เครื่องมือทั้งหลายที่ใช้ในการทำ KM ไม่ว่าจะเป็น AI, Dialogue, Storytelling, AAR ถ้าจะนำไปใช้ได้ คงต้องเข้าใจก่อนครับว่า“แก่น”ของมันคืออะไร ถ้าเราเข้าใจแก่น เราก็จะไม่ติดกรอบ คำว่าเข้าใจแก่นหมายถึงไม่พลาดไปจากหลักที่สำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งนะครับ เอาแค่พอจับหลักได้แล้วก็นำไปใช้ ใช้ไปๆ ก็จะเกิดความเข้าใจ เกิดความชำนิชำนาญ ตรงนั้นแหล่ะครับที่จะทำให้ท่านเข้าใจอย่างแท้จริง
ที่ผมเจอบ่อยที่สุดก็คือถามกันจนเกินความพอดี ที่พูดไปอย่างนี้ไม่ใช่ว่าไม่ต้องการให้ถามนะครับ แต่ผมว่าบางท่านนั้นถามพร่ำเพรือจนเกินไป . . . AI ต่างกับ Dialogue ตรงไหน? . . . ใครเป็นผู้คิดเทคนิค AI? . . . ทำไมเราคนไทยต้องไปใช้เครื่องมือที่ฝรั่งคิด?. . . ถามเหมือนกับว่าถ้าไม่ได้รับคำตอบเหล่านี้ก็จะใช้เครื่องมือไม่ได้ . . . ถามไปเถอะครับ รับรองว่าอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจได้ลึกจนกว่าจะลงมือทำ
เครื่องมือมีไว้ใช้นะครับ ไม่ได้มีไว้ให้ถาม หยุดถามแล้วทำเถิดครับ แล้วทุกอย่างก็จะกระจ่างเองโดยไม่ต้องเปลืองน้ำลาย!!
จริงๆ แล้วถามได้นะครับ โปรดอย่าเข้าใจผิด คิดว่าผมไม่ต้องการให้ถาม . . . แต่การถามเพราะต้องการจะนำไปใช้ กับ การถามที่ไม่ต้องการจะใช้ นั้นแตกต่างกันค่อนข้างจะชัดเจน อย่างแรกค่อนข้างสร้างสรรค์ อย่างหลังรังแต่จะบั่นทอนพลังครับ . . . ที่ผมไม่ค่อยจะตอบคือคำถามอย่างหลังครับ เพราะตอบไปก็ไร้ประโยชน์ . . . ถึงอย่างไรท่านก็ไม่ต้องการจะใช้ ไม่ต้องการจะนำไปทดลองทำอยู่แล้ว!!
เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ...
ถามเพราะไม่ต้องการใช้ (บั่นทอนพลัง)
เจอบ่อยจริงๆ ..ครับ .. จนบางครั้งก็สับสนเอง
เหมือนกันว่า ถ้าตอบคำถามนอกเด็นไม่ได้
สงสัย Project จะไม่เดิน ...555... แต่ทว่า..
"เครื่องมือมีไว้ใช้นะครับ ไม่ได้มีไว้ให้ถาม"
"หยุดถามแล้วทำเถิดครับ แล้วทุกอย่างก็จะกระจ่างเองโดยไม่ต้องเปลืองน้ำลาย!!"
ตรงนี้เห็นแตกต่างนิดนึงครับผม .. ว่าหากทำเลย ไม่ศึกษา ไม่ถาม .... มันจะกลายเป็นปัญหาย้อนกลับหรือไม่ครับ... ยิ่งในปัจจุบัน ผู้บริหารในหลายๆ องค์กร ให้ความสำคัญกับ "การบริหารทุนมนุษย์" (HC) ด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ
ผมหมายถึงหยุดการถามแบบที่สอง แต่ถ้าถามแบบแรกคือแบบที่ต้องการจะทำ . . . ถามแบบนี้ไม่ว่ากันหรอกครับ . . . เพียงแต่ตอนนี้ผมกำลัง "เอียน" กับคำถามแบบแรกมากๆ จึงเกิดบันทึกนี้ขึ้นมาครับ
เห็นด้วยค่ะอาจารย์ ควรถามผู้ชำนาญกว่าเราเพื่อให้เกิดความเข้าใจในวิธีการใช้งานหรือขั้นตอนการทำงาน อันนี้ไม่แปลกและดีกว่าการไปลองถูกลองผิดเอง ซึ่งจะเสียเวลาและอาจไม่เกิดผลดีเท่าที่ผู้เชี่ยวชาญได้ลองมาแล้ว
แต่พวกคำถามประเภทที่ถามไปถึงดาวอังคารนี่ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เสียเวลาทั้งคนถามและคนตอบ เพราะรู้ไปก็ไม่ได้มีผลอะไรในการทำงาน คนพวกนี้เป็นพวกช่างสงสัย หรือเป็นพวกไม่มั่นใจในชีวิต พอไม่รู้ก็เลยเกิดความกลัว (โง่) จึงต้องถามมันจนทะลุปรุโปร่งเพื่อให้บรรลุถึงนิพพานประมาณนั้นแหล่ะค่ะ ไม่ว่าทำงานวงการไหนก็ต้องเจอคนประเภทนี้ เจ๊าะแจ๊ะมาก เคยเจอก็เกิดอาการเซ็งอารมณ์เหมือนกันค่ะ
คุณซูซาน comment ได้ “ถึงใจ” ดีจริงๆ . . . ถูกใจเป็นอย่างยิ่งครับ!!
ค่ะ ทำแล้วสนุกดี อ่านมากแล้วเหนื่อย รับไปทำค่ะ
อ่านแล้วโดนใจค่ะ คิดว่าเครื่องมือทุกตัวที่กล่าวมาล้วนมีคุณค่าในทางปฏิบัติ มากกว่าการนำมาคุยกันแล้วไม่ได้ทำ คุณค่าของแต่ละเครื่องมืออาจตอบคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน คงเปรียบเหมือน"Finger is not equal' จริงไหมค่ะอาจารย์
เครื่องมือหลายตัว “เกื้อกูล” กันครับ