สวัสดีครับ พี่สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล

ต้องขอบคุณมากครับ มาช่วยเติมต่อประเด็นของผม และทราบว่าพี่ไพศาลทำงานในแวดวงพัฒนาชุมชนด้วย

พี่เปิดประเด็นได้น่าสนใจมากครับ กับคำว่า "กลียุค" ทำให้เห็นภาพของสถานการณ์ที่เป็นไปได้ ทุกอย่างกลับตาลปัตรกันหมด

มีคำว่า"การศึกษา"  นี่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ระบบการพัฒนาของเรามีปัญหาและไปต่อไม่ได้ เท่ากับว่า วนอยู่ในอ่าง ปัญญาไม่เกิด

ประเด็นการศึกษาจึงเป็นวาทกรรมที่ไม่ทันต่อยุคสมัยทีเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

และเราก็ไม่หวัง

การสร้างความรู้ในระดับชุมชนต่างหากที่นักพัฒนาควรมองเห็นและสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิด แต่ก็ยาก เพราะปัจจัยที่เข้ามามีเงื่อนไขมากมาย

งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ที่สร้างชาวบ้านนักวิจัย นี่เป็นทางเลือกเลยครับ ที่ อ.เสรี บอกว่า "ประชาพิจัย" ถือว่าเป็นการพัฒนาศักยภาพคนให้เกิดปัญญาในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนของตนเอง ในระดับปัจเจกด้วย ชุมชน สังคมด้วย แต่กระบวนการแบบนี้ใช้เวลามาก

ปัญหาที่พี่สมพงศ์ บอกว่า การบูรณาการไม่เกิดนั้น ผมเห็นด้วยครับ เพราะตามวิถีที่เห็นนับวันก็ยิ่งห่างกันมากขึ้น แบบต่างคนต่างทำให้เสร็จๆไป ขยะของการพัฒนามีมากขึ้น

การคิดใหม่ เป็นทางรอด หากเราคิดใหม่ รื้อระบบคิดเดิมเปิดรับความรู้ที่หลากหลาย สร้างปัญญาจากการปฏิบัติ ทบทวน เรียนรู้ ถอดบทเรียนไปด้วย ผมคิดว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ดี และยั่งยืน คำถามก็อยู่ที่ว่า เราจะสร้างกระบวนการแบบนี้ให้กับชุมชนได้อย่างไร มีวิธีการไหนบ้าง

ท่าน ทพ.อุทัยวรรณ กาญจนกามล ท่านเคยโทรศัพท์มาคุยเรื่องนี้กับผมที่ปาย ว่าแนวทางในการพัฒนาแบบ "คิดใหม่" นั้น เราควรจะมีแนวทางใด  คำตอบก็คือ การเรียนรู้ตัวเอง และบูรณาการศาสตร์ในระดับตัวเอง กับสังคม พัฒนาในระดับปัจเจกให้เข้มแข็ง สร้างวิทยากรชุมชนเพื่อไปต่อยอด...

แนวทางนี้ หากทำได้ เป็นเรื่องที่ดีมาก จะทดลองที่ อ.ปาย เป็นพื้นที่ศึกษา วิจัยครับ

 

ขอบคุณพี่ สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล  มากครับ กับมุมคิดที่สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจน