การจัดหาแหล่งเรียนรู้เพื่อการเรียนการสอน ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) กล่าวไว้ในมาตรา 25 โดยกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการและจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรุปแบบ เช่น พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และในมาตรา 24 ให้เป็นหน้าที่ของสถานศึกษา ที่จะต้องส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม สื่อการเรียน อำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ ดังนั้นครูผู้สอนจึงต้องจัดทำ จัดหา ใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนและในท้องถิ่น แหล่งเรียนรู้ที่นำใช้ในการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ 1. สภาพแวดล้อมในธรรมชาติ เช่น แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ป่าธรรมชาติ แม่น้ำ ลำคลอง น้ำตก ภูเขา แหล่งหินแร่ ที่มีอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ครูควรไปสำรวจแหล่งเรียนรู้ดังกล่าวเพื่อจัดโอกาสให้ผู้เรียนไปทำกิจกรรมประเภทเชิงสำรวจ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ การถ่ายทอดงานศิลปะเป็นต้น 2. สภาพแวดล้อมที่มนุษย์จัดทำขึ้นโดยภาครัฐและเอกชน เช่น สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ สวนสัตว์ หรือที่โรงเรียน ครู ชุมชน นักเรียน จัดทำขึ้นตามสภาพพื้นที่ภายในโรงเรียนบริเวณใกล้เคียงโรงเรียน 3. สื่อประเภทอีเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ วีดิทัศน์ ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต สื่อประเภทนี้ ผู้บริหารและครูต้องให้ความสนใจและนำมาใช้ให้สอดคล้องกับคามก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อใช้เป็นข้อมูล หรือสืบค้นข้อมูล 4. สื่อสิ่งพิมพ์เป็นหัวใจของห้องสมุด ที่สถานศึกษาต้องจัดหาให้มีใช้เป็นแหล่งข้อมูลหรือปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและสืบค้นข้อมูล 5. แหล่งเรียนรู้ประเภทภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในชุมชน ซึ่งอาจมอบหมายให้นักเรียนไปสัมภาษณ์ ศึกษาหรือเชิญมาเป็นวิทยากร ซึ่งถือได้ว่าเป็นการนำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 6. แหล่งเรียนรู้ประเภทพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุดประชาชนวัด ศูนย์วัฒนธรรม หน่วยงาน ราชการ โครงการการสาธิตทดลองต่างๆ ขององค์กรอื่น ก็เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ครูควรหาโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
การไปศึกษาแหล่งเรียนรู้ดังกล่าวจะเป็นสื่อการเรียนรู้เพิ่มเติมจากการเรียนการสอนในห้องเรียน ดังนั้นควรช่วยกันจัดหาและใช้แหล่งเรียนรู้ให้หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นตนเอง
การใช้แหล่งเรียนรู้เป็นสื่อในการเรียนรู้ มีศาสตร์ด้านนี้ลึกมาก ในต่างประทศเขามีการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ที่เรียกว่า place-based learning, out-door education ฯลฯ มีการจัดเป็นระบบทีเดียว เช่น เวลาจะให้เด็กไปเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ก็ต้องศึกษาในชั้นเรียนไปพอสมควร แล้วคิดประเด็นคำถามเพื่อไปหาคำตอบในพิพิธภัณฑ์ กลับมาก็มีการมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอีก เด็กได้รับการฝึกเกี่ยวกับกฎกติกามารยาทในการเข้าชมเป็นอย่างดี แต่ไทยเราดูจะไม่ให้ความสนใจในแง่ของกระบวนการเรียนรู้นัก เคยเห็นนักเรียนไปทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ที่กาฬสินธุ์ ก็วิ่งกันให้พล่านไปหมด เป็นการเรียนรู้อย่างฉาบฉวยมาก ครูก็ถือว่าเป็นวันสบายปล่อยให้นักเรียนอิสระ อย่างนี้ไม่แน่ใจว่าเด็กได้เรียนรู้อะไร เคยอ่านหนังสือพบว่า สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงนำนักเรียนนายร้อยไปศึกษาแหล่งโบราณคดี บางแห่งท่านเคยเสด็จหลายครั้งแล้ว บรรดานายทหารผู้ใหญ่ก็กราบทูลให้ทรงพักในที่จัดไว้ให้ แต่พระองค์ขอเสด็จไปประทานความรู้ให้กับนักเรียนนายร้อยแทน เรื่องนี้ทรงสอนอะไรพวกเราอีกมาก
เห็นด้วยกับครูหนุ่ม เรื่องวินัยของเด็กเป็นเรื่อง ที่เราละเลยกันมานานมากตอนเด็กเราเรียนจะเชื่อฟังครูมากๆ ปฏิบัติตามกติกาของสังคมโดยตลอดทั้งต่อหน้าและลับหลัง เคยไปดูงานต่างประเทศเด็กประมาณ ป.3 ของเขาสามารถเล่นฟุตบอลในสนาม ประมาณเกือบ 50 คน กระเป๋ารวมกองไว้เพียงกองเดียว เวลาเด็กเขาเลิกเล่น มาเข้าแถว เข้าเรียนคล้ายกับบ้านเรา ไม่เห็นวุ่นวายสักนิด ตอนดูการสอนปฐมวัยก็นั่งกันเรียบร้อยดีมากเวลาครูเล่านิทานก็ตั้งใจฟัง ครูถามก็ยกมือ เรื่องนี้ครูครู คงต้องช่วยกัน และคนในสังคมก็คงต้องเป็นตัวอย่างที่ดี และขอบคุณครูหนุ่มด้วยเพราะกำลังจะเขียนครูมือการใช้แหล่งเรียนรู้ จะได้เพิ่มในส่วนของการปฏิบัติตนในการไปศึกษายังแหล่งเรียนรู้
การสืบข้อมุลจากแหล่งเรียนรุ้