แต่สำหรับประเด็นวันนี้ ผมอยากจะมานำเสนอทางออกหนึ่งของการศึกษาไทยนะครับ ในการผ่าทางตันการศึกษาชาติ โดยการ แยกการศึกษาออกจากการเมือง?
สวัสดีครับทุกท่าน
เล่นเรื่องการศึกษามาหลายบทความ จากประเด็นดังต่อไปนี้ครับ
รวมพลัง G2K เพื่อ...การศึกษา....ปัญหาและแนวทางแก้ไข (ยกแรกร่วมระบาย ลปรร.)
สภาการศึกษา G2K : สวนสมรม โต๊ะกลมการศึกษา (ร่วม(เปิด-->บ่ม)ประเด็นครับ)
สภาการศึกษา G2K : การศึกษา กับ "คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น คนธรรมดาเล่นอะไร"
การศึกษากับการเมืองควรรวมหรือแยกกันบริหาร คุณคิดอย่างไร
เด็กสองแสน (200,000) คนหายไปไหน ใครตอบได้ช่วยบอกทีครับ (การศึกษา)
โต๊ะกลมบูรณาการ : จากเมฆบนฟ้า สู่การพัฒนาชาติ
การศึกษา..เป็น..การลงทุน ด้วยเงิน หรือด้วยใจ (ธุรกิจหรือของฟรี)
รวมพลัง G2K เพื่อการศึกษา...ตัวอย่างดีๆที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางการศึกษาของเรา
จุดชนวนการเรียนรู้ ด้วยคำว่า "ทำไม" (ทำไมจินตนาการถึงหดหาย)
การศึกษา พัฒนาสมอง ต้องไร้เพดานกั้น
ทำไมผมเลือกพายเรือลำนี้ ในคลองการศึกษา
และอื่นๆ เชิญท่านไปดูในบทความวางแผงได้นะครับ มิสเตอร์ช่วยวางแผงแล้ว+++
แต่สำหรับประเด็นวันนี้ ผมอยากจะมานำเสนอทางออกหนึ่งของการศึกษาไทยนะครับ ในการผ่าทางตันการศึกษาชาติ โดยการ แยกการศึกษาออกจากการเมือง?
จะเห็นว่าผมใส่เครื่องไม้คำถามเอาไว้ ด้วยครับนะครับ
ดังนั้น ผมขอใช้สิ่งที่ผมเข้าไปตอบในบทความ เรื่อง อาจารย์ไม่มีคุณภาพ ในบล็อก
นานาสาระกับอุดมศึกษาไทย ของพี่ กมลวัลย์
โดยผมคัดลอกมาเพียงส่วนหนึ่ง ท่านสามารถไปอ่านบทความต้นขั้วได้จากบทความที่กล่าวมานะครับ
ผมมีข้อเสนอการผ่าทางตันที่ว่า ดังนี้นะครับ
ตอนนี้การปกครองของประเทศเรา จะมีการเมืองดูแลอยู่ในทุกๆ ด้าน และดูแลการศึกษาด้วย นั่นคือการบริหารคนแล้วก็บริหารการศึกษาไปด้วย โดยการเมืองอยู่เหนือการศึกษานั่นเอง
การบริหารแบบนี้จะเห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่การเมืองมีปัญหา การศึกษาจะหยุดชะงักทุกครั้งไป จริงๆ ก็ด้านอื่นด้วยครับ
ที่ผมคิดคือ การเมืองมีวาระมีล้มได้ ยกเลิกได้ พังได้ แต่การศึกษาซึ่งเป็นสมองของชาติจะต้องดำเนินต่อไปได้ แม้ว่าการเมืองจะมีปัญหาก็ตาม ดังนั้น การศึกษาจะต้องอยู่ได้โดยไม่กระทบทางการเมือง มีแต่เพียงให้การเมืองสนับสนุนการศึกษา
ทางออกที่ผมจะนำเสนอคือ เปลี่ยนระบบใหม่ คือ ให้การศึกษาอยู่ในระดับเดียวกับการเมือง นั่นคือ แยกการศึกษาออกมาให้บริหารกันในส่วนการศึกษาด้วยนักการศึกษาที่มีคุณภาพในประเทศ
ดังนั้น การศึกษาไทย เมืองแยกออกมาจากการเมืองแล้ว แทนที่การเมืองจะปกครองประเทศ ก็จะเป็นการศึกษาปกครองประเทศ ปกครองในที่นี้ ไม่ใช่นักการศึกษาปกครองนักการเมืองนะครับ แต่เป็นการมองในภาพว่าการศึกษามีความสำคัญต่อประเทศมากๆ ต้องให้คำว่าการศึกษาอยู่เหนือคำว่าการเมือง
จะมีใครกล้าแยกออกมาไหมครับ ที่จะแยกมาบริหารกันแยกส่วน โดยเอาเงินงบประมาณแผ่นดิน 10-20% มาใส่ในด้านการศึกษาไปเลย หรือมากน้อยแล้วแต่เป้าหมายในการพัฒนา โดยที่ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้องในส่วนนี้เลย การศึกษาจะได้คิดและพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง เพราะการเมืองขึ้นกับพรรคการเมือง แล้วมีวาระ แต่การศึกษาต้องห้ามล้มเหลว การเมืองล้มเหลวได้ ก็ล้มไป แต่การศึกษาต้องยังอยู่ เด็กต้องมีชีวิตกันต่อไป
ต่อไปเมื่อแยกการศึกษาออกมาแล้วนะครับ ก็จัดการล้างส่วนที่มีปัญหา ในการศึกษาออกให้สะอาด ตรงไหนมีปัญหาก็ซ่อมเสีย แล้วสร้างครูให้เป็นอาชีพที่คนอยากเป็นให้ได้ มีการให้แรงจูงใจที่ดีในการเป็นครู การขาดสิ่งต่างๆ ไม่ว่าเทคนิคการสอน จิตวิทยาการเป็นครู เรื่องเหล่านี้ ใครๆ ก็สามารถจะเรียนรู้ได้ หากได้คนที่มีจิตใจอยากสอน อยากให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ สรุปคือครูมีทั้งความรู้และจิตวิญญาณนั่นเอง
ต่อมา เมื่อการศึกษามีมาแล้ว การจะจัดการเรื่องการพัฒนาครูให้มีคุณภาพทำได้ไม่ยากครับ เพราะงบประมาณก็มี บริหารได้เต็มที่ อาจจะมีการสร้างชุดคณะกรรมการประเมินผลด้วย การจะสร้างการศึกษาให้บริการชุมชนจริง การศึกษาต้องเกิดจากความต้องการของชุมชนด้วย ตามรากเหง้าของแต่ละภาค เพราะแต่ละภาคจะต่างๆ กัน ดังนั้น การเรียนการสอน แล้วแต่สาขา ศึกษากันให้ดี หลักสูตรไม่เน้นรับต่างชาติมามากเกินไป จนเราเป็นง่อย
เมื่อคัดครูได้ แล้วครูที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในระบบคุณจะทำอย่างไร ทำได้ง่ายๆ อาจจะมีการให้โอกาสครูปรับปรุงตัวเอง ให้แนวทางในการเรียนการสอน ให้ปรับความรู้เพิ่ม อาจจะมีการสอบคัดคุณภาพครูทุกๆ สามปี(หรือตามความเหมาะสม) เปิดสอบเนื้อหา และเปิดสอบการสอน โดยที่คณะกรรมการการสอน อันนี้แบ่งงานกับทำตามภาคส่วนได้ เพื่อปรับปรุงและคัดออก (มันดูเหมือนจะโหดไปหน่อยครับ สำหรับครู แต่นี่หล่ะ ที่มาของคำว่าคุณภาพการศึกษา)
คราวนี้ ทีมบริหารการศึกษาก็มีคณะกรรมการประเมินผลการบริหาร ครูก็มีคณะกรรมการประเมินผลครู โดยชุมชนมีส่วนร่วมด้วยครับ แล้วเด็กหล่ะครับ ใครประเมิน ก็สถาบันนี่หล่ะครับประเมินในการสอบเข้า หรือว่าไม่มีการสอบเข้าก็ได้ ตามรูปแบบที่วางไว้ อันนี้คิดกันได้ หากเล่นกันตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถม ดีขึ้นมาเรื่อยๆ ระดับอุดมศึกษา ก่อนสอนง่ายขึ้นครับ
ต่อมาถึงระดับของการสร้างคนดี มีคุณธรรม และปัญญา ส่งออกไปในองค์กรต่างๆ ในประเทศ เช่นการเมือง การศึกษา ภาครัฐ เอกชน ชุมชน และส่วนอื่นๆ ในประเทศ
คนที่มีปัญหาก็จะเริ่มจางลง ไปเองครับ แรงต้านก็จะหายไปครับ ระบบเจ้าพ่อ ระบบอะไรก็จะหดไปมากขึ้น เพราะเรามีการศึกษาให้กับชุมชนออกแบบการศึกษาให้กับตัวเองด้วย โดยทีมการศึกษาจะต้องทำงานกับภาคชุมชน การวิจัยก็ต้องเกิดการทำร่วมกัน
เมื่องานวิจัยก็มี การสอนก็ได้คุณภาพ ประเทศตะวันตกเค้าก็มาดูงานเมืองไทยเองหล่ะ ว่าเราจัดการบริหารกันอย่างไร
เราส่งคนมาดูงานในยุโรป ตะวันตกกันแล้วกลับไปก็ทำอะไรกันได้บ้างครับ นอกจากเขียนรายงานว่าได้อะไรบ้าง เราจะจัดการอย่างไร จัดการไม่ได้ใช่ไหมครับ เพราะมันโยงใยกันทั้งหมด นี่คือหนทางที่ผมแนะนำให้แยกออกมา
ซึ่งผมก็เขียนไว้ในบทความแยกกันบริหารจะได้ไหม เรื่องการศึกษาและการเมือง ลองเข้าไปเยี่ยมได้ที่นี่ ครับ การศึกษากับการเมืองควรรวมหรือแยกกันบริหาร คุณคิดอย่างไร
เมื่อการศึกษาไปได้ดีแล้ว ปัญหาอื่นๆ ก็ไม่ต้องมีอะไรมากครับ คือ ไม่ต้องเขียนกฏหมายให้ยุ่งยาก ซับซ้อน เพราะคนมีคุณธรรม ไม่ต้องส่งคนมาเรียนกฏหมายต่างประเทศมากมาย เพราะไม่จำเป็น ส่งไปฝึกงานหรือร่วมงานประชุมก็พอ ไม่ต้องมีคุกเยอะๆ นักโทษล้นคุกก็ไม่มี เพราะคนมีคุณธรรม คนดีมากขึ้น
ไม่ต้องแก้ปัญหาการว่างงาน เพราะคนถูกวางแผนให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
และปัญหาอื่นๆ ไม่ต้องวุ่นวายกันต่อไป อย่างน้อยก็ลดลง ที่แน่ๆ คือในระบบการศึกษาจะมีการแทรกแซงทางการเมืองลดลง มีอิสระในการพัฒนามากขึ้น
การแยกการศึกษาออกมาจากการเมืองนั้น มีข้อแม้ว่าห้ามนักการเมืองมาบริหารนะครับ เราจะไม่รับคนทำงานการเมืองมาทำงานทางด้านการศึกษาเพราะมันคนละเรื่องกัน ตอนนี้ต้องเข้าใจว่าการเมืองแทรกไปในวงการศึกษาทั่วทุกแห่ง เมื่อแยกออกมาจะลำบากในช่วงแรก แต่ผมเชื่อว่าไปได้ อันนี้ต้องขอความเห็นใจจากคนทำงานการเมือง หากเห็นอยากจะให้การศึกษาโตจริงๆ ดังนั้น การศึกษาต้องบริหารด้วย นักการศึกษา
แต่.....หากคนเล่นการเมืองให้ความสำคัญกับการศึกษาจริงๆ ไม่จำเป็นต้องแยกเลยครับ ที่พูดมาทั้งหมดนี้ เพราะหากเห็นความสำคัญและจริงใจในการแก้ไขปัญหาจริง รวมหรือแยกก็ไม่ใช่ประเด็น แต่นั่นหมายถึงว่าคนทำงานการเมืองจะต้องมีคุณภาพจริงๆ ที่เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นกิจที่หนึ่ง ส่วนตนมาเป็นอันดับสอง
ทีมงานบริหาร จากนักการศึกษา ไม่มีการได้มาจากพรรคการศึกษานะครับ ต้องมีการจัดสรรด้วยวิธีการอื่น ที่ไม่ใช่พรรคหรือแบ่งกลุ่มขึ้นมา ไม่งั้นจะเข้าสู่วงเวียนเดิมเหมือนกับการเมือง
ขอบคุณมากนะครับ นี่คือความอัดอั้นในใจผมที่อยากจะบอกนะครับ
.........
คุณคิดเห็นเป็นอย่างไร รบกวนนำเสนอไว้นะครับ ขอบคุณมากๆ นะครับ เพราะคุณคือผลผลิตทางการศึกษาคนหนึ่งเช่นกันครับ
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
ขอบคุณค่ะ...แล้วคิดออกจะมาบอกอีกนะคะ
สวัสดีครับคุณครูอ้อยที่น่ารัก
นี่แหละคือผู้ที่จะกู้วิกฤตการศึกษาของชาติ กลับมาเร็วๆนะครับ รออยู่
คุณเม้งค่ะ เห็นที่คุณเม้งเขียน บอกได้เลย ว่างานนี้ยาวแน่ ที่ราณีจดไว้ในเศษกระดาษกับที่คุณเม้งเขียนต่างกันอีกเยอะค่ะ ของอย่างนี้มันฝังรากลึกมาก เคยคิดจะเขียนหลายครั้งแล้วค่ะ กลัวเหมือนที่ครูอ้อยบอกเราเป็นแค่ลูก………อยู่แล้วในที่ทำงาน
สวัสดีครับพี่ครูเสือ
สวัสดีครับคุณครู
สวัสดีครับคุณราณี
สวัสดีครับคุณครูที่น่ารัก
เรามาช่วยๆกันกระพริบถี่ๆๆๆนะคะ
ฮุยเลฮุย
สวัสดีครับคุณครู
โอ้โห !!!!!!!!!
สวัสดีครับพี่เหลียง
อิอิ...คารวะด้วยน้ำชาหลายๆจอกค่ะ
สวัสดีครับท่าน <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table>ผ่าน ท่าน อ้อยที่นับถือสูงสูง <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>ผมได้อ่านความเห็น ครูอ้อย เข้าลึกถึงความรู้สึกของครูอ้อย บุคคลที่ซ่อนความเป็นอัจฉริยะอยู่ภายใน ไม่ยอมเปล่งประกายของความยิ่งใหญ่ออกมาให้ผู้คนได้เห็น ตัวจริงของครูอ้อยได้เรียนรู้จากการที่ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน ความจริงที่หวังและต้องการ รอวันเวลาที่จะแสดงออก ไม่ผิดหรอกครับ สู้เพื่อการศึกษาไม่มีวันตายจาก </p><ul><li>ขอบคุณมากๆครับ คุณครูอ้อย</li></ul>
สวัสดีอีกครั้งครับ
ทำให้ผมนึกถึง บรรยากาศโต๊ะกลมจังเลย จึงลองยกมาดูเล่น
ว้าวท่านเหลียง..