ผมมองดูกาน้ำที่ตั้งบนเตาอั้งโล่ ที่พ่นไอน้ำสีขาวออกมาอย่างมีชีวิตชีวา น้ำเดือด น้ำร้อนเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ของคนเรา โดยใช้ความร้อนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเพิ่มองศาของสิ่งหนึ่ง ทำให้ผมคิดถึงการพัฒนาชุมชนที่เราทำกันอยู่ วันนี้เหมือนกับว่าการพัฒนาที่เราเรียกกันนั้นในระดับชุมชนแทบไม่มีพลังในการขับเคลื่อนสิ่งใดเลย ดูนิ่งไปหมด หรือเป็นความรู้สึกส่วนตัวก็ไม่ทราบได้

ในกระบวนการพัฒนาเรามีอะไรผิดพลาดหรือไม่ ??? และหากผิดพลาดเราจะทำอย่างไร มีกระบวนการอย่างไรต่อจากนี้??
ผมขอมองจากชุมชนเล็กๆของผม เพื่อที่จะเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ๆของการพัฒนาระดับประเทศ และส่วนตัวคิดว่ามีปัญหาที่คล้ายกัน การพัฒนาที่ทำกันมโหฬาร ใช้งบประมาณ ใช้ทุนกันมากมาย ส่วนผลที่ได้ถึงเป้าหมายคุ้มกันหรือไม่ หรือ กลุ่มเป้าหมายได้รับผลนั้นอย่างไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร หากมองในมุมหนึ่งที่ไม่ติดกับคำว่า “คุ้ม” หรือ “ไม่คุ้ม” นะครับ
เรามองเข้าไปในโรงเรียนของหมู่บ้านดูไม่ครึกครื้น ดูไม่มีชีวิตชีวา เด็กๆก็เดินเข้าไปในโรงงานเพื่อรับความรู้ แต่การสร้างความรู้ไม่เกิด มองเข้าไปใน อบต.ซึ่งเป็นส่วนของรัฐที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับชุมชนที่สวยงามด้วยสิ่งก่อสร้างที่แปลกแยกชุมชน ยิ่งไม่เห็นพลังในการขับเคลื่อนงานพัฒนาเลย ทำงานกันไปเหมือนองค์กรภาครัฐที่เป็นภาพเดิมๆ วัดก็ห่างจากชุมชนไปมากขึ้น ชาวบ้านก็ตั้งหน้าตั้งตาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกันแบบไม่ลืมตาอ้าปาก โลกเราก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆ
ถามว่าเราขาดอะไร? <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">เรากำลังเดินไปสู่เป้าหมายใด?</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">ฤาว่า วาทกรรมของการพัฒนาเป็นเพียงนิยายประโลมโลก เสร็จแล้วเราก็ค่อยค้นหาความจริงกันใหม่ เริ่มต้นใหม่กันทุกครั้งใช่หรือไม่ </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">นาฬิกาของโลกาภิวัฒน์หมุนเร็วกว่านาฬิกาปกติกว่าหนึ่งเท่าตัว และนับวันจะหมุนเร็วมากขึ้นทวีคูณ หากเราไม่ปรับตัว เปลี่ยนวิธีคิดกันใหม่ เหมือนจะสาย แต่ก็คิดว่าไม่ทันแน่ในการวิ่งฝ่าไป ขอเพียงแต่รู้ให้ทันก็พอ</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">อารัมภบทมายาวสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงนามธรรม รูปธรรมที่ผมเห็น เพียงแต่อยากเชื่อมให้เห็นว่าเรามีปัญหาอะไรกันบ้าง?</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p>ประเด็นคิดในการพัฒนาระดับชุมชน ผมขอยกมา ๓ ประเด็นที่เป็นพื้นฐานดังนี้ครับ <ul>
</ul> <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">๓ ประเด็นนี้เป็นหลักคิดกว้างๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน ส่วนในรายละเอียดทั้งสามประเด็นนั้น มีกระบวนการที่หลากหลายที่ต้องคิดให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">ท่านผู้อ่านมีความคิดต่อประเด็นเหล่านี้อย่างไรบ้างครับ?? </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">ขอเชิญปราชญ์ gotoknow ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p>
สวัสดีครับ.....คุณจตุพร ครับ ผมนาน ๆ ได้แวะมาลปรร. ครับ ประเด็นของคุณจตุพร น่าสนใจ เพราะผมทำงานในแวดวงพัฒนาชนบทเหมือนกันครับ
ถ้าเป็นคำคิดคำนึงว่า " ขณะนี้การพัฒนาบ้านเรา ถึงวิกฤตของการพัฒนา หรือภาพลวงตาแห่งยุคสมัยหรืออย่างไร?" เอาเพียงนี้ ใช่เป็นคำคิดคำนึงได้ครับ และเป็นคำถามไปในตัว เพราะถ้าถามว่า โลกยุคนี้เป็นยุคอะไร ก็จะตอบได้ว่า เป็น "กลียุค" ครับ
การเป็นกลียุค จึงเป็นความหมายว่า ทุกอย่างเดินทางมาจนเกือบสุดทางแล้วครับ เจริญก็เจริญแบบสุด ๆ ของยุคนั้น เสื่อมก็เสื่อมแบบสุด ๆ ของยุคนั้น คนที่เคยสุข แบบสุด ๆ ก็จะทุกข์แบบสุด ๆ ครับ
แล้วรูปธรรม และนามธรรม ที่คุณจตุพรฯ เห็น ก็คือความจริงครับ ถ้าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไม่มีอะไรใหม่กว่านี้ หรือคิดสร้างสรรค์กว่านี้ ครับ คงจะไปบูรณาการต่อไม่ได้ครับ เพราะคำบูรณาการต่อเป็นการไปเติมเต็มครับ (การเติมเต็มต้องเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์และก้าวหน้าครับ) ถ้าไปเติมเต็มในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ อย่างเช่น การศึกษาที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เดินไปเพื่ออะไรครับ ถ้าเดินผิดทางแล้ว จะคิดไปเติมเต็มคงไม่ได้ครับ ต้องกำหนดทิศทางให้ถูกต้องเสียก่อนครับ เป็นต้น
สิ่งที่เป็นข้อสรุป คือ เราต้องคิดใหม่ครับ ถ้าเป็น(การคิด แนวคิด แนวปฏิบัติ) แบบเก่า ๆ บอกได้ว่าความจริงที่เห็นคือสิ่งที่ต้องทำใจครับ
เรียนคุณจตุพร
สิ่งแรกที่อยากบอกคือ ชอบใจในความเป็นจริงที่คุณพูด การพัฒนาที่ไม่เกิดจาก ระเบิดออกมาจากภายใน ก็จะมีสภาพเหมือนกับสิ่งที่คุณอธิบายมาทั้งหมด ยิ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐแล้ว นวตกรรมใหม่ ๆ พวกเราไม่มีโอกาสได้เห็นอย่างแน่นอน เพราะกิจกรรมหลักของการทำงาน คือ การปักป้ายถ่ายรูป ผมไม่ได้ว่าใครนะ แต่สภาพมันเป็นอย่างนี้จริง ๆ
เมื่อวานนี้ อดีตท่านผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ท่านมาเก็บข้อมูล เกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ ระดับปริญญาเอกของท่าน ท่านสัมภาษณ์ ข้าราชการหลายคน ผมเป็นหนึ่งในนั้น ประเด็นของการพัฒนาชุมชน ท่านก็ถามผม ผมอธิบายท่านว่า ผมมีความเชื่อพื้นฐานอยู่ 2 ประการ ในเรื่องของการพัฒนาชุมชน คือ
1. ผมเชื่อว่าทุกชุมชนค่อนข้างมีความต้องการได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ
2. ผมเชื่อว่าวิธีการหรือรูปแบบของการพัฒนา ชุมชนสามารถลอกเลียนกันได้
เมื่อผมมีความเชื่อในลักษณะเช่นนี้ วิธีการที่ผมเสนอจึงเป็นไปในลักษณะ เล็กแต่ลึก สามารถเป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่น ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ ส่วนวิธีการเป็นอย่างไร รายละเอียดมีแค่ใหน หลักการคล้าย ๆ กับที่คุณยกมาเป็นประเด็น แต่เพิ่มความเข้มในส่วนของภาครัฐให้มากกว่าปกติ
ดีใจครับที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับคนที่คิดคล้าย ๆ กับผม วันหนึ่งในอนาคตสังคมจะมองและยอมรับว่า วิธีคิดเพื่อให้ชาวบ้าน ประสบความสำเร็จและมีความมั่นคง เขาคิดกันอย่างไร เป็นกำลังใจให้คุณจตุพร ครับ
สวัสดีเจ้า อ้ายเอก
การพัฒนาที่ไม่ระเบิดจากข้างใน ไม่ให้ความสำคัญกับทุนชุมชน แต่กลับให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดที่ถูกกำหนดตามกรอบงบประมาณ คนเอามาใช้ก็ทำตามพิมพ์เขียว ไม่ยืดหยุ่น หรือเชื่อมโยงอย่างเหมาะสม ซ้ำร้ายบางแห่ง(เช่นที่บ้านน้องพิมพ์เอง) ไม่ให้เกียรติความคิดของชุมชน ชาวบ้านทำไม่ได้ต้องฉันทำเอง แม้กระทั่งแผนชุมชน...ฉันก็จะทำเอง
เห็นทีคงไม่ได้ร่วมแลกเปลี่ยน ออกแนวพ่นลมบ่นรัฐ...มากกว่าซะแล้ว
---^.^---
ความต้องการในการพัฒนาเป็นของใครครับ?
แล้วชุมชนหรือชาวบ้านตาดำ ต้องการคำว่า "พัฒนา" หรือเปล่า?
วันหนึ่งเราเดินเข้าไปในชุมชนหนึ่ง เราบอกเขาว่า โอ้ บ้านของคุณด้อยพัฒนาจริงๆ? ชาวบ้านก็ตอบเรากลับมาว่า ก้อพวกฉันอยู่ของพวกฉันอย่างนี้นะดีแล้ว ไม่ได้จะเป็นจะตายตรงไหน ทำไมต้องพัฒนาด้วยล่ะ ฮาฮาฮา
คนในชุมชนมองเรื่องการพัฒนาอย่างไร ใช่เรื่องที่คนของรัฐมาทำให้บ้านเขามีเรื่องต้องให้ทำให้ยุ่งให้ยากหรือเปล่า
สิ่งที่เราจะเริ่มให้ชุมชนเกิดการพัฒนา เริ่มที่ไหนก่อน คนไม่หิว คนไม่อยากกิน จะไปง้างปากให้กลืนอาหารไปก็ไม่อร่อยครับ
สร้างให้ชุมชนหิวการพัฒนาก่อนดีมัยครับ (ดูเหมือนพูดง่ายแต่ทำยาก และใช้เวลานาน) ปีที่แล้ว ผมไปนั่งคุยกับผู้อาวุโสในชุมชนกลุ่มหนึ่ง คุยกันไปเรื่อยครับ คุยไปหัวเราะไป กินไป สุดท้ายหนึ่งในผู้อาวุโส พูดขึ้นว่า โอ้ถ้าอาจารย์ไม่เชิญมาคุยวันนี้ พวกเราคงลืมคำศัพท์ที่ใช้เรียกสิ่งของในสมัยปู่ย่าตายายของเราไปแล้ว แอ๊ะ ทำไงไม่ให้เราและลูกหลานของเราลืมของพวกนี้ดีละอาจารย์
สวัสดีครับน้องเอกที่แสนขยัน
ประเด็นน่าสนครับ การเคลื่อนไหวในสังคมต้องมีการสรุปบทเรียนครับ
วันนี้มาทิ้งร่อยรอยหน่อย แล้วจะกลับมาใหม่จ๊ะ
สวัสดีค่ะน้องเอก
พี่ก็รู้สึกคล้ายๆกัน การพัฒนาชุมชน ยังเป็นช่องทางในการใช้งบประมาณที่สำคัญ เขียนโครงการ ดำเนินโครงการ สรุปโครงการ หมดงบประมาณ ต้องไปแล้ว จบแล้ว ลอยแพ......
จิตสำนึกของนักพัฒนาเท่านั้น ที่จะต่อสายป่านต่อไป โดยไม่ต้องอาศัย กรอบ งบประมาณ คำสั่ง
ดีใจที่ได้แลกเปลี่ยนกันในแวคิดนี้ อาจทำให้หลายคนไม่รู้สึก เปล่าเปลี่ยวใจเกินไป
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์
แวะมาชื่นชมการทำงาน ขอตั้งประเด็นนะค่ะ
เราทำเพื่อใคร
ส่วนร่วมคือใคร
ที่เราทำเราทำเพื่อใคร เขาคิดจะทำไหม
เหมือนหลักการคิดที่ว่า 3H head,hands,heart
หากเขาไม่ได้คิดอยากจะทำ หรือ ไม่ใส่ทำ ย่อมไม่ส่งผลต่อการทำงานของเขา เพราะไม่ใช่เรื่องของเขา ไม่ใช่ประเด็นของเขา ย่อมไม่เกิดการทำงานต่อไป
ทุกวันนี้ สังคมส่วนมากต้องดิ้นรนต่อสู้ กับสภาพปัญหาเศรษฐกิจ ทุกคนต้องหาเช้ากินค่ำ แค่เรื่องปากท้องก็ยุ่งทีเดียว เพราะหากเราแก้ปัญหาตรงนี้ไม่สำเร็จ เขาคงไม่จิตใจไปทำอย่างอื่น หรือเปล่าค่ะ
เห็นด้วยกับคุณสิงห์ป่าสักนะค่ะ อย่าว่าแต่ชุมชนเลยแม้สถานการศึกษาก็ผจญวิกฤตของการพัฒนาเช่นกัน
สวัสดีครับ พี่สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล
ต้องขอบคุณมากครับ มาช่วยเติมต่อประเด็นของผม และทราบว่าพี่ไพศาลทำงานในแวดวงพัฒนาชุมชนด้วย
พี่เปิดประเด็นได้น่าสนใจมากครับ กับคำว่า "กลียุค" ทำให้เห็นภาพของสถานการณ์ที่เป็นไปได้ ทุกอย่างกลับตาลปัตรกันหมด
มีคำว่า"การศึกษา" นี่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ระบบการพัฒนาของเรามีปัญหาและไปต่อไม่ได้ เท่ากับว่า วนอยู่ในอ่าง ปัญญาไม่เกิด
ประเด็นการศึกษาจึงเป็นวาทกรรมที่ไม่ทันต่อยุคสมัยทีเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
และเราก็ไม่หวัง
การสร้างความรู้ในระดับชุมชนต่างหากที่นักพัฒนาควรมองเห็นและสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิด แต่ก็ยาก เพราะปัจจัยที่เข้ามามีเงื่อนไขมากมาย
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ที่สร้างชาวบ้านนักวิจัย นี่เป็นทางเลือกเลยครับ ที่ อ.เสรี บอกว่า "ประชาพิจัย" ถือว่าเป็นการพัฒนาศักยภาพคนให้เกิดปัญญาในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนของตนเอง ในระดับปัจเจกด้วย ชุมชน สังคมด้วย แต่กระบวนการแบบนี้ใช้เวลามาก
ปัญหาที่พี่สมพงศ์ บอกว่า การบูรณาการไม่เกิดนั้น ผมเห็นด้วยครับ เพราะตามวิถีที่เห็นนับวันก็ยิ่งห่างกันมากขึ้น แบบต่างคนต่างทำให้เสร็จๆไป ขยะของการพัฒนามีมากขึ้น
การคิดใหม่ เป็นทางรอด หากเราคิดใหม่ รื้อระบบคิดเดิมเปิดรับความรู้ที่หลากหลาย สร้างปัญญาจากการปฏิบัติ ทบทวน เรียนรู้ ถอดบทเรียนไปด้วย ผมคิดว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ดี และยั่งยืน คำถามก็อยู่ที่ว่า เราจะสร้างกระบวนการแบบนี้ให้กับชุมชนได้อย่างไร มีวิธีการไหนบ้าง
ท่าน ทพ.อุทัยวรรณ กาญจนกามล ท่านเคยโทรศัพท์มาคุยเรื่องนี้กับผมที่ปาย ว่าแนวทางในการพัฒนาแบบ "คิดใหม่" นั้น เราควรจะมีแนวทางใด คำตอบก็คือ การเรียนรู้ตัวเอง และบูรณาการศาสตร์ในระดับตัวเอง กับสังคม พัฒนาในระดับปัจเจกให้เข้มแข็ง สร้างวิทยากรชุมชนเพื่อไปต่อยอด...
แนวทางนี้ หากทำได้ เป็นเรื่องที่ดีมาก จะทดลองที่ อ.ปาย เป็นพื้นที่ศึกษา วิจัยครับ
ขอบคุณพี่ สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล มากครับ กับมุมคิดที่สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจน
สวัสดีครับท่าน ผอ.สมนึก โทณผลิน
ประเด็นนี้สนุกครับ มีผู้รู้มาให้ข้อคิดเห็นที่หลากหลาย
หากเรามองในส่วนของรัฐเองก็จะเป็นแบบที่ท่าน ผอ.เขียนมาครับ ว่า "การพัฒนาที่ไม่เกิดจาก ระเบิดออกมาจากภายใน ก็จะมีสภาพเหมือนกับสิ่งที่คุณอธิบายมาทั้งหมด ยิ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐแล้ว นวตกรรมใหม่ ๆ พวกเราไม่มีโอกาสได้เห็นอย่างแน่นอน เพราะกิจกรรมหลักของการทำงาน คือ การปักป้ายถ่ายรูป"
อาจด้วยเรื่องข้อจำกัดหลายเรื่อง
หากจะโทษที "ระบบ" ก็เป็นจำเลยอีก "การศึกษา"เป็นจำเลยที่สอง
เพราะเหตุนี้ครับการพัฒนาโดยรัฐจึงไม่ประสบความสำเร็จที่ถึงระดับต่อยอดได้
ผมเคยทำงานกับนายทหารท่านหนึ่ง ทำงานวิจัยด้วยกัน ท่านยกปรัชญาของในหลวงมาใช้เป็นหลักคิด
"เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา"
หากไม่เข้าใจ แล้วไม่สามารถเข้าถึงชุมชนได้ และไม่เข้าใจไม่เข้าถึงจะพัฒนาชุมชนได้อย่างไร
ที่สำคัญ "จริงใจ" หรือไม่ อันนี้เป็นคำถามนักพัฒนาที่ฉาบฉวย
ในฐานะคนทำงานกับชุมชนผมขอมองต่อยอดท่านดังนี้ครับ
1. ผมเชื่อว่าทุกชุมชนค่อนข้างมีความต้องการได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ
ชุมชนทุกชุมชนต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐแน่นอนครับ เพียงแต่ว่าจะอยู่ในระดับใด แม้แต่ชุมชนที่เข้มแข็งก็ยังต้องการพึ่งพารัฐในบางเรื่อง
2. ผมเชื่อว่าวิธีการหรือรูปแบบของการพัฒนา ชุมชนสามารถลอกเลียนกันได้
วิธีการพัฒนาสามารถเรียนรู้จากที่หนึ่ง ไปใช้อีกที่หนึ่งได้ และเป็นเรื่องที่ดี ถือว่าเป็นการเรียนรู้ในระดับต่อยอด เพียงแต่ว่า ต้องให้สอดคล้องกับศักยภาพ และบริบทของพื้นที่
และสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นไปได้ และเราทำในหลายๆพื้นที่วิจัยก็คือ การสร้างโมเดล เล็กๆ และเรียนรู้ ขยายผล ที่ท่านบอกว่า "เล็กและลึก" นั่นหละครับ
ส่วนมากเราถนัดทำใหญ่ มันเป็นภาพ ที่ไม่ค่อยยั่งยืน การคิดใหญ่ดี แต่การทำอาจต้องทำเล็กๆให้เหมาะสม เมื่อถอดบทเรียน แล้ว ค่อยขยายผลไปแบบนี้เป็นแนวทางที่น่าจะเป็นคำตอบได้ของการพัฒนาแบบยั่งยืนระดับชุมชนครับ
ขอบคุณท่านผอ.มากครับ ที่ช่วยเติมบันทึกให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
สวัสดีครับ น้องพิมพ์
พิมพ์ดีด
"...การพัฒนาที่ไม่ระเบิดจากข้างใน ไม่ให้ความสำคัญกับทุนชุมชน แต่กลับให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดที่ถูกกำหนดตามกรอบงบประมาณ คนเอามาใช้ก็ทำตามพิมพ์เขียว ไม่ยืดหยุ่น หรือเชื่อมโยงอย่างเหมาะสม ซ้ำร้ายบางแห่ง(เช่นที่บ้านน้องพิมพ์เอง) ไม่ให้เกียรติความคิดของชุมชน ชาวบ้านทำไม่ได้ต้องฉันทำเอง แม้กระทั่งแผนชุมชน...ฉันก็จะทำเอง"
ที่เขียนมาเป็นปัญหาที่พบเห็นได้ทั่วไป เป็นปัญหาสามัญของการพัฒนาไปด้วยแล้ว
คำตอบที่พี่ตอบ อ.สมพงศ์ และ อ.สมนึกด้านบนนั้น น่าจะเป็นทางออกได้ดีครับ
ขอบคุณมากครับ หากมีประเด็นเพิ่มเติมมาต่ออีกนะครับ
สวัสดีครับ
สิงห์ป่าสัก
ถูกใจมากครับสำหรับ การสะท้อนมุมมองตรงไปตรงมาสไตล์พี่สิงห์
ผมว่านักพัฒนาระดับชุมชนที่คลุกคลีก็จะมองภาพออกมาคล้ายกันเหมือนเช่นพี่สิงห์มอง
ผมเห็นด้วยตามประเด็นที่พี่เขียนมาทั้งหมด และเน้นย้ำตรง มองข้ามมิติทางวัฒนธรรม ทำลายวิถีชุมชน เรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การพัฒนาควรเคารพและใช้วัฒนธรรมเป็นฐานในการพัฒนา หากการพัฒนาใดละเลยวัฒนธรรมชุมชน งานพัฒนานั้นทำลายวิถีชุมชนครับ
ปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับชุมชน ตามที่ ท่าน ผอ.สมนึก ได้เขียนมาก็ตรงเผงครับ
ผมชอบใจที่พี่เขียนว่า การพัฒนา คือ "การปรับตัว"
ในมุมคิดของผม นี่ใช่เลยครับ การพัฒนาไม่ใช่การทำให้ดีขึ้นถ่ายเดียว หากแต่หมายถึงการปรับตัวเพื่อการรอรับสิ่งใหม่ที่เป็นปัจจัยภายนอก"อย่างรู้เท่าทัน"
การพัฒนาจึงเป็นการสร้างปัญญาให้เกิดพร้อมกันได้ด้วย
ขอบคุณมากๆครับผม
สวัสดีครับอาจารย์จารุวัจน์
ผมคิดว่าเรามีปัญหาเรื่องการ สื่อความหมายเกี่ยวกับการพัฒนา เลยทำให้การพัฒนาที่จะช่วยให้วิถีชีวิตเดิมให้ดีขึ้น เรียกว่าเกิด "สุขภาวะ" นั้น กลายเป็น การพัฒนาที่สร้างความห่างให้กับชุมชน เป็นเรื่องที่แปลกแยก เป็นขยะของความคิดที่ไร้ปัญญา
ผมคิดว่า หากมองในนิยามแรกนั้นเป็นกระบวนการที่เป็นการพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิตจริงๆ
การกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการพัฒนานั้นทำได้ครับ ผมเคยทำลักษณะนี้โดยการโยนคำถามให้กับชาวบ้านให้ช่วยกันคิด และในที่สุดก็ได้ประเด็นที่เราจะทำร่วมกัน นั่นคือ หมายความว่า เราจะพัฒนาตนเอง ครอบครัวและชุมชน โดยนักพัฒนาเป็นผู้อำนวยความสะดวก
ในกรณีของอาจารย์เช่นเดียวกัน เห็นว่ากำลังทำประเด็นงานวิจัยทางใต้ นำมาแลกเปลี่ยนกันบ้างนะครับผม
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่
สิทธิรักษ์
ปราชญ์ทั้งหลายเคยกล่าวไว้ทำนองเดียวกันว่า ผลงานที่สุดยอดของศิลปินนั้นกลั้นมาจากความยาก ลำบาก ลำเค็ญแทบสิ้นใจ
และนักเขียนนามอุโฆษทั้งหลายก็กล่าวทำนองเดียวกันนี้ หรือแม้แต่มูซาซิก็เรียนรู้จากการเป็นทหารเลวของตน
ความสำเร็จของงานพัฒนา ก็เกิดจากความยากลำบาก เกิดจากการทุมเทแรงใจ แรงกาย รักบ้านเมืองอย่างยิ่งยวด เหมือนสิ่งที่กลุ่มรักษ์เชียงแสนทำกันอยู่
ผมคิดเสมอว่าจะทำอย่างไรให้คนบ้านผม เข้มแข็งเหมือนคนที่นั่น
แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่บุญรุ่ง
หากเป็นการพัฒนาโดยรัฐ เราจะหวังอะไรได้มากครับ ผมคิดว่า ชุมชนต้องพึงตัวเองอย่างที่สุด และรู้เท่าทันไม่ว่ากระแสทุน กระแสอื่นๆทีพุ่งมาหา สิ่งหนึ่งที่ต้องเท่าทันคือ การเข้ามาพัฒนาโดยรัฐ
ยิ่งพัฒนายิ่งอ่อนแอ
ยิ่งพัฒนายิ่งทำลายความเป็นชุมชน
บางทีก็พร่ำบอกว่า "จะก้าวหน้าไปถึงไหนกัน"
เหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเชิงลบกับการพัฒนาที่ผ่านมา จริงๆแล้วผลบวกก็มีเยอะครับ
ในระดับสถานีอนามัย
พี่รุ่งคิดเหมือนผมมั้ยว่า การสร้างคนผ่านกระบวนการอาสาสมัครนั้น (อสม.) เป็นการพัฒนาที่มาถูกทางมากๆ เน้นให้ชาวบ้านดูแลสุขภาพกันเอง แต่กระบวนการที่ออกมากระท่อนกระแท่นทำให้เสียรูปพัฒนา คุณหมอที่อนามัยต้องหากระบวนการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครเหล่านี้ด้วยความทุ่มเทในปัจจัยที่ถูกจำกัดอย่างที่สุด
อสม. ถือ ว่าเป็น นวัตกรรมที่ดีเด่นของกระทรวงสาธารณสุขครับ
ให้กำลังใจในการทำงานครับ
สวัสดีครับ คุณเพชรน้อย
ผมขอบคุณมากครับ กับข้อคิดเห็นนี้
ผมชอบหลักการคิดที่ว่า ใช้ ๓ H
head กำลังสติปัญญา ความคิด วิธีคิด
hands การปฏิบัติ การมีส่วนร่วม พลังของการปฏิบัติ
heart หัวใจ ตรงนี้ สำคัญมากๆ
ปัญหาเรื่องปากท้องเป็นปัญหาพื้นฐาน แต่ว่าเชื่อมโยงกันไปหมดหากเราตั้งประเด็นลองเชื่อมโยงกับพี่น้องชาวบ้าน ดังนั้น การแก้ไขปัญหาปากท้อง ต้องทำไปพร้อมๆกับการแก้ไขปัญหาอื่นๆด้วย
ให้กำลังใจในการพัฒนาครับ
ขอบคุณมากครับ
พีหมูครับ
อ.หมู
มีเรื่องที่เราต้องเรียนรู้ และปฏิบัติเพื่อให้รู้อีกมากในกระบวนการพัฒนา ด้วยความเป็นพลวัตของการพัฒนาครับ
ไม่ว่าในองค์กร ใดก็หนีไม่พ้นการปรับเปลี่ยนที่เรียกว่าการพัฒนา ย่อมส่งผลต่อสมาชิกในองค์กรแน่ หากการเปลี่ยนแปลงนั้นไปสั่นคลอนความมั่นคงของใครต่อใคร
ลองดูประเด็น การออกนอกระบบ ของมหาวิทยาลัยที่เป็นประเด็นร้อนช่วงนี้สิครับ
ขอบคุณครับพี่หมูที่มาแลกเปลี่ยนในประเด็นนี้
-----
สบายดีนะครับผม คิดฮอดคือกันครับผม
สวัสดีครับ
ประเด็นนี้ทำให้ผมนึกถึงเรือป๊อกแป๊กตอนเด็กๆ เป็นเรือสังกะสี ใช้เทียนจุดไฟไว้ใต้หลังคาตรงกลางลำ เรือก็จะแล่นไปได้ดังป๊อกแป๊กๆ อาจมีลมพัดทำให้ไฟดับ และเรือแล่นไม่ตรงทางบ้าง แต่ถ้าจะให้เรือแล่นไปอย่างต่อเนื่อง ผมมองว่าเด็กๆที่มาเฝ้าดูเรือป๊อกแป๊กสำคัญไม่แพ้คนจุดเทียน เพราะมีหลายตาช่วยกันมองไม่ให้เทียนดับ
ทำยังไงจะชวนเขามาเล่นเรือกับเรา ทำยังไงจะให้เขาสนุกกับการเล่นเรือ ทำยังไงให้เขาสนุกกับการเฝ้ามอง
คนจุดเทียนที่ดับลงชั่วขณะให้เรือป๊อกแป๊กก็คงคล้ายๆ management team ซึ่งคงใช้ไม่กี่คน แต่เรือจะแล่นไม่หยุด ผมให้ความสำคัญกับคนเชียร์ที่เราชวนไปด้วย
ขอบคุณสำหรับประเด็นดีๆที่ให้ผมพัฒนาสมองซีกขวา อิอิ
สวัสดีครับเอก สบายดีนะครับ
เมื่อหันหน้าไปทางซ้าย แล้วลืมตาขึ้นมา ภาพที่กระทบในสมอง ใจที่กระทบภาพจากที่สมองโดนหลอกหรือคิดไปล่วงหน้าก่อนหน้านั้น ส่งผลกลับมาสู่การคิดทบรอบ
การให้และการรับ จึงเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่คิด คิดว่าสิ่งนั้นเพียงพอ เกินพอ หรือว่าขาดแคลน จึงเป็นจุดเริ่มจุดหนึ่งของคำว่าเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลง คือการพัฒนาหรือ?
การพัฒนาคือการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหรือ?
พัฒนาจากมุมมองและสมองของใคร?
การให้และรับอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดใด?
การให้ในหลายๆ ครั้งจะหมดค่าทันทีเมื่อผู้รับมองไม่เห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร ใช้ทำอะไร นำไปสู่อะไร และอื่นๆ
การรับในหลายๆ ครั้ง มันจะเปล่าประโยชน์ทันทีเมื่อผู้รับกับผู้ให้มองยอดภูเขากันคนละลูกเห็นสิ่งต่างๆ คนละก้อน
ปัญหามักเกิดเพราะสมองของคนให้และคนรับฝันถึงหนังคนละม้วนกัน
ปัญหาจะประท้วงออกมาจากผลจากต้นน้ำทางความคิด หากการและและการรับเกิดจากคนละสเปซกัน
คนกลางระหว่างคนให้และคนรับจึงมีความสำคัญในทุกๆ ด้าน....
โชคดีในการทำงานเพื่อชุมชนครับ