การเมืองไทย

ผมขออนุญาตคัดลอกงานเขียนชิ้นหนึ่งของผมที่ได้เขียนไว้เมื่อปี 2548 ในสภาวะวิกฤตทางการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ได้ขายกิจการของตนเอง และนำไปสู่การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มนักวิชาการ และในที่สุด นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี 2549 ลองอ่านกันดูนะครับ

-------------------------------------------

ผมได้มีโอกาสติดตามการบริหารงานของท่านอาจารย์อมราในฐานะคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าผมจะไม่นิยมชมชอบในวิธีการบริหารงานของท่านก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงการแสดงบทบาทของนักวิชาการของประเทศแล้ว ผมให้การยอมรับท่านในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก (และรวมถึงการแสดงจุดยืนของคณาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ท่านอื่นๆ) ที่ได้เรียกร้องถึงการลาออกของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

หากพิจารณาว่าคณาจารย์ทั้ง 24 ท่านที่ได้ลงชื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกได้อะไรหรือไม่จากการกระทำดังกล่าว ผมมองไม่ออกว่าโดยคณาจารย์เหล่านี้จะได้ประโยชน์อะไรเป็นการส่วนตัว ยกเว้นก็มีเพียงการแสดงถึงความเชื่อมั่นในหลักวิชาที่คณาจารย์เหล่านี้ได้รับการบ่มเพาะขึ้นเท่านั้น และผมก็ไม่คิดว่าการมาแสดงออกของคณาจารย์ทั้ง 24 ท่านนี้จะกระทำด้วยความอิจฉารัฐบาล หรือทำเพราะผิดหวังจากการที่มิได้มีโอกาสไปทำงานให้กับรัฐบาลแต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้าม คณะบุคคลที่มาต่อต้านคณาจารย์ทั้ง 24 ท่านนี้ (รวมถึงคณาจารย์ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ อีกบางส่วน) แม้จะมาคัดค้านว่าการประท้วงรัฐบาลของคณาจารย์ทั้ง 24 ท่านมิอาจกระทำในนามของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เรื่องนี้มีทั้งจริงและไม่จริงปะปนกัน การคัดค้านดังกล่าวจริงครับ ผมเห็นด้วยในฐานะที่ผมก็เป็นคณาจารย์ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่สามารถพูดได้ว่าจุดยืนของคณาจารย์ทั้ง 24 ท่านมิใช่ความเห็นในนามของสถาบัน แต่ในทำนองเดียวกัน ผมก็เห็นว่าการคัดค้านของคณะบุคคลเหล่านี้มิอาจกล่าวได้ว่าเป็นการดำเนินการในนามของสมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ด้วยเช่นกัน หากเป็นเพียง นาย ก., นาย ข., อาจารย์ ก., อาจารย์ ข. และคนอื่นๆ เท่านั้น

ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นก็คือ คณะบุคคลที่มาต่อต้านการแสดงจุดยืนของคณาจารย์ทั้ง 24 ท่านนั้น ล้วนมีภูมิหลังที่เคยหรือกำลังทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาล ทำให้สามารถสืบสาวถึงที่มาที่ไปได้อย่างชัดเจนว่าการออกมาประท้วงดังกล่าวจะได้ประโยชน์อันใด หรือหากไม่มาประท้วงจะสูญเสียประโยชน์อันใด พูดง่ายๆ ก็คือถ้าหากนายกรัฐมนตรีคนนี้ยังคงทำหน้าที่ต่อไปและยังคงใช้วิธีการบริหารราชการแผ่นดินเช่นนี้ต่อไปแล้วนั้น มีสัญญาณบ่งบอกหลายอย่างว่าคณะบุคคลเหล่านี้จะสามารถแสวงหาประโยชน์ใดได้บ้าง (ความก้าวหน้าในการงาน, ได้รับโครงการต่างๆ จากรัฐบาล, ฯลฯ) อันนี้จึงเป็นเหตุที่ทำให้กล่าวได้ว่าคณะบุคคลผู้มาประท้วงคณาจารย์ทั้ง 24 ท่านมีเจตนารมณ์อื่นแอบแฝง และไม่น่าจะมีความชอบธรรมเท่าใดนักในการออกมาประท้วงคณาจารย์ทั้ง 24 ท่านนี้

อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้แล้วนั้น สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือมีคนกำลังวางหมากให้เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในองค์กรหรือสถาบันที่มีความคิดเห็นตรงกันข้ามกับรัฐบาล อันทำให้ความเข้มแข็งขององค์กรเหล่านี้ลดลงไป หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ดิสเครดิต” ในภาษาอังกฤษ ผลลัพธ์ที่ผู้วางหมากต้องการก็คือทำให้สังคมเกิดความสับสนว่าองค์กรที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลกำลังทำอะไร (ดังเช่นสิ่งที่เกิดขึ้นในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในปัจจุบัน) หรือทำให้ผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลดูหมดความน่าเชื่อถือ (ดังเช่นกรณีของนายสนธิ ลิ้มทองกุล) และที่สำคัญที่สุด กลับเป็นการเบี่ยงประเด็นจนทำให้สังคม “ลืม” ว่าประเด็นปัญหาต้นตอแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่ ใช่ปัญหาจริยธรรมในการบริหารงานของนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่? ใช่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการใช้อำนาจรัฐ (แก้กฎหมาย) เพื่อประโยชน์ของพวกพ้องใช่หรือไม่? หรือปัญหาความขัดแย้งในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กันแน่? น่าเสียใจที่ผู้ชนะกลายเป็นผู้วางหมาก (ซึ่งผมเชื่อว่าอยู่ในทีมงานของรัฐบาล) แต่ผู้แพ้ก็คือผู้คนที่ออกมาทะเลาะกัน และผู้คนอื่นๆ ในสังคมที่มิได้อะไรเลยจากการบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบัน แถมยังเสียเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสให้คนไทยหันหน้าเข้าหากันเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ผมเห็นว่าคนไทยหลายฝ่ายกำลังร่วมมือกันพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวทัดเทียมนานาอารยประเทศ แต่ฝ่ายที่ไม่หันหน้าเข้าหาประชาชนตอนนี้กลับกลายเป็นรัฐบาล ไม่เคยเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลได้ร่วม “ปรึกษาหารือ” (ไม่ว่าจะเป็นกรณีการขายหุ้น กฟผ., การถ่ายโอนสถานศึกษาฯ, การเปิดการค้าเสรี, ฯลฯ) โดยรัฐบาลมักอ้างถึงความชอบธรรมที่ได้รับจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย โดยมิได้มองว่า “ตัวบุคคล” ตอนนี้ได้หมดความชอบธรรมลงแล้ว ประชาธิปไตยมิได้มีแต่เพียงรูปแบบ หากเป็นเรื่อง “จิตสำนึก” ของการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ให้เกียรติและไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ความจริงปรากฏชัดแล้วว่าจิตสำนึกดังกล่าวมิอาจสร้างขึ้นได้จากคะแนนเสียงของคน 18 ล้านคน และมิอาจสร้างขึ้นได้หากบุคคลนั้นเติบโตขึ้นมาจากสภาพแวดล้อมที่ได้รับสิทธิผูกขาดมาโดยตลอด

แม้ว่าผมจะมิได้ร่วมลงชื่อเป็นส่วนหนึ่งของคณาจารย์ทั้ง 24 ท่านของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เนื่องจากตัวมิได้พำนักอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ แต่ “จิตสำนึก” ของผมยังคงผูกติดอยู่กับ “รัฐไทย” ตลอดเวลา และจิตสำนึกของผมก็จะไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะมีรัฐบาลชุดใดมาแอบอ้างใช้อำนาจรัฐไทยก็ตาม ถึงตอนนี้ ผมพร้อมที่จะหันหน้าเข้าหาคนไทย ร่วมที่จะเป็นอาจารย์คนที่ 25 ที่ร่วมลงนามเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และขอเรียกร้องให้สังคมไทยตาสว่าง มิได้ถูกบิดเบือนข่าวสารสำคัญของบ้านเมืองจากการ “เดินหมากทางการเมือง” ของรัฐบาลชุดนี้