วันที่ 12 พฤศจิกายน 2550

           วันนี้เป็นวันจันทร์ครับ ทุกคนรู้ว่าวันนี้เป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุดตั้งแต่มาอยู่ที่สิงคโปร์นี่ ผมรอวันนี้มานานมากแล้วครับ รอมาตั้งแต่วันแรกที่มาเหยียบผืนแผ่นดินนี้ ผมเรียนจบแล้ว ไชโย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เล่าถึงเมื่อคืนเล็กน้อยครับ ผมกับพี่พิชัยไปกินข้าวเย็นกันที่ Newton foodcenter ศูนย์อาหารแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล แรกๆที่มาอยู่และพักอยู่ที่ Farrer road ผมต้องผ่านทุกวัน แต่ไม่เคยมีโอกาสแวะลงตามคำแนะนำสักที จนกระทั่งวานนี้นึกอารมณ์ดี เลยชวนพี่พิชัยไปด้วยกัน เราจับรถเมล์สาย 66 ไปครับ ลงหน้าศูนย์อาหารเลยเชียว ลักษณะของศูนย์อาหารที่นี่จะเป็นร้านอาหารล้อมรอบลานเป็นแบบวงกลมครับ แต่ละร้านจะขายอาหารทะเลเป็นอาหารหลัก หิว หอม น้ำลายเลยสอ ผมกับพี่พิชัยเลือกที่จะกินหอยขาวผัดน้ำพริกเผา เนื้อผัดพริกไทยดำ และยอดคะน้าผัดน้ำมันหอย รสชาติให้ 8 คะแนนเลยครับ ยกเว้นผัดคะน้า แรกเริ่มเดิมทีเราก็คิดว่าผัดพร้อมกับน้ำมันหอย แต่พี่ท่านผัดคะน้าส่วนหนึ่ง เมื่อยกมาเสริฟก็ราดน้ำมันหอยมามุมหนึ่ง เล่นเอาผมงงเลยแฮะ เพราะน้ำมันหอยที่ไม่ผ่านการผัดนั้นกลิ่นไม่ออก แถมรสชาติยังปะแล่มๆด้วยครับ รู้อย่างนี้สั่งแบบผัดกระเทียมน่าจะดีกว่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ที่ศูนย์อาหารที่นี่เขาไม่ให้สูบบุหรี่นะครับ แต่เมื่อเรากินกันเสร็จ เดินออกไปทางเดิม พบว่ามีฝูงชนยืนสูบบุหรี่กันข้างนอกเกือบ 10 คน ควันนี่ยิ่งกว่าผัดอาหารในกระทะซะอีกครับ ผมนี่ถึงกับหัวเราะก๊าก สะใจในความยึดมั่นในกฎเกณฑ์ของเขาจริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เช้าวันนี้ผมต้องนำเสนอผลงานวิจัยครับ เลยให้พี่พิชัยไปทำงานก่อน ผมไม่ round แล้ว แต่ก็นั่นแหละ ทั้งเฮงฟุก ทั้งอาร์เธอต่างก็โทรมาหาผมเพื่อนัด round ฮ่า ฮ่า ขี้เกียจแล้วครับ กว่าจะออกจากบ้านก็ 7 โมง 20 นาที ไปนั่งทำใจอยู่ในสำนักงาน แต่เอ๊ะ จน 8 โมงแล้วจูดี้ก็ยังไม่มา จนครูหาญเข้ามาตอน 8.10 น. เห็นพวกผมนั่งรออยู่ก็เลยโมโห ว่าทำไมไม่เตรียมงาน เมื่อรู้ว่าจูดี้ยังไม่มาก็โกรธใหญ่ หาว่าเราไม่ยอมตามเธอ กว่าจะได้เข้าห้องประชุมก็ปาเข้าไป 8.20 น. แล้วท่านก็เริ่มด้วยการตำหนิผม ว่าทำไมไม่เตรียมตัว อ้าวท่าน ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าจูดี้จะไม่รู้เรื่อง (แต่ผมเงียบครับ ฮ่า ฮ่า) จากนั้นท่านก็ให้อาร์ลีนรายงานคนไข้ แล้วก็เกิดเรื่องจนได้ เพราะเธอไปรายงานคนไข้ที่เพิ่งผ่านการทำแท้งมาว่ายังนอนโรงพยาบาลเพื่อรอการให้คำแนะนำหลังแท้ง เท่านี้เล่นเอาระเบิดลง เพราะว่าคนไข้คนนี้เป็นคนไข้ต่างชาติ ที่นี่ไม่มีนโยบายให้การปรึกษาครับ คนไข้นอนโรงพยาบาลนานขึ้นเท่ากับว่าจ่ายแพงขึ้นเต็มๆ งานนี้ลุปน่าถูกเฉ่งอย่างรุนแรง ท่านบ่นต่อไปจนกระทั่ง 8.30 น. ครูลีเข้ามา ท่านก็เลยเล่าให้ฟังพร้อมด่าอีกหลายขุม หาว่าพวกเรา round กันไม่ได้เรื่อง ผมก็นึกฉุน บอกแล้วไง ว่าพวกเราเป็น fellow ต่างชาติ จะไปรู้เรื่องของพวกท่านได้ยังไง เห็นไหม ผมไม่ round คนไข้เหล่านี้ให้ก็เพราะเรื่องพวกนี้แหละ ที่ทะเลาะไปกับท่านเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนก็เรื่องแบบนี้แหละ ผมเขียนบันทึก feedback ไปแล้ว ว่าเราควรดูเฉพาะคนไข้ urogynae เท่านั้น (ปล. จูดี้มาบอกผมว่า ท่านก็เขียนตอบไปว่า เพื่อการเป็นสูตินรีแพทย์ที่ดี เราควรจะดูคนไข้ในสายทั้งหมด ฮ่า ฮ่า เอากับครูผมสิ) แบบฟอร์มที่ผมเขียนไปนั้น จะส่งไปยังฝ่ายบริหารอีกทีหนึ่ง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                นี่เป็นหลักการดำเนินชีวิตของผมมานานแล้วครับ ผมต้องเข้มแข็งครับ หากเราอ่อนแอ คนก็จะรังแกเราได้ นี่เป็นการเปรียบเทียบนะครับ เพราะครูไม่เคยรังแกผมหรอก ฮ่า ฮ่า ลูกศิษย์คนนี้ดื้อเอาการแฮะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                การนำเสนอผลงานวิจัยผมผ่านไปด้วยดี ผมเริ่มด้วยการแซวคนฟังไปว่า ผมลืมบทพูดไปหมดแล้วตั้งแต่ครูเริ่มด่า (หัวเราะคนเดียวครับ คนอื่นไม่มีใครกล้าหัวเราะกับผม) ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่านำเสนอไปอย่างราบรื่นได้อย่างไร คนฟังเขารู้เรื่องครับ ผมยังคงเถียงกับอาร์เธอเป็นระยะๆเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล สนุกดีนะครับการนำเสนอแบบนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อนำเสนอเสร็จผมก็ออกไปจัดการเรื่องเอกสารครับ เริ่มจากเอาเช็คเงินเดือนครึ่งเดือนของเดือนนี้ไปขึ้นเงินที่ธนาคาร Dautch Bank ที่อยู่ไกลออกไปแถวสถานีรถไฟฟ้า Raffles place ที่นี่ผมต้องแลกบัตรแล้วขึ้นลิฟท์ไปยังชั้น 15 น่าตื่นเต้นดีนะครับที่เราต้องทำแบบนี้ ดูเป็นการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มทีเดียว แถมเมื่อขึ้นไปถึงก็มีเคาเตอร์บริการเล็กนิดเดียว คนบริการแค่ 1 คน แต่บริการรวดเร็วชะมัด เนื่องจากมีคนมาใช้บริการ 3 คนรวมทั้งผม ได้เงินมา 625 เหรียญ หมายความว่าเขาให้ผมทำงานถึงพรุ่งนี้ครึ่งวันเช้า ค่าตัวผมวันละ 50 เหรียญครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ฝนตกหนักมากตั้งแต่ผมเริ่มออกเดินทางแล้ว ออกจากธนาคารฝนก็ยังตกหนักอยู่เลย ผมต้องไปที่กระทรวงแรงงานต่อครับ (Ministry of Manpower : MOM) ซึ่งอยู่แถวๆ Chinatown เพื่อที่จะคืน green card แหมคิดถึงความหลังขึ้นมาตะหงิดๆ เพราะเมื่อ 6 เดือนก่อน ผมมาที่นี่พร้อมกับดันดีนี่เอง แต่วันนี้ต้องมาคนเดียวแฮะ ฝนก็ตกหนักเสียด้วย สงสัยสิงคโปร์ไม่อยากให้ผมกลับบ้านนะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ผมต้องเข้าแถวรอคิวรับบัตรคิวนานราว 15 นาที จากนั้นก็ขึ้นไปรอที่ชั้น 2 ผมต้องเขียนใบ white card ใบเดียวกับที่เราต้องเขียนเพื่อเข้าสิงคโปร์นั่นแหละ แต่ที่ MOM เขาเอาของผมไปเพื่อแลก green card มาให้ผมไงครับ ผมต้องนั่งรอคิวราวๆ 80 คิว ใช้เวลาราว 45 นาทีก็ถึง เร็วมากจนเหลือเชื่อ น่าประทับใจเช่นเคย ระหว่างที่นั่งรอก็สังเกตไปเรื่อยๆ พบว่าคนทำงานของเขาแทบไม่ได้พักเลยนะครับ แต่พวกเขาก็ยังคงยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ผมไปรับบริการกับพี่ผู้ชายคนหนึ่ง เมื่อเขาทราบว่าผมเป็นหมอสูติฯก็เลยถือโอกาสคุยเรื่องรอบเดือนของเมียซะเลย เขาขอให้ผมประเมินเขาด้วย ก็ให้คะแนนล้นหลามครับ เพราะทั้ง 2 ครั้งที่มาที่นี่ ประทับใจพวกเขาจริงๆนะครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ออกจากกระทรวงก็เกือบบ่ายโมง เดินไปกินหมี่ซาราวักที่คุ้นเคย แล้วรีบเดินทางไปที่ธนาคาร POSB ที่หน้าโรงพยาบาลของผมต่อครับ ผมจะไปปิดบัญชี ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว เพราะว่ายังไงเสียก็คงรั้งผมไว้ไม่ได้อีกต่อไป เงินผมยังเหลือให้ปิดบัญชีค่อนข้างมากจนน่าตกใจ แต่ต้องเสียค่าปรับไป 20 เหรียญเพราะว่าเปิดบัญชีน้อยกว่า 6 เดือน ผมเลือกใช้แบงค์ 50 เพราะว่าน่าจะแลกง่ายกว่า 100 หรือ 1000 เหรียญ ปรากฏว่าต้องขนกลับปึกใหญ่เชียวครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ช่วงบ่ายวันนี้ผมว่างครับ นั่งเล่นเรื่อยเปื่อยจนกระทั่ง 3 โมงครึ่ง ครูหาญก็เรียกให้ลงไปที่คลินิก เพราะว่าคนไข้มากเหลือเกิน แต่ผมไม่สามารถตรวจคนไข้ได้อีกต่อไปเพราะว่าได้คืน green card ไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็เสมือนหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวครับ แต่นั่นแหละ ครูให้ลงไปเป็นที่ปรึกษาของเฮงฟุกและอาร์ลีน ท่านต้องไปผ่าตัดด่วน ประมาณ 1 ชั่วโมง ผมจึงต้องรีบลงไป เป็นอย่างนี้ทุกทีเวลาท่านกลับจากต่างประเทศ เพราะคนไข้เยอะจนล้นเชียวครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                6 โมงครึ่ง เรามีนัดเลี้ยงส่งผมกัน ครูหาญเป็นเจ้าภาพ งานนี้ผมได้รับเกียรติมาก เพราะว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทุกคนในภาควิชาไปกันอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีใครขาดหายไปไหน ครู 2 คน อาร์เธอ จูดี้ เหลียม ซิสเตอร์ลิลลี่ ป้าเตียว ป้าซินเทีย เจ๊ลินดา แทมมี่ พยาบาลใหม่ 2 คน เฮงฟุก ลุปน่า พี่พิชัย ขาดก็แต่ไอชิงที่ต้องไปเรียนภาคค่ำ เพราะครูหาญส่งไปเรียนด้านการจัดการข้อมูลวิจัย เอ๊..ยังขาดใครอีกคนหนา อาร์ลีนไม่มาร่วมงานเลี้ยงครับ เธอบอกผมว่าเธอเหนื่อยสุดๆ ครูหาญเลยบ่นอุบ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เราไปกินกันที่ร้านอาหาร Rice Table ซึ่งเป็นร้านอาหารอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ที่ตึก International building ชั้น 2 รสชาติดีทีเดียวครับ ไม่เลี่ยน แถมผมยังเอาพริกบดของเขาซึ่งคล้ายน้ำพริกบ้านเราแต่ไม่ใส่กะปิ สีออกส้มแดง พริกก็ยังไม่แหลกดี กลิ่นหอมฉุย เอามาคลุกข้าวสวยกินร้อนๆ ลองนึกถึงน้ำพริกบ้านเราดูสิครับ พาเอาน้ำลายสอไปเลย ร้านนี้เป็นอาหารแบบบุฟเฟ่ แต่เราไม่ต้องไปเดินตักอาหารนะครับ เพราะว่าเขาจะนำออกมาจากในครัว ใส่ถ้วยเล็กๆแล้วเสิร์ฟตามโต๊ะ อาหารเท่าที่ผมจำได้ก็มี ปีกไก่ทอดทั้งแบบแห้งและแบบราดพริก เนื้อนุ่มคนละแบบ Otak หรือห่อหมกปิ้ง งานนี้บ้านเราอร่อยกว่า (เพราะมีให้เปรียบเทียบ) มัสมั่นเนื้อ จานนี้หอมมาก เนื้อเปื่อยกำลังดี แกงกะทิผัก ยำเต้าหู้  Ajhar หรือแตงกวาดองแบบที่บ้านเราเรียกว่าอะจาด แกงกะทิปลา แกงกะทิกุ้ง สลัดแอปเปิ้ลและส้ม ผัดฝักกระเจี๊ยบ โอย..อีกหลายอย่าง งานนี้เล่นเอาผมกับพี่พิชัยพุงหลามไปเลย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ได้ถ่ายรูปไปหลายรูป ก่อนจากกัน ครูได้ให้ผมกล่าวอำลา ผมนี่สุดจะเขินเลยครับ แต่ก็พูดไปยาวเหมือนกัน จากนั้นครูก็กล่าวบ้าง ท่านก็ได้อวยพรให้ผมครับ นึกสภาพนะครับ นี่เรากำลังยืนกันหน้าร้านอาหาร กล่าวกันตรงนั้นเลย ทั้งซึ้งทั้งเขิน แล้วก็แยกย้ายจากกันไป แต่ยังครับ เฮงฟุกลากผมไปอีกทาง เขาบอกว่าจะพาผมไปส่งที่ Little India แต่เมื่อเราทำท่าจะออกรถเขาก็จอดกึ๊ก เมื่อเห็นว่ารถของครูลีและครูหาญออกไปแล้ว เขาบอกว่าเรา 3 คนไปต่อกันก่อน ไม่อยากให้ครูเห็น จากนั้นเขาก็เปลี่ยนเสื้อ เขาบอกว่าเดี๋ยวจะมีกลิ่นเที่ยว เมียจะรู้เอา เล่นเอาผมฮา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เขาพาผมไปเที่ยวในบาร์ครับ เราเดินออกมาผ่านหน้าสถานทูตไทย เลี้ยวขวาเข้าไปในตึก Orchard tower ตรงดิ่งขึ้นไปชั้น 2 งานนี้เล่นเอาผมไม่ทันตั้งตัวเลยแฮะ เพราะว่าเขาพาผมไปในบาร์ที่มีผู้หญิงหากินเพียบ ชักรู้สึกไม่สบายตัวเพราะว่าไม่เคยเที่ยวแบบนี้ เรายืนดื่มเบียร์กัน 3 คน ก็มีผู้หญิงเดินเข้ามาหาผม ยังไงล่ะทีนี้ ใจเต้นโครมๆ เธอพยายามมาชวนผมคุย ลูบหลังผมหงึกๆ ผมบอกว่าอย่าเลย ผมอาย จนแล้วจนรอดก็ไม่ไปไหน เฮงฟุกคงจะรู้ว่าผมอึดอัดจึงบอกเธอไปว่า ผมเป็นเกย์..ฮา..และบอกไปว่าพี่พิชัยเป็นคู่ผม..ฮาแตก.. นั่นแหละเธอจึงออกไป ผมจึงรีบดื่มครับ แล้วชวนเขาออกไป ยังครับยังไม่จบสำหรับคืนนี้ เขาดึงผมกับพี่พิชัยขึ้นไปชั้น 3 เราเข้าไปอีกที่หนึ่ง ไอ้โย๋ คราวนี้ยิ่งกว่าเดิม เพราะเมื่อเข้าไปข้างในก็ได้รู้ว่า ที่นี่เป็นที่ชุมนุมของคุณตุ๊ดที่แปลงเพศมาแล้วทั้งนั้น กว่าร้อยละ 80 เป็นสาวประเภทสองครับ ผมนี่ยิ่งอึดอัดไปมากกว่าเดิม แล้วฝันก็เป็นจริง เพราะเธอคนหนึ่งเดินมาหาผมอีกแล้ว ทำไม๊ ไม่ไปหาพี่พิชัยบ้างเรยยยยย.. เธอเป็นคนไทยครับ (อ้าว) พยายามชวนผมคุยเช่นเคย แล้วถามว่า เลี้ยงเหล้าเขาสักแก้วได้ไหม ผมบอกว่าจะกลับแล้ว เธอจึงเดินออกไป จากนั้นผมก็รีบซดๆๆๆแล้วชวนเฮงฟุกกลับ เฮ้อ..โล่งใจ วันนี้เบียร์ไม่อร่อยเลยครับ แต่ก็สนุกได้รสชาติไปอีกแบบ ฮ่า ฮ่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                หมดไปอีกวัน กับวันสุดท้ายของการใช้ชีวิต fellow ที่สิงคโปร์ ชีวิตที่ต้องเผชิญกับหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งที่ดีและไม่ดี ทั้งสุขและทุกข์ ถูกด่าถูกชม และอีกมากมาย ชนิดที่เรียกว่าหาเรียนที่ไหนไม่ได้หรอก วิชาสังคมศาสตร์แบบนี้ ต้องมาลงทะเบียนเรียนเองถึงจะรับรู้ได้ครับ คนที่ไปเรียนยังที่ต่างๆ นอกจากจะมีภาระทางการศึกษาแล้ว ทางด้านการใช้ชีวิต การคบเพื่อน การเข้าสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆครับ คนที่มัวแต่เก็บตัว ไม่เที่ยว ไม่สังสรรค์ก็ขาดโอกาสแบบนี้ วันนี้ผมเรียบจบแล้วนะครับ สิ่งที่น่าคิดน่าติดตามต่อไปก็คือ ชีวิตการทำงานในอนาคตเป็นอย่างไร สามารถเอาความรู้ความสามารถที่เรียนไปใช้ได้หรือไม่นั้น คราวนี้คงขึ้นอยู่กับตัวเราเองแล้วล่ะ สวัสดีครับ