านก่อนกลับ แล้วปล่อยให้ผม น้องชายและเพื่อนอีกหนึ่งคนใช้ชีวิตด้วยกันในบ้านหลังเล็กๆ ข้างโรงเรียน) พ่อบอกผมว่า "กูไว้ใจมึง....(ขออนุญาตล่ะอีกหลายข้อความไว้สำหรับตัวผมเอง)" และด้วยคำว่า ไว้ใจนี้แหละครับ เป็นสิ่งที่ผมป้องกันตัวผมเองจากสิ่งไม่ดีได้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ผมไม่เคยคิดหยิบบุหรี่มาสูบเลย เพราะผมกลัวความไว้วางใจของพ่อต่อผมหมดไป

ผมอยู่มาจนถึง ม. 4 หรือม.5 ก็มีประเด็นหนึ่งที่ทำให้ผมยึดมั่นกับความไว้ใจของพ่อมากขึ้นครับ เพราะครั้งนั้นน้องชายขอมอเตอร์ไซด์เก่าของพ่อมาใช้ที่บ้านที่สตูล ซึ่งเป็นบ้านที่ผมกับน้องชายอยู่กันสองคนระหว่างเรียนมัธยม (ตอนนั้นผมกับน้องแยกเรียนกันคนละโรงครับ) ปรากฏในการขอของน้องชายผม พี่ๆ ค้านกันทุกคนครับ (บ้านที่รับฟังข้อคิดเห็นของสมาชิกก็เป็นงี้แหละครับ ขนาดผมขอขึ้นเงินเดือนยังต้องมีการอภิปรายกันภายในบ้านเลย) ปรากฏว่า พ่อให้มาถามผมว่า กูให้ฟังมึงตอบแล้วกันบ่าว ว่า มึงคิดว่าน้องชายมึงจะรับผิดชอบได้แล้วยัง? ผมตอบพ่อไปว่า ได้แล้ว แล้วพ่อก็ตอบว่า อนุญาตให้น้องชายผมเอามอเตอร์ไซด์เก่าของพ่อมาใช้ที่สตูลได้

ที่ผมยกเรื่องนี้มาประสมรวมกัน เพราะผมรู้สึกว่า น่าเสียดายนะครับถ้าความรู้สึกดีๆ ที่พ่อคนหนึ่งมีต่อลูก ไม่ได้ถูกแสดงให้ลูกได้รับรู้ และในมุมกลับกันลูกๆ ก็ควรที่จะรับรู้ความรู้สึกในหัวใจของพ่อที่มีต่อเขาให้มากขึ้นด้วยครับ