สัปดาห์ที่แล้ว มีวันหนึ่งที่ผมมีความสุขมากในชีวิต ปกติผมเป็นคนหนึ่งของคนประเภทที่ไม่เคยคิดว่าความสุขรวมทั้งความทุกข์ของตัวเองคืออะไร พอเจอคำถามง่ายๆ ตื้นๆ จากกัลยาณมิตรท่านหนึ่งเมื่อวันสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เองว่า เวลาไหนที่เรารู้สึกมีความสุขบ้าง ขณะที่มีความสุขนั้น ในใจเรารู้สึกอย่างไร ผมงงเลย เพราะไม่เคยคิดจริงๆ หรือจะเป็นเพราะว่าจริงๆ แล้วเราไม่เคยมีความสุขจริงๆ เลยก็ได้  หรือไม่ก็มีความทุกข์อยู่ด้วย แต่ไม่รู้ตัว จนกระทั่งผมคิดถึงเหตุการณ์ที่ผมคิดว่าเป็นวันหนึ่งที่ผมมีความสุข 

เรื่องมีอยู่ว่า เย็นวันนั้น ลูกสาวผมกลับจากที่ทำงานประมาณ ๓ ทุ่ม ผมนั่งเขียนหนังสืออยู่ เธอเดินเข้ามาถามด้วยท่าทีเกรงใจมากๆ ว่า ป่าป๊าจะดูรูปที่ผิงไปเวียดนามมามั๊ย

ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือขุ่นใจเล็กน้อยที่ถูกขัดจังหวะ ซึ่งโดยนิสัยผมจะขุ่นใจมากหากงานที่กำลังทำนั้นใกล้เส้นตายที่ต้องเสร็จ (หลังจากผลัดวันประกันพรุ่งมา)

ผมมองหน้าลูกสาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพูดออกไปโดยอัตโนมัติเหมือนที่เคยทำเป็นประจำนับสิบปีกับทั้งลูกและเมียว่า ป่าป๊าทำงานอยู่

แต่วันนั้น ผมมองหน้าลูกแล้วเกิดนึกขึ้นได้ว่า ลูกสาวคนนี้เป็นคนที่มีจิตใจค่อนข้างอ่อนไหว ผมจึงยอมให้เธอขัดจังหวะ ตอบกลับไปว่า เอามาสิ 

เธอเอาเมมโมรี่สติคมาเสียบเข้ากับเครื่องโน๊ตบุ๊คผมที่เปิดอยู่ พอเปิดขึ้นมาดูเป็นไฟล์ภาพที่เธอและเพื่อนๆ ถ่ายจากการไปทัวร์เวียดนามกันมาช่วงวันปิยมหาราชที่มีวันหยุดยาว เป็นร้อยๆ ภาพ ทำไมเยอะอย่างนี้ ความคิดแรกก็คือจะดูอย่างเร็วๆ ผ่านๆ พอเป็นพิธี

แต่เมื่อเห็นเธอชี้และอธิบายความทรงจำทั้งสนุก ตื่นเต้น ทั้งไม่สนุก น่าเบื่อ แต่ละรูปแล้วก็ไม่อยากขัด ดูไปฟังไปบ้าง ไม่ได้ฟังบ้าง

ปกติผมเป็นคนชอบใจลอยอยู่แล้ว ตลอดชีวิตผมที่ผ่านมา หลายคนไม่รู้ว่าขณะที่ผมมองตาบางคนที่กำลังพูดกับผมอยู่นั้น บ่อยครั้งที่ผมไม่ได้ "ฟัง" เขาเลย ใจลอยออกไปคิดเรื่องอื่น เป็นระยะๆ

คราวนี้ก็เหมือนกัน แต่คราวนี้มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น

การดูรูปจากหน้าจอโน๊ตบุ๊คทำให้เราต้องนั่งใกล้กันมาก และหันหน้าไปทางเดียวกัน ผมจึงได้สังเกตเห็นนิ้ว เห็นมือ เห็นแขน และไล่ขึ้นมาถึงไหล่ ถึงคอ ถึงหู ถึงเส้นผม และต่อมาผมก็ได้กลิ่นหอมจางๆ จากผมของเธอด้วย ผมไม่เคยได้เห็นอะไรที่ละเอียดๆ อย่างนี้ในตัวเธอมานานมากแล้ว แต่เธอไม่รู้ตัวหรอกว่าผมไม่ได้ฟัง เพราะเธอจดจ่ออยู่กับรูปและการเล่า

ชั่วขณะที่มองเธอจากทางด้านข้างอยู่นั้น ผมเกิดความคิดภายในใจขึ้นมาว่า นี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา และเธอก็สวยงามมาก เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้เกิดมานานมากแล้ว นึกได้ว่าเมื่อเธอยังตัวเล็กๆ อยู่ เวลาที่ผมอุ้มเธอผมก็เคยรู้สึกอย่างนี้ และตอนนั้นผมก็เคยมี "ความสุข" มาแล้ว แต่ผมลืมมันไปนานมากแล้ว

เมื่อมาถึงตอนนี้ เกิดความรู้สึกเสียใจขึ้นมาอย่างลึกซึ้งรุนแรง รู้สึกมีก้อนๆขึ้นมาจุกที่ลำคอ รู้สึกปวดที่กรามทั้งสองข้างขึ้นไปจนถึงรอบใบหู แล้วก็รู้สึกมีน้ำตาซึมๆ ออกมา แต่เธอไม่รู้หรอกเพราะไม่ได้มองผม มัวแต่อธิบายรูป ขณะที่ผมกำลังหลุดเข้าไปติดอยู่ในร่องอารมณ์บางอย่าง ไม่ได้ฟังเลย ผมเกิดความรู้สึกอยากลูบผมเธอ อยากดึงตัวเธอเข้ามากอด ...

แล้วผมเข้าไปอยู่ในภวังค์ของความเสียใจ เสียใจที่คิดขึ้นมาได้ว่านิสัยหมกมุ่นกับตนเองของเรา ทำให้เราไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับลูกเมียเท่าที่ควรทั้งที่อยู่บ้านเดียวกัน แม้จะเดินสวนกันไปมาวันละหลายๆ ครั้ง ตัวอยู่ด้วยกัน แต่เหมือนผมไม่ได้อยู่กับพวกเขา มีเรื่องของตัวเองมากมายที่ต้องคิดต้องทำเกี่ยวกับงานอยู่ตลอดเวลา แม้อยู่ที่บ้านก็เอางานมาทำ วันหยุดก็ยังทำ ถ้าไม่ทำงานบ้าน ก็อ่านหนังสือที่ตัวเองสนใจอยู่คนเดียว ผม "คุย" กับสมาชิกในครอบครัวน้อยไป ประโยคที่พูดกันจำนวนมากเป็นประโยคคำถาม คำตอบ คำแก้ตัว ประโยคคำสั่ง หรือไม่ก็เป็นการ(ทน)ฟังเสียงบ่นของกันและกัน 

มันเป็นเช่นนี้มาเป็นสิบๆปีแล้วกระมัง!

ครู่หนึ่งผมก็ตื่นขึ้นจากภวังค์อันนั้น ผมหันหน้ากลับมาที่หน้าจอ มาถึงรูปที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเธอเล่าอย่างสนุกสนาน ผมรู้สึกเหมือนเธอเล่าให้ตัวเธอเองฟัง เมื่อผมเริ่มฟัง ผมก็เริ่มรู้สึกสนุกไปด้วย ภาพแล้วภาพเล่า หลายภาพก็สวยงามมาก เธอดูสวยงามจริงๆ ในทุกภาพที่มีตัวเธอปรากฏอยู่ด้วย ขณะดูไปนั้น ผมได้ขอก็อปปี้ภาพถ่ายเธอกับเพื่อนๆ และภาพทิวทัศน์ที่สวยงามไว้ ๓ - ๔ ภาพด้วย ซึ่งเธอก็ดูยินดีมากที่ป่าป๊าทำเช่นนั้น เวลาผ่านไป ผมเงยหน้าขึ้นดูนาฬิกา สี่ทุ่มครึ่ง เวลาผ่านไปตั้งชั่วโมงครึ่งโดยไม่รู้สึกตัว

ผมรู้สึกได้ดื่มด่ำกับความสุข กับเรื่องราวการผจญภัยของลูกในเวียดนาม เหมือนได้ดูหนังเรื่องหนึ่งที่ลูกผมเป็นคนเขียนบท

เหตุการณ์ในครอบครัวระหว่างผมกับลูก ที่ผมได้ฟังลูกเล่าอะไรอย่างสนุกสนานเป็นเวลานานๆ แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นนานมากแล้ว

คืนนั้นผมเข้านอนด้วยความรู้สึกมีความสุขมาก มากจริงๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!

ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้กัลยาณมิตรที่ถามผมว่าเมื่อไรที่ผมรู้สึกมีความสุขฟัง เพราะผมรู้ว่าเขาตั้งคำถามให้ผม "คุย" กับตัวเองมากกว่า เป็นกลยุทธของเขา ผมจะตอบหรือไม่ตอบก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าผมตอบตัวเองว่าอย่างไร ผมค้นพบอะไรในตัวเอง ผมเรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเองอย่างไร เขาแนะนำให้ผมฝึกสังเกตตัวเอง ตั้งคำถามกับตัวเองบ้างเวลาที่เรารู้สึกตัวขึ้นมาว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เรารู้สึกอย่างไรในขณะนั้นๆ มีอาการทางกายภาพ ทางอารมณ์อย่างไรในขณะนั้นๆ อาการนั้นๆ คือสัญญาณที่ตัวเรากำลังส่งถึงตัวเราเอง ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้จักที่จะรับสัญญาณนั้นหรือเปล่า

คำถามสั้นๆ พร้อมคำแนะนำสั้นๆ ของกัลยาณมิตรท่านนั้น กระแทกกระทั้นใจ และมีผลต่อผมมากจริงๆ

ขอขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณ คุณโรเบิร์ต ลาร์สัน ฝรั่งที่เคยมาบวชเป็นพระอยู่สวนโมกข์เมื่อครั้งท่านพุทธทาสยังมีชีวิตอยู่ ได้ฉายาตามพยางค์หลังของนามสกุลว่า สันติกโร ท่านกลับไปตั้ง Liberation Park ซึ่งแปลว่า สวนโมกข์เหมือนกัน ที่อเมริกา

ผมเขียนบันทึกนี้เพราะต้องการบันทึกความคิดความรู้สึกนี้ไว้เอง และเพื่อแบ่งปันความรู้สึกนี้กับพ่อแม่คนอื่นที่อาจมีประสบการณ์แบบเดียวกันกับผม

คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์แบบเดียวกับผม หากอ่านแล้วงงๆ ว่าผมต้องการสื่ออะไร เพ้อเจ้ออีกหรือเปล่า? ก็ไม่เป็นไร

ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ เพราะผมเข้าใจของผมเอง และอยากให้ลูกเข้าใจด้วย จึงเขียนอีเมล์ทำลิงก์ให้เธอคลิกเข้ามาอ่านบันทึกนี้ด้วย ผมคิดว่า เราคงมีเรื่องคุยกันยาวหลังจากเธออ่านบันทึกนี้

ผมอยากให้เธอรู้ว่า จากนี้ไปผมจะมีความสุขมากกับการ "ฟัง" ทุกเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตเธอที่เธออยากจะเล่า ผมอยากให้เธอเล่าให้ผมฟังทุกวันด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเล็กๆ น้อยๆ แค่ไหน ผมจะละจากทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังทำเพื่อฟังเธอ

เพราะผมพบแล้วว่า การทำเช่นนั้นทำให้ผมมีความสุข!

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
๑๓ พ.ย. ๒๕๕๐